บทความที่ 1 / 10 ในบทนี้

เหลืออีก 9 บทความ

ทำไมบทนี้ต้องมาหลัง Pip และ Lot

การคำนวณ Margin ต้องใช้ Contract Size ส่วนการแปลงระยะราคาเป็นกำไรขาดทุนต้องใช้ Pip Value จึงควรเข้าใจทั้งสองเรื่องจากบทเรียนที่ 4 ก่อนอ่านต่อ


Leverage เป็นตัวเลขที่พบได้บ่อยในโฆษณา Forex และมักทำให้สับสนระหว่างขนาดที่เปิดได้กับความเสี่ยงที่ควรรับ

ตัวเลข Leverage เช่น 1:500, 1:1000 หรือ 1:2000 ไม่ได้หมายความว่าค่าที่สูงกว่าจะเป็นข้อได้เปรียบเสมอไป ขณะที่ กฎ CFD รายย่อยในบางเขตกำกับจำกัดคู่เงินหลักไว้ที่ 1:30

ตัวเลข Leverage เพียงค่าเดียวยังบอกความเสี่ยงของบัญชีไม่ได้ ต้องแยกเงื่อนไขหลักประกันออกจากขนาดสถานะที่เปิดจริงและกฎการบังคับปิด

Leverage คืออะไร?

Leverage คือกลไกที่ทำให้คุณควบคุม Position ที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่วางไว้ โดยโบรกเกอร์ให้คุณวางเงินเพียงส่วนหนึ่งเป็นหลักประกัน

อัตรา 1:100 หมายถึงใช้หลักประกัน 1 ส่วนรองรับมูลค่าสถานะ 100 ส่วน ภายใต้วิธีคำนวณที่ใช้อัตรานี้

Leverage ใน Forex/CFD ที่ใช้หลักประกัน

การควบคุมมูลค่าสัญญาไม่ได้หมายความว่าได้รับเงินกู้เต็มมูลค่าเข้าบัญชี ค่า Swap หรือ Financing เป็นไปตามผลิตภัณฑ์และเงื่อนไข รวมส่วนปรับของผู้ให้บริการได้ ไม่ใช่ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว

หลักประกันส่วนนี้ทำให้ Free Margin ที่เหลือใช้ลดลง ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่หายไปทันที แต่ผลขาดทุนและเงื่อนไขบัญชียังอาจทำให้มูลค่าเงินที่เหลือเปลี่ยนได้

Margin — เงินที่ถูกล็อกไว้

Margin คือเงินที่ต้องวางเป็นหลักประกันเพื่อเปิด Position

สูตรคำนวณ Margin ที่ต้องวาง

Required Margin = มูลค่า Position ÷ Leverage

สูตรย่อนี้ใช้เมื่อแปลงมูลค่าสถานะเป็นสกุลบัญชีและสัญญาใช้ Leverage แบบหารมูลค่า ตัวอย่างด้านล่างเป็นบัญชี USD: Contract Size × Lot ได้ EUR แล้วแปลงด้วย EUR/USD สัญญาอื่นอาจใช้ Initial Margin หรือสูตรต่างกัน

ตัวอย่างคำนวณ

เปิด EUR/USD 1 Standard Lot ที่ราคา 1.1000 ด้วย Leverage 1:100

มูลค่า Position = 100,000 × 1 × 1.1000
                = $110,000

Required Margin = 110,000 ÷ 100
                = $1,100

ถ้าเปลี่ยนเป็น Leverage 1:500

Required Margin = 110,000 ÷ 500
                = $220

ทั้งสองกรณียังถือสถานะมูลค่า $110,000 เท่ากัน การเปลี่ยน Leverage ในตัวอย่างจึงเปลี่ยน Required Margin โดยไม่เปลี่ยนผลกำไรขาดทุนจากราคาเมื่อสัญญา Lot และระยะราคาเท่าเดิม แต่ Free Margin และการบังคับปิดอาจต่างกัน

📖 อ่านเพิ่มเติม: Leverage คืออะไร? แยกขนาดสถานะ Margin และความเสี่ยง · Margin คืออะไร? คำนวณหลักประกันและอ่าน Free Margin

Balance, Equity, Used Margin, Free Margin

ค่าบัญชีต่อไปนี้พบได้ใน MT4/MT5 โดยช่องที่แสดงอาจต่างกันตามสถานะบัญชี ควรอ่านความสัมพันธ์ของแต่ละค่าร่วมกัน

แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Balance Equity Used Margin และ Free Margin พร้อมการคำนวณ Margin Level
ภาพสมมติบัญชี USD ไม่มี Credit หรือต้นทุนเพิ่ม ใช้ Used Margin คงที่ $550 และ Pip Value $5 ต่อ pip ที่ 0.50 Lot เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของค่าบัญชี
ค่า ความหมาย สูตร
Balance ยอดที่บันทึกแล้ว เช่น ผลปิดสถานะ ฝากถอน และค่าบริการ —
Equity มูลค่าบัญชีที่ระบบประเมินรวมผลลอยตัว ไม่รับประกันยอดหลังปิดจริง Balance + กำไร/ขาดทุนลอยตัว โดยตัวอย่างไม่รวม Credit และรายการอื่น
Used Margin หลักประกันที่ระบบกำหนดตามวิธีคำนวณและสถานะหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ในตัวอย่างนี้: มูลค่า Position ÷ Leverage สัญญาอื่นอาจใช้สูตรต่างกัน
Free Margin เงินที่เหลือใช้เปิดไม้ใหม่ หรือรองรับการขาดทุน Equity − Used Margin
Margin Level ตัวชี้วัดสุขภาพบัญชี — ค่าที่ต้องเฝ้า (Equity ÷ Used Margin) × 100

Balance เพียงค่าเดียวไม่รวมภาพผลขาดทุนลอยตัว

ผลกำไรขาดทุนลอยตัวไม่เปลี่ยน Balance โดยตรง แต่รายการฝากถอนหรือค่าบริการอาจเปลี่ยนได้แม้ยังไม่ปิดสถานะ บัญชีที่มี Floating Loss จึงอาจแสดง Balance เท่าเดิม ขณะที่ Equity ลดลงแล้ว

ให้อ่าน Equity ร่วมกับกระแสเงินฝากถอน ต้นทุน และผลปิดสถานะ เพื่อประเมินมูลค่าบัญชีและผลการเทรด ไม่ใช้ Balance แทนข้อมูลทั้งหมดนี้

📖 อ่านเพิ่มเติม: Balance, Equity, Free Margin ต่างกันอย่างไร · Margin Level คำนวณอย่างไร

การปิดสถานะ: ถ้า Balance $1,000 และ Floating Loss −$200 จะมี Equity $800 การปิดที่ราคาเดิมโดยไม่มีต้นทุนเพิ่มทำให้ Balance $800 และ Equity ยัง $800 ไม่ใช่ลด Equity ซ้ำอีก $200 ส่วน Used Margin ที่ปลดทำให้ Free Margin เพิ่มตามวิธีคิดของบัญชี

Margin Call และ Stop Out

เมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับที่โบรกเกอร์กำหนด ให้ตรวจเกณฑ์สองอย่างต่อไปนี้ โดยอาจไม่มีช่วงเตือนที่จัดการทัน

เหตุการณ์ เกิดอะไรขึ้น
Margin Call สถานะเตือนตามเกณฑ์บัญชี อาจจำกัดคำสั่งใหม่ ต้องตรวจเงื่อนไขและประเมินทางเลือก ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงิน
Stop Out ระบบปิดทั้งหมดหรือบางส่วนตามกฎบัญชี ลำดับไม่จำเป็นต้องเริ่มจากไม้ขาดทุนมากที่สุดเสมอ

⚠️ Margin Call ไม่ใช่การโทรศัพท์

Margin Call อาจแสดงเป็นสถานะ สี หรือการแจ้งเตือนตามระบบของผู้ให้บริการ ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนโทรมาเตือน และไม่ควรรอการแจ้งเตือนก่อนจัดการความเสี่ยง

เมื่อตลาดเคลื่อนไหวเร็ว อาจถึง Stop Out ก่อนจัดการได้ทัน จึงไม่ควรวางแผนโดยหวังว่าจะมีเวลาฝากเงินหลังได้รับคำเตือน

ต้องตรวจเกณฑ์ของบริษัทและบัญชีที่ใช้ รวมถึงหน่วยที่ใช้วัด เงื่อนไขอาจต่างกันตามกฎกำกับและประเภทลูกค้า

ตัวอย่าง: คำนวณว่าเหลือระยะเท่าไรก่อนโดน Stop Out

สมมติ: ทุน $1,000 · EUR/USD ที่ 1.1000 · Leverage 1:100 · เปิด 0.5 Lot · Margin Call ที่ 100% · Stop Out ที่ 50%

