🔵 LEVEL 2: MECHANICS | บทเรียนที่ 5 จาก 14
🎯 เมื่อเรียนบทเรียนนี้จบ คุณจะ
- เข้าใจว่า Leverage ทำงานอย่างไร และคำนวณ Margin ที่ต้องวางได้
- แยกออกว่า Balance, Equity, Used Margin, Free Margin คืออะไรและสัมพันธ์กันอย่างไร
- คำนวณ Margin Level ได้ และรู้ว่าตัวเลขนี้บอกอะไร
- รู้ว่า Margin Call และ Stop Out เกิดขึ้นตอนไหน พร้อมคำนวณระยะที่เหลือได้
- ⭐ เข้าใจว่าทำไม Leverage 1:100 กับ 1:500 เมื่อสัญญา Lot และช่วงราคาเท่ากัน ให้กำไรขาดทุนจากราคาเท่ากัน แต่ Margin และความเสี่ยง Stop Out อาจต่างกัน
- คำนวณ Effective Leverage ของบัญชีตัวเอง — ตัวเลขที่สำคัญกว่าตัวเลขบนหน้าบัญชี
- รู้ว่า Leverage ไม่ใช่ Trading Edge และอันตรายจริงอยู่ตรงไหน
ทำไมบทนี้ต้องมาหลัง Pip และ Lot
เพราะการคำนวณ Margin ต้องใช้ Contract Size และการประเมินความเสียหายต้องใช้ Pip Value ซึ่งเราเพิ่งเรียนไปในบทเรียนที่ 4
Leverage เป็นเรื่องที่ถูกโฆษณามากที่สุดและถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในวงการ Forex
โบรกเกอร์แข่งกันเสนอ 1:500, 1:1000, 1:2000 ราวกับว่าตัวเลขที่สูงกว่าคือข้อได้เปรียบ ในขณะที่กฎ CFD รายย่อยในบางเขตกำกับจำกัดคู่เงินหลักไว้ที่ 1:30
ทั้งสองฝ่ายพูดถึงตัวเลขเดียวกัน แต่มองคนละเรื่อง — บทนี้จะแยกเพดานหลักประกันออกจากขนาดสถานะจริงและข้อจำกัดที่ต้องตรวจ
Leverage คืออะไร?
Leverage คือกลไกที่ทำให้คุณควบคุม Position ที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่วางไว้ โดยโบรกเกอร์ให้คุณวางเงินเพียงส่วนหนึ่งเป็นหลักประกัน
เขียนเป็นอัตราส่วน เช่น 1:100 หมายถึงเงิน 1 ส่วนควบคุมได้ 100 ส่วน
Leverage ใน Forex/CFD ที่ใช้หลักประกัน
การควบคุมมูลค่าสัญญาไม่ได้หมายความว่าได้รับเงินกู้เต็มมูลค่าเข้าบัญชี ค่า Swap หรือ Financing เป็นไปตามผลิตภัณฑ์และเงื่อนไข รวมส่วนปรับของผู้ให้บริการได้ ไม่ใช่ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โบรกเกอร์ล็อกเงินส่วนหนึ่งของคุณไว้เป็นหลักประกัน เพื่อรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เงินนั้นยังเป็นของคุณ แค่ใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้ระหว่างที่ Position ยังเปิดอยู่
Margin — เงินที่ถูกล็อกไว้
Margin คือเงินที่ต้องวางเป็นหลักประกันเพื่อเปิด Position
สูตรคำนวณ Margin ที่ต้องวาง
Required Margin = มูลค่า Position ÷ Leverage
สูตรย่อนี้ใช้เมื่อแปลงมูลค่าสถานะเป็นสกุลบัญชีและสัญญาใช้ Leverage แบบหารมูลค่า ตัวอย่างด้านล่างเป็นบัญชี USD: Contract Size × Lot ได้ EUR แล้วแปลงด้วย EUR/USD สัญญาอื่นอาจใช้ Initial Margin หรือสูตรต่างกัน
ตัวอย่างคำนวณ
เปิด EUR/USD 1 Standard Lot ที่ราคา 1.1000 ด้วย Leverage 1:100