มูลค่า Position = 50,000 × 1.1000  =  $55,000
Used Margin     = 55,000 ÷ 100     =  $550
Pip Value (0.5 Lot)                =  $5 ต่อ pip

── Margin Call ที่ 100% ──
Equity ณ เกณฑ์ = $550
ผลขาดทุนจากจุดเริ่มต้นถึงเกณฑ์ = 1,000 − 550 = $450
ระยะเป็น pips = 450 ÷ 5 = 90 pips

── Stop Out ที่ 50% ──
Equity ณ เกณฑ์ = 550 × 0.5 = $275
ผลขาดทุนจากจุดเริ่มต้นถึงเกณฑ์ = 1,000 − 275 = $725
ระยะเป็น pips = 725 ÷ 5 = 145 pips

ภายใต้ Used Margin $550 และ Pip Value $5 คงที่ ไม่รวมต้นทุนหรือ Gap จะถึงเกณฑ์ตัวอย่างที่ 90 และ 145 pips แต่ราคาปิดจริงและเกณฑ์บัญชีอาจต่างกัน

ระยะ 145 pips เป็นผลคำนวณตามสมมติฐาน ไม่ได้บอกว่าราคาจะเคลื่อนไปถึงเมื่อไรหรือเหลือเวลาจัดการเท่าไร

📖 อ่านเพิ่มเติม: Margin Call คืออะไร · Stop Out Level คืออะไร

⭐ Leverage 1:100 กับ 1:500 เสี่ยงต่างกันจริงหรือ?

จุดสำคัญคือแยกผลของการเปลี่ยน Leverage ออกจากผลของการเพิ่มจำนวน Lot

สมมติทุน $1,000 เปิด EUR/USD 0.1 Lot เท่ากัน ต่างกันแค่ Leverage

รายการ Leverage 1:100 Leverage 1:500
ขนาด Position 0.1 Lot 0.1 Lot
มูลค่า Position $11,000 $11,000
Used Margin $110 $22
Pip Value $1 $1
ราคาวิ่งสวน 50 pips ขาดทุน $50 $50

ผลขาดทุนจากราคาในตัวอย่างเท่ากัน

การเปลี่ยน Leverage อย่างเดียวไม่เปลี่ยน Pip Value ของสถานะเดิม แต่เปลี่ยน Margin และจุดบังคับปิดได้

ต้องดูสัญญา Lot ระยะราคา ต้นทุนและเงื่อนไขหลักประกันร่วมกัน

แล้ว Leverage ต่างกันตรงไหน?

แม้สถานะจะไวต่อการเปลี่ยนราคาเท่าเดิม แต่ Free Margin และระดับที่เข้าเกณฑ์บังคับปิด อาจต่างกันตามหลักประกันที่ใช้และเงื่อนไขบัญชี

Leverage 1:100 → Free Margin = 1,000 − 110 = $890
Leverage 1:500 → Free Margin = 1,000 − 22 = $978

ระยะตามแบบจำลองถึงเกณฑ์ Stop Out 50%:
1:100 → Equity ณ เกณฑ์ $55 → ผลขาดทุนจากจุดเริ่มต้น $945 → 945 pips
1:500 → Equity ณ เกณฑ์ $11 → ผลขาดทุนจากจุดเริ่มต้น $989 → 989 pips

ผลลัพธ์ที่สวนความเข้าใจทั่วไป

ในแบบจำลองที่สัญญา Lot, Equity และเกณฑ์เปอร์เซ็นต์เท่ากัน โดย Used Margin คงที่ Margin น้อยลงทำให้เกณฑ์ Equity ต่ำลง จึงได้ระยะ 945 และ 989 pips ไม่ใช่ข้อรับประกันเวลาปิดจริง

ระยะที่คำนวณได้มากขึ้นไม่ได้รับรองว่า Leverage สูงปลอดภัยกว่า หากใช้เพดานที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่ม Lot ด้วยเงินเท่าเดิม ผลกำไรขาดทุนต่อการเคลื่อนไหวของราคาก็จะมากขึ้น

เกณฑ์อื่น: ถ้า Margin Call เป็น C% ให้ใช้ Equity ณ เกณฑ์ = Used Margin × C/100; Free Margin เป็นศูนย์ตรง 100% เท่านั้น บางบัญชีใช้เกณฑ์แบบจำนวนเงิน เมื่อ Used Margin เป็นศูนย์จะใช้สูตร Margin Level หารตรง ๆ ไม่ได้

Effective Leverage — ตัวเลขที่คุณควรสนใจจริง ๆ

Leverage ที่แสดงในบัญชีเป็นเงื่อนไขหลักประกัน ไม่ใช่อัตราขนาดสถานะที่คุณใช้เทียบกับ Equity จริง และบางสัญลักษณ์อาจมีข้อกำหนดเฉพาะ

Gross Effective Leverage = มูลค่าสัมบูรณ์รวมของสถานะในสกุลบัญชี ÷ Equity เมื่อ Equity มากกว่าศูนย์

เป็นตัวชี้ขนาดสถานะเทียบทุน ยังไม่รวมทิศทาง ความสัมพันธ์ของหลายสินทรัพย์ ความผันผวนและต้นทุน

ตัวอย่าง: ทุน $1,000 · EUR/USD ที่ 1.1000

เปิด มูลค่า Position Effective Leverage วิ่งสวน 100 pips
0.01 Lot $1,100 1.1 : 1 −$10 (1%)
0.10 Lot $11,000 11 : 1 −$100 (10%)
0.50 Lot $55,000 55 : 1 −$500 (50%)
1.00 Lot $110,000 110 : 1 −$1,000 (100%)

ในตัวอย่าง เทรดเดอร์ที่มี Equity เท่ากันและตั้ง Leverage 1:500 เหมือนกัน อาจมี Effective Leverage ต่างกัน 100 เท่าเมื่อขนาดสถานะต่างกันตามนั้น จึงต้องดู Lot และสัญญาที่เปิดจริงด้วย

📖 อ่านเพิ่มเติม: 1:100 กับ 1:500 ต่างกันจริง ๆ อย่างไร · Over-Leverage และ Effective Leverage

Gross Effective Leverage ไม่ใช่ขาดทุนสูงสุด หากมีสถานะตรงข้ามในสินทรัพย์เดียวกัน ความไวสุทธิต่อราคาอาจหักกลบ แต่ต้นทุนและเงื่อนไข Margin ยังมีอยู่ หลายสินทรัพย์ต้องจำลองราคาแยกแล้วรวม P/L เป็นเงิน ไม่บวก pip ต่างคู่โดยตรง

ทำไม Leverage ไม่ใช่ Trading Edge

Edge คือความได้เปรียบทางสถิติที่ทำให้ระบบของคุณมีความคาดหวังเป็นบวกในระยะยาว

Leverage ไม่ได้เพิ่มโอกาสที่คุณจะวิเคราะห์ถูก ไม่ได้ทำให้ Spread แคบลง และไม่ได้ทำให้ราคาวิ่งไปทางที่คุณต้องการ

การเพิ่มขนาดสถานะขยายผล ไม่สร้าง Edge

ถ้าระบบมีความคาดหวังบวก → เพิ่มขนาดสถานะอาจขยายทั้งผลตอบแทนและความผันผวน
ถ้าระบบมีความคาดหวังลบ → เพิ่มขนาดสถานะอาจเร่งความเสียหาย

ไม่ใช่เปลี่ยนเลข Leverage แล้วผลตอบแทนเพิ่มอัตโนมัติ และต้นทุน ขนาดคำสั่งหรือ Stop Out อาจทำให้ผลจริงไม่ขยายเป็นเส้นตรง

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Leverage

❌ “Leverage สูงเสี่ยงกว่า”
เมื่อสัญญา จำนวน Lot และระยะราคาเท่ากัน กำไรขาดทุนจากราคาเท่ากัน แต่ Margin และ Stop Out อาจต่างกัน การใช้เพดานสูงเพิ่ม Lot ยังเพิ่มความไวต่อราคา

❌ “Leverage คือเงินที่โบรกเกอร์ให้ยืม”
ใน Forex/CFD แบบวางหลักประกัน ไม่ได้หมายถึงรับเงินกู้เต็มมูลค่าสัญญาเข้าบัญชี แต่เป็นการเปิดรับผลของสถานะโดยวางหลักประกันตามเงื่อนไข

❌ “Leverage สูงทำกำไรได้มากกว่า”
กำไรขาดทุนขึ้นกับทิศทางและระยะราคา ขนาดสถานะ และต้นทุน การเพิ่มเพดาน Leverage เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้สถานะเดิมได้กำไรมากขึ้น

❌ “Margin Call แล้วโบรกเกอร์จะเตือนก่อน”
ไม่ควรคาดหวังการโทรเตือน และระยะจาก Margin Call ถึง Stop Out อาจสั้นมาก