มูลค่า Position = 100,000 × 1 × 1.1000
= $110,000
Required Margin = 110,000 ÷ 100
= $1,100
ถ้าเปลี่ยนเป็น Leverage 1:500
Required Margin = 110,000 ÷ 500
= $220
สังเกตให้ดี — Leverage เปลี่ยนเฉพาะจำนวนเงินที่ถูกล็อก ไม่ได้เปลี่ยนขนาด Position ทั้งสองกรณีคุณยังถือ Position มูลค่า $110,000 เท่ากัน
📖 อ่านเพิ่มเติม: Leverage คืออะไร? แยกขนาดสถานะ Margin และความเสี่ยง · Margin คืออะไร? คำนวณหลักประกันและอ่าน Free Margin
Balance, Equity, Used Margin, Free Margin
สี่คำนี้แสดงอยู่บนหน้าจอ MT4/MT5 ตลอดเวลา และเป็นจุดที่มือใหม่สับสนมากที่สุด

| ค่า | ความหมาย | สูตร |
|---|---|---|
| Balance | ยอดที่บันทึกแล้ว เช่น ผลปิดสถานะ ฝากถอน และค่าบริการ | — |
| Equity | มูลค่าบัญชีที่ระบบประเมินรวมผลลอยตัว ไม่รับประกันยอดหลังปิดจริง | Balance + กำไร/ขาดทุนลอยตัว โดยตัวอย่างไม่รวม Credit และรายการอื่น |
| Used Margin | เงินที่ถูกล็อกไว้กับ Position ที่เปิดอยู่ | มูลค่า Position ÷ Leverage |
| Free Margin | เงินที่เหลือใช้เปิดไม้ใหม่ หรือรองรับการขาดทุน | Equity − Used Margin |
| Margin Level | ตัวชี้วัดสุขภาพบัญชี — ค่าที่ต้องเฝ้า | (Equity ÷ Used Margin) × 100 |
ค่าที่คนดูผิดที่สุดคือ Balance
Floating P/L อย่างเดียวไม่เปลี่ยน Balance แต่รายการฝากถอนหรือค่าบริการอาจเปลี่ยนได้แม้ไม่ปิดไม้ ดังนั้นคนที่ถือไม้ติดลบหนัก ๆ ไว้จะยังเห็น Balance สวยงามเหมือนเดิม
ตัวเลขที่บอกความจริงคือ Equity — และเป็นตัวเลขที่ควรใช้วัดผลการเทรดของตัวเอง
📖 อ่านเพิ่มเติม: Balance, Equity, Free Margin ต่างกันอย่างไร · Margin Level คำนวณอย่างไร
การปิดสถานะ: ถ้า Balance $1,000 และ Floating Loss −$200 จะมี Equity $800 การปิดที่ราคาเดิมโดยไม่มีต้นทุนเพิ่มทำให้ Balance $800 และ Equity ยัง $800 ไม่ใช่ลด Equity ซ้ำอีก $200 ส่วน Used Margin ที่ปลดทำให้ Free Margin เพิ่มตามวิธีคิดของบัญชี
Margin Call และ Stop Out
เมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับที่โบรกเกอร์กำหนด ให้ตรวจเกณฑ์สองอย่างต่อไปนี้ โดยอาจไม่มีช่วงเตือนที่จัดการทัน
| เหตุการณ์ | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| Margin Call | สถานะเตือนตามเกณฑ์บัญชี อาจจำกัดคำสั่งใหม่ ต้องตรวจเงื่อนไขและประเมินทางเลือก ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงิน |
| Stop Out | ระบบปิดทั้งหมดหรือบางส่วนตามกฎบัญชี ลำดับไม่จำเป็นต้องเริ่มจากไม้ขาดทุนมากที่สุดเสมอ |
⚠️ Margin Call ไม่ใช่การโทรศัพท์
ชื่อนี้มาจากสมัยที่โบรกเกอร์โทรหาลูกค้าจริง ๆ แต่ในระบบออนไลน์ปัจจุบัน มันคือสถานะบนหน้าจอที่เปลี่ยนสี ไม่ควรคาดหวังว่าจะมีคนโทรมาเตือนทัน
และในภาวะตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ระยะจาก Margin Call ถึง Stop Out อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที เร็วเกินกว่าจะเติมเงินทัน
ระดับที่โบรกเกอร์กำหนดต่างกันไป — ต้องตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ ไม่มีมาตรฐานสากล
ตัวอย่าง: คำนวณว่าเหลือระยะเท่าไรก่อนโดน Stop Out
สมมติ: ทุน $1,000 · EUR/USD ที่ 1.1000 · Leverage 1:100 · เปิด 0.5 Lot · Margin Call ที่ 100% · Stop Out ที่ 50%
มูลค่า Position = 50,000 × 1.1000 = $55,000 Used Margin = 55,000 ÷ 100 = $550 Pip Value (0.5 Lot) = $5 ต่อ pip ── Margin Call ที่ 100% ── Equity ที่จะแตะ = 550 ขาดทุนที่รับได้ = 1,000 - 550 = $450 ระยะเป็น pips = 450 ÷ 5 = 90 pips ── Stop Out ที่ 50% ── Equity ที่จะแตะ = 550 × 0.5 = $275 ขาดทุนที่รับได้ = 1,000 - 275 = $725 ระยะเป็น pips = 725 ÷ 5 = 145 pips
ภายใต้ Used Margin $550 และ Pip Value $5 คงที่ ไม่รวมต้นทุนหรือ Gap จะถึงเกณฑ์ตัวอย่างที่ 90 และ 145 pips แต่ราคาปิดจริงและเกณฑ์บัญชีอาจต่างกัน
สำหรับคู่เงินหลัก 145 pips คือระยะที่เกิดขึ้นได้ภายในวันเดียวในช่วงข่าวสำคัญ
📖 อ่านเพิ่มเติม: Margin Call คืออะไร · Stop Out Level คืออะไร
⭐ Leverage 1:100 กับ 1:500 เสี่ยงต่างกันจริงหรือ?
นี่คือหัวข้อที่สำคัญที่สุดของบทเรียนนี้ และเป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดกันเกือบทั้งวงการ
สมมติทุน $1,000 เปิด EUR/USD 0.1 Lot เท่ากัน ต่างกันแค่ Leverage
| รายการ | Leverage 1:100 | Leverage 1:500 |
|---|---|---|
| ขนาด Position | 0.1 Lot | 0.1 Lot |
| มูลค่า Position | $11,000 | $11,000 |
| Used Margin | $110 | $22 |
| Pip Value | $1 | $1 |
| ราคาวิ่งสวน 50 pips ขาดทุน | $50 | $50 |
ขาดทุนเท่ากันทุกบาททุกสตางค์
การเปลี่ยน Leverage อย่างเดียวไม่เปลี่ยน Pip Value ของสถานะเดิม แต่เปลี่ยน Margin และจุดบังคับปิดได้
ต้องดูสัญญา Lot ระยะราคา ต้นทุนและเงื่อนไขหลักประกันร่วมกัน
แล้ว Leverage ต่างกันตรงไหน?
ต่างที่ Free Margin — และผลลัพธ์อาจสวนความคาดหมายของคุณ
Leverage 1:100 → Free Margin = 1,000 - 110 = $890 Leverage 1:500 → Free Margin = 1,000 - 22 = $978 ระยะก่อนโดน Stop Out (ที่ 50%): 1:100 → Equity ต่ำสุด 55 → ขาดทุนได้ $945 → 945 pips 1:500 → Equity ต่ำสุด 11 → ขาดทุนได้ $989 → 989 pips
ผลลัพธ์ที่สวนความเข้าใจทั่วไป
ในแบบจำลองที่สัญญา Lot, Equity และเกณฑ์เปอร์เซ็นต์เท่ากัน โดย Used Margin คงที่ Margin น้อยลงทำให้เกณฑ์ Equity ต่ำลง จึงได้ระยะ 945 และ 989 pips ไม่ใช่ข้อรับประกันเวลาปิดจริง
แต่นี่ไม่ได้แปลว่า Leverage สูงปลอดภัยกว่า — อันตรายจริงอยู่ที่มันเปิดโอกาสให้คุณเปิด Lot ใหญ่ขึ้น ด้วยเงินเท่าเดิม
เกณฑ์อื่น: ถ้า Margin Call เป็น C% ให้ใช้ Equity ณ เกณฑ์ = Used Margin × C/100; Free Margin เป็นศูนย์ตรง 100% เท่านั้น บางบัญชีใช้เกณฑ์แบบจำนวนเงิน เมื่อ Used Margin เป็นศูนย์จะใช้สูตร Margin Level หารตรง ๆ ไม่ได้
Effective Leverage — ตัวเลขที่คุณควรสนใจจริง ๆ
ตัวเลข Leverage บนหน้าบัญชีคือ เพดานสูงสุดที่โบรกเกอร์อนุญาต ไม่ใช่สิ่งที่คุณใช้จริง
Gross Effective Leverage = มูลค่าสัมบูรณ์รวมของสถานะในสกุลบัญชี ÷ Equity เมื่อ Equity มากกว่าศูนย์
เป็นตัวชี้ขนาดสถานะเทียบทุน ยังไม่รวมทิศทาง ความสัมพันธ์ของหลายสินทรัพย์ ความผันผวนและต้นทุน
ตัวอย่าง: ทุน $1,000 · EUR/USD ที่ 1.1000
| เปิด | มูลค่า Position | Effective Leverage | วิ่งสวน 100 pips |
|---|---|---|---|
| 0.01 Lot | $1,100 | 1.1 : 1 | −$10 (1%) |
| 0.10 Lot | $11,000 | 11 : 1 | −$100 (10%) |
| 0.50 Lot | $55,000 | 55 : 1 | −$500 (50%) |
| 1.00 Lot | $110,000 | 110 : 1 | −$1,000 (100%) |
เทรดเดอร์สองคนที่ใช้ Leverage 1:500 เหมือนกัน อาจมี Effective Leverage ต่างกัน 100 เท่าได้ — ขึ้นอยู่กับว่าเปิด Lot เท่าไร ไม่ใช่ตั้งค่าบัญชีไว้เท่าไร
📖 อ่านเพิ่มเติม: 1:100 กับ 1:500 ต่างกันจริง ๆ อย่างไร · Over-Leverage และ Effective Leverage
Gross Effective Leverage ไม่ใช่ขาดทุนสูงสุด หากมีสถานะตรงข้ามในสินทรัพย์เดียวกัน ความไวสุทธิต่อราคาอาจหักกลบ แต่ต้นทุนและเงื่อนไข Margin ยังมีอยู่ หลายสินทรัพย์ต้องจำลองราคาแยกแล้วรวม P/L เป็นเงิน ไม่บวก pip ต่างคู่โดยตรง
ทำไม Leverage ไม่ใช่ Trading Edge
Edge คือความได้เปรียบทางสถิติที่ทำให้ระบบของคุณมีความคาดหวังเป็นบวกในระยะยาว
Leverage ไม่ได้เพิ่มโอกาสที่คุณจะวิเคราะห์ถูก ไม่ได้ทำให้ Spread แคบลง และไม่ได้ทำให้ราคาวิ่งไปทางที่คุณต้องการ
การเพิ่มขนาดสถานะขยายผล ไม่สร้าง Edge
ถ้าระบบมีความคาดหวังบวก → เพิ่มขนาดสถานะอาจขยายทั้งผลตอบแทนและความผันผวน
ถ้าระบบมีความคาดหวังลบ → เพิ่มขนาดสถานะอาจเร่งความเสียหาย
ไม่ใช่เปลี่ยนเลข Leverage แล้วผลตอบแทนเพิ่มอัตโนมัติ และต้นทุน ขนาดคำสั่งหรือ Stop Out อาจทำให้ผลจริงไม่ขยายเป็นเส้นตรง
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Leverage
❌ “Leverage สูงเสี่ยงกว่า”
เมื่อสัญญาและราคาเท่ากัน กำไรขาดทุนจากราคาเท่ากัน แต่ Margin และ Stop Out อาจต่างกัน การใช้เพดานสูงเพิ่ม Lot ยังเพิ่มความไวต่อราคา
❌ “Leverage คือเงินที่โบรกเกอร์ให้ยืม”
ไม่ใช่การกู้ยืม เป็นการล็อกเงินของคุณเองไว้เป็นหลักประกัน
❌ “Leverage สูงทำกำไรได้มากกว่า”
กำไรมาจากขนาด Position ไม่ใช่จาก Leverage — Leverage แค่กำหนดว่าเงินถูกล็อกเท่าไร
❌ “Margin Call แล้วโบรกเกอร์จะเตือนก่อน”
ไม่ควรคาดหวังการโทรเตือน และระยะจาก Margin Call ถึง Stop Out อาจสั้นมาก
❌ “เติมเงินเพิ่มเพื่อกันโดน Stop Out”
วิธีนี้แก้อาการ ไม่ได้แก้สาเหตุ ถ้า Position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก การเติมเงินคือการเพิ่มเงินที่จะเสีย ไม่ใช่การลดความเสี่ยง
❌ “Balance ยังอยู่ครบ แปลว่ายังไม่ขาดทุน”
Floating Loss สะท้อนใน Equity แล้วแม้ Balance ยังไม่เปลี่ยน แต่ Balance อาจเปลี่ยนจากรายการอื่นได้
ใช้ Leverage อย่างมีวินัย
- เลือก Lot จากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่จาก Margin ที่วางไหว — คำถามที่ถูกไม่ใช่ “เปิดได้กี่ Lot” แต่คือ “ควรเปิดกี่ Lot”
- ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนเปิดออเดอร์ — Stop Out ไม่ใช่ Stop Loss มันคือการที่ระบบเข้ามาจัดการแทนหลังจากคุณปล่อยให้สายเกินไป
- เฝ้า Margin Level ไม่ใช่ Balance
- คำนวณ Effective Leverage ของตัวเองเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดหลายไม้พร้อมกัน
- ไม่เลือกโบรกเกอร์เพราะ Leverage สูง — เพดานที่สูงขึ้นไม่ได้เพิ่มความสามารถของคุณ
⛔ บทเรียนนี้ไม่ครอบคลุมอะไร
| หัวข้อ | อยู่ที่ |
|---|---|
| วิธีตั้ง Stop Loss และส่งคำสั่ง | บทเรียนที่ 6 |
| สูตรคำนวณ Lot จาก % ความเสี่ยง | บทเรียนที่ 7 |
| ข้อจำกัด Leverage ตามหน่วยงานกำกับดูแล | บทเรียนที่ 2 |
| Margin ของทองคำและดัชนีโดยเฉพาะ | บทเรียนที่ 12 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ควรตั้ง Leverage เท่าไรดี?
กำหนดขนาดจากงบความเสี่ยงแล้วตรวจ Margin และเกณฑ์บังคับปิด การใช้ Leverage ต่ำจำกัดขนาดสูงสุดได้ แต่การลดขณะมีสถานะค้างอาจทำให้ Margin เพิ่มจนเข้าใกล้ Stop Out จึงต้องคำนวณก่อนเปลี่ยน
ทำไม Margin ที่ถูกล็อกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ?
ขึ้นกับ Calculation Mode, อัตราแปลงสกุลและข้อกำหนด ไม่ใช่ทุกสัญญาเปลี่ยนตามราคา บางรายยังปรับ Margin Requirement ในช่วงข่าวหรือเมื่อขนาดสถานะเกินระดับที่กำหนด
เปิดหลายไม้พร้อมกัน Margin คิดอย่างไร?
ใช้ Used Margin ที่ระบบคิดระดับบัญชี โดย Netting/Hedging และคำสั่งรออาจทำให้ไม่ใช่การบวกแต่ละไม้ตรง ๆ ส่วน Margin Level คิดระดับบัญชี นั่นแปลว่าไม้ที่ขาดทุนหนักหนึ่งไม้สามารถลาก Margin Level ลงจนไม้อื่นถูกปิดไปด้วย
บัญชีติดลบได้ไหม?
ได้ในกรณีที่ตลาดเกิด Gap รุนแรงจนราคากระโดดข้ามระดับ Stop Out ผู้ที่อยู่ภายใต้บัญชีที่มี Negative Balance Protection จะได้รับการยกหนี้ส่วนเกิน — ตรวจสอบว่าบัญชีของคุณมีหรือไม่จาก บทความนี้
Stop Out กับ Stop Loss ต่างกันอย่างไร?
Stop Loss คือคำสั่งที่คุณตั้งเองตามแผน ส่วน Stop Out คือการที่ระบบบังคับปิดเพราะเงินไม่พอ — ทั้งสองมีจุดกระตุ้นต่างกัน และ Gap/Slippage หรือ Margin ที่เพิ่มอาจทำให้เกิด Stop Out แม้มี SL
สรุปบทเรียนที่ 5
Leverage มีผลต่อหลักประกันและการบังคับปิด ส่วนความไวของกำไรขาดทุนต่อราคาขึ้นกับสัญญาและขนาดสถานะ ต้องพิจารณาร่วมกัน
1. แยกขนาดสถานะที่สร้าง P/L ออกจาก Margin ที่มีผลต่อการบังคับปิด
2. ตัวเลขที่ควรวัดคือ Effective Leverage = มูลค่า Position ÷ Equity
3. เฝ้า Equity และ Margin Level ไม่ใช่ Balance
4. เพิ่มขนาดสถานะไม่สร้าง Edge และเพิ่มความเสียหายได้
บทเรียนถัดไปจะสอนวิธีส่งคำสั่งและตั้ง Stop Loss ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณไม่ต้องรอให้ระบบมาปิดให้
📌 Checklist ก่อนไปบทเรียนถัดไป
- ☐ คำนวณ Required Margin ของออเดอร์ที่จะเปิดได้
- ☐ อธิบายความต่างของ Balance กับ Equity ได้
- ☐ คำนวณ Margin Level ได้ และรู้ว่าโบรกเกอร์ตัวเองตั้ง Stop Out ที่เท่าไร
- ☐ คำนวณได้ว่า เหลือกี่ pips ก่อนโดน Stop Out
- ☐ เข้าใจว่า Lot และสัญญาเดียวกันให้ Pip Value เท่ากัน แต่ Margin และ Stop Out อาจต่างกัน
- ☐ คำนวณ Effective Leverage ของบัญชีตัวเองได้
- ☐ แยกออกว่า Stop Loss กับ Stop Out คนละเรื่องกัน
📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิงและตัวเลข
MetaQuotes — Margin Calculation · Account Properties — Equity, Margin และโหมด Stop Out
สูตรคำนวณทั้งหมดในบทเรียนนี้เป็นเลขคณิตมาตรฐานที่ตรวจสอบซ้ำได้ด้วยตัวเอง ส่วนระดับ Margin Call และ Stop Out ที่ใช้ในตัวอย่าง (100% และ 50%) เป็นตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่มาตรฐานสากล โบรกเกอร์แต่ละรายกำหนดต่างกัน และอาจต่างกันตามประเภทบัญชีด้วย ให้ตรวจสอบค่าจริงจากเอกสาร Terms & Conditions และ Contract Specification บนเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการ ส่วนข้อจำกัด Leverage ตามหน่วยงานกำกับดูแล อ้างอิงได้จาก ESMA และ FCA ตามที่ระบุใน บทเรียนที่ 2
🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง
📚 บทความทั้งหมดในบทเรียนนี้
บทเรียนนี้มีบทความเจาะลึก 9 เรื่อง อ่านตามลำดับหรือเลือกเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้
- Leverage คืออะไร? แยกขนาดสถานะ Margin และความเสี่ยง
- Margin คืออะไร? คำนวณหลักประกันและอ่าน Free Margin
- Balance, Equity, Free Margin
- Margin Level คำนวณอย่างไร
- Margin Call คืออะไร
- Stop Out Level คืออะไร
- 1:100 กับ 1:500 ต่างกันจริง ๆ อย่างไร
- Over-Leverage และ Effective Leverage
- เงิน $100 เทรด Forex ได้จริงไหม
📚 หลังอ่านบทเจาะลึก: เตรียมเข้าสู่บทเรียนที่ 6
บทเรียนที่ 6: Order Types และการส่งคำสั่ง
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าเงินถูกล็อกอย่างไร และบัญชีพังตอนไหน — บทเรียนถัดไปคือเครื่องมือที่ทำให้คุณควบคุมความเสียหายเองก่อนที่ระบบจะเข้ามาจัดการ
บทเรียนที่ 6 จะครอบคลุม Market Order, Pending Order ทั้ง 4 แบบ (Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop, Sell Stop), Stop Loss, Take Profit, Trailing Stop และวิธีเปิด-แก้-ปิดออเดอร์บน MT5 ทีละขั้นตอน
📚 บทความถัดไป
Leverage คืออะไร? แยกขนาดสถานะ Margin และความเสี่ยง
บทเรียนนี้แยกขนาดสถานะ หลักประกัน และการบังคับปิด พร้อมตัวอย่างที่ต้องใช้สมมติฐานให้ตรงบัญชี
เริ่มบทเจาะลึกจากนิยาม Leverage แล้วอ่าน Margin และค่าบัญชีตามลำดับ ก่อนเข้าสู่บทเรียนที่ 6
Share This Story, Choose Your Platform!
โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์
ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส
โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ
บทความในหมวด บทเรียนที่ 5: Leverage และ Margin 🎯 เมื่อเ […]
บทความในหมวด บทเรียนที่ 5: Leverage และ Margin 🎯 เมื่อเ […]