❌ “เติมเงินเพิ่มเพื่อกันโดน Stop Out”
การเติมเงินอาจเพิ่ม Equity และระยะห่างจากเกณฑ์ Stop Out แต่ไม่ลดความไวต่อราคาของสถานะเดิม หากขนาดสถานะเกินแผน ปัญหานั้นยังอยู่และมีเงินเพิ่มที่ต้องรับความเสี่ยง

❌ “Balance ยังอยู่ครบ แปลว่ายังไม่ขาดทุน”
Floating Loss สะท้อนใน Equity แล้วแม้ Balance ยังไม่เปลี่ยน แต่ Balance อาจเปลี่ยนจากรายการอื่นได้

ใช้ Leverage อย่างมีวินัย

  1. เลือก Lot จากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่จาก Margin ที่วางไหว — คำถามที่ถูกไม่ใช่ “เปิดได้กี่ Lot” แต่คือ “ควรเปิดกี่ Lot”
  2. กำหนด Stop Loss และขนาดสถานะตามแผนก่อนเปิดออเดอร์ — Stop Out เป็นกลไกบังคับปิดตามหลักประกัน ใช้แทนแผนจำกัดขาดทุนไม่ได้ และการตั้ง SL ก็ไม่รับรองราคาออกเมื่อมี Gap หรือ Slippage
  3. เฝ้า Margin Level ไม่ใช่ Balance
  4. คำนวณ Effective Leverage ของตัวเองเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดหลายไม้พร้อมกัน
  5. ไม่เลือกโบรกเกอร์เพราะ Leverage สูง — เพดานที่สูงขึ้นไม่ได้เพิ่มความสามารถของคุณ

⛔ บทเรียนนี้ไม่ครอบคลุมอะไร

หัวข้อ อยู่ที่
วิธีตั้ง Stop Loss และส่งคำสั่ง บทเรียนที่ 6
สูตรคำนวณ Lot จาก % ความเสี่ยง บทเรียนที่ 7
ข้อจำกัด Leverage ตามหน่วยงานกำกับดูแล บทเรียนที่ 2
ขนาดสัญญาและการคำนวณ Lot ทองคำ วิธีคำนวณ Lot ทองคำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควรตั้ง Leverage เท่าไรดี?
กำหนดขนาดจากงบความเสี่ยงแล้วตรวจ Margin และเกณฑ์บังคับปิด การใช้ Leverage ต่ำจำกัดขนาดสูงสุดได้ แต่การลดขณะมีสถานะค้างอาจทำให้ Margin เพิ่มจนเข้าใกล้ Stop Out จึงต้องคำนวณก่อนเปลี่ยน

ทำไม Margin ที่ถูกล็อกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ?
ขึ้นกับ Calculation Mode, อัตราแปลงสกุลและข้อกำหนด ไม่ใช่ทุกสัญญาเปลี่ยนตามราคา บางรายยังปรับ Margin Requirement ในช่วงข่าวหรือเมื่อขนาดสถานะเกินระดับที่กำหนด

เปิดหลายไม้พร้อมกัน Margin คิดอย่างไร?
ใช้ Used Margin ที่ระบบคิดระดับบัญชี โดย Netting/Hedging และคำสั่งรออาจทำให้ไม่ใช่การบวกแต่ละไม้ตรง ๆ ส่วน Margin Level คิดระดับบัญชี นั่นแปลว่าไม้ที่ขาดทุนหนักหนึ่งไม้สามารถลาก Margin Level ลงจนไม้อื่นถูกปิดไปด้วย

บัญชีติดลบได้ไหม?
ได้ในกรณีที่ตลาดเกิด Gap รุนแรงจนราคากระโดดข้ามระดับ Stop Out การคุ้มครอง Negative Balance Protection อาจจำกัดความรับผิดตามกฎที่ใช้กับบัญชีนั้น ต้องตรวจบริษัทคู่สัญญา ประเภทลูกค้า และขอบเขตความคุ้มครอง — ตรวจสอบว่าบัญชีของคุณมีหรือไม่จาก บทความนี้

Stop Out กับ Stop Loss ต่างกันอย่างไร?
Stop Loss คือคำสั่งที่คุณตั้งเองตามแผน ส่วน Stop Out คือการที่ระบบบังคับปิดเพราะเงินไม่พอ — ทั้งสองมีจุดกระตุ้นต่างกัน และ Gap/Slippage หรือ Margin ที่เพิ่มอาจทำให้เกิด Stop Out แม้มี SL

สรุปบทเรียนที่ 5

Leverage มีผลต่อหลักประกันและการบังคับปิด ส่วนความไวของกำไรขาดทุนต่อราคาขึ้นกับสัญญาและขนาดสถานะ ต้องพิจารณาร่วมกัน

1. แยกขนาดสถานะที่สร้าง P/L ออกจาก Margin ที่มีผลต่อการบังคับปิด

2. Gross Effective Leverage = มูลค่าสัมบูรณ์รวมของสถานะในสกุลบัญชี ÷ Equity โดย Equity ต้องมากกว่าศูนย์

3. เฝ้า Equity และ Margin Level ไม่ใช่ Balance

4. เพิ่มขนาดสถานะไม่สร้าง Edge และเพิ่มความเสียหายได้

บทเรียนถัดไปอธิบายวิธีส่งคำสั่งและตั้ง Stop Loss เพื่อใช้จำกัดความเสี่ยงตามแผน โดยยังต้องเข้าใจข้อจำกัดของการกระตุ้นและราคาออกจริง

📌 Checklist ก่อนไปบทเรียนถัดไป

  • ☐ คำนวณ Required Margin ของออเดอร์ที่จะเปิดได้
  • ☐ อธิบายความต่างของ Balance กับ Equity ได้
  • ☐ คำนวณ Margin Level ได้ และรู้ว่าโบรกเกอร์ตัวเองตั้ง Stop Out ที่เท่าไร
  • ☐ คำนวณระยะประมาณก่อนแตะเกณฑ์ Stop Out ภายใต้สมมติฐานได้
  • ☐ เข้าใจว่า Lot และสัญญาเดียวกันให้ Pip Value เท่ากัน แต่ Margin และ Stop Out อาจต่างกัน
  • ☐ คำนวณ Effective Leverage ของบัญชีตัวเองได้
  • ☐ แยกออกว่า Stop Loss กับ Stop Out คนละเรื่องกัน

📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิงและตัวเลข

MetaQuotes — Margin Calculation · Account Properties — Equity, Margin และโหมด Stop Out

สูตรคำนวณทั้งหมดในบทเรียนนี้เป็นเลขคณิตมาตรฐานที่ตรวจสอบซ้ำได้ด้วยตัวเอง ส่วนระดับ Margin Call และ Stop Out ที่ใช้ในตัวอย่าง (100% และ 50%) เป็นตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่มาตรฐานสากล โบรกเกอร์แต่ละรายกำหนดต่างกัน และอาจต่างกันตามประเภทบัญชีด้วย ให้ตรวจสอบค่าจริงจากเอกสาร Terms & Conditions และ Contract Specification บนเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการ ส่วนข้อจำกัด Leverage ตามหน่วยงานกำกับดูแล อ้างอิงได้จาก ESMA และ FCA ตามที่ระบุใน บทเรียนที่ 2

🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง

การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกราย การใช้ Leverage อาจทำให้ขาดทุนเกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น การคำนวณในบทเรียนนี้เป็นเครื่องมือประเมินเชิงคณิตศาสตร์ ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะไม่ถูกบังคับปิดสถานะในภาวะตลาดผิดปกติ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต เนื้อหาในบทเรียนนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน

📚 บทความทั้งหมดในบทเรียนนี้

บทเรียนนี้มี 10 บทความ รวมบทความภาพรวมที่คุณกำลังอ่าน

ดูสารบัญบทเรียนที่ 5 ทั้ง 10 บทความ →

📚 หลังอ่านบทเจาะลึก: เตรียมเข้าสู่บทเรียนที่ 6

บทเรียนที่ 6: Order Types และการส่งคำสั่ง

เมื่อแยกหลักประกันออกจากความเสี่ยงของสถานะได้แล้ว บทถัดไปจะอธิบายเครื่องมือที่ใช้กำหนดจุดเข้าและจุดออกตามแผน พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนส่งคำสั่ง

บทเรียนที่ 6 จะครอบคลุม Market Order, Pending Order พื้นฐาน 4 แบบ (Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop, Sell Stop), Stop Loss, Take Profit, Trailing Stop และวิธีเปิด-แก้-ปิดออเดอร์บน MT5 ทีละขั้นตอน

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี

เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้

ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

รู้จักแต่ละโบรกเกอร์

อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ

ดูรีวิวโบรกเกอร์ →

เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน

เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง