🔵 LEVEL 2: MECHANICS | บทเรียนที่ 5 จาก 14
อัปเดตล่าสุด: 25 สิงหาคม 2569

🎯 เมื่อเรียนบทเรียนนี้จบ คุณจะ

  • เข้าใจว่า Leverage ทำงานอย่างไร และคำนวณ Margin ที่ต้องวางได้
  • แยกออกว่า Balance, Equity, Used Margin, Free Margin คืออะไรและสัมพันธ์กันอย่างไร
  • คำนวณ Margin Level ได้ และรู้ว่าตัวเลขนี้บอกอะไร
  • รู้ว่า Margin Call และ Stop Out เกิดขึ้นตอนไหน พร้อมคำนวณระยะที่เหลือได้
  • ⭐ เข้าใจว่าทำไม Leverage 1:100 กับ 1:500 ที่เปิด Lot เท่ากัน มีความเสี่ยงเท่ากันทุกประการ
  • คำนวณ Effective Leverage ของบัญชีตัวเอง — ตัวเลขที่สำคัญกว่าตัวเลขบนหน้าบัญชี
  • รู้ว่า Leverage ไม่ใช่ Trading Edge และอันตรายจริงอยู่ตรงไหน

ทำไมบทนี้ต้องมาหลัง Pip และ Lot

เพราะการคำนวณ Margin ต้องใช้ Contract Size และการประเมินความเสียหายต้องใช้ Pip Value ซึ่งเราเพิ่งเรียนไปในบทเรียนที่ 4


Leverage เป็นเรื่องที่ถูกโฆษณามากที่สุดและถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในวงการ Forex

โบรกเกอร์แข่งกันเสนอ 1:500, 1:1000, 1:2000 ราวกับว่าตัวเลขที่สูงกว่าคือข้อได้เปรียบ ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุดในโลกจำกัดไว้ที่ 1:30

ทั้งสองฝ่ายพูดถึงตัวเลขเดียวกัน แต่มองคนละเรื่อง — บทนี้จะอธิบายว่าใครมองถูก และตัวเลขไหนที่คุณควรสนใจจริง ๆ

Leverage คืออะไร?

Leverage คือกลไกที่ทำให้คุณควบคุม Position ที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่วางไว้ โดยโบรกเกอร์ให้คุณวางเงินเพียงส่วนหนึ่งเป็นหลักประกัน

เขียนเป็นอัตราส่วน เช่น 1:100 หมายถึงเงิน 1 ส่วนควบคุมได้ 100 ส่วน

Leverage ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน

คุณไม่ได้ยืมเงินโบรกเกอร์มาซื้อของ และไม่มีดอกเบี้ยเงินกู้ (Swap เป็นคนละเรื่อง มาจากส่วนต่างดอกเบี้ยของสองสกุลเงิน)

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โบรกเกอร์ล็อกเงินส่วนหนึ่งของคุณไว้เป็นหลักประกัน เพื่อรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เงินนั้นยังเป็นของคุณ แค่ใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้ระหว่างที่ Position ยังเปิดอยู่

Margin — เงินที่ถูกล็อกไว้

Margin คือเงินที่ต้องวางเป็นหลักประกันเพื่อเปิด Position

สูตรคำนวณ Margin ที่ต้องวาง

Required Margin = มูลค่า Position ÷ Leverage

โดย มูลค่า Position = Contract Size × จำนวน Lot × ราคาปัจจุบัน

ตัวอย่างคำนวณ

เปิด EUR/USD 1 Standard Lot ที่ราคา 1.1000 ด้วย Leverage 1:100

มูลค่า Position = 100,000 × 1 × 1.1000
                = $110,000

Required Margin = 110,000 ÷ 100
                = $1,100

ถ้าเปลี่ยนเป็น Leverage 1:500

Required Margin = 110,000 ÷ 500
                = $220

สังเกตให้ดี — Leverage เปลี่ยนเฉพาะจำนวนเงินที่ถูกล็อก ไม่ได้เปลี่ยนขนาด Position ทั้งสองกรณีคุณยังถือ Position มูลค่า $110,000 เท่ากัน

📖 อ่านเพิ่มเติม: Leverage คืออะไร · Margin คืออะไร

Balance, Equity, Used Margin, Free Margin

สี่คำนี้แสดงอยู่บนหน้าจอ MT4/MT5 ตลอดเวลา และเป็นจุดที่มือใหม่สับสนมากที่สุด

แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Balance Equity Used Margin และ Free Margin พร้อมการคำนวณ Margin Level
ค่า ความหมาย สูตร
Balance เงินในบัญชีจากไม้ที่ปิดไปแล้ว ไม่รวมไม้ที่เปิดอยู่
Equity มูลค่าบัญชีจริง ณ วินาทีนี้ ถ้าปิดทุกไม้เดี๋ยวนี้ Balance + กำไร/ขาดทุนลอยตัว
Used Margin เงินที่ถูกล็อกไว้กับ Position ที่เปิดอยู่ มูลค่า Position ÷ Leverage
Free Margin เงินที่เหลือใช้เปิดไม้ใหม่ หรือรองรับการขาดทุน Equity − Used Margin
Margin Level ตัวชี้วัดสุขภาพบัญชี — ค่าที่ต้องเฝ้า (Equity ÷ Used Margin) × 100
ค่าที่คนดูผิดที่สุดคือ Balance

Balance ไม่เปลี่ยนแปลงตราบใดที่คุณยังไม่ปิดไม้ ดังนั้นคนที่ถือไม้ติดลบหนัก ๆ ไว้จะยังเห็น Balance สวยงามเหมือนเดิม

ตัวเลขที่บอกความจริงคือ Equity — และเป็นตัวเลขที่ควรใช้วัดผลการเทรดของตัวเอง

📖 อ่านเพิ่มเติม: Balance, Equity, Free Margin ต่างกันอย่างไร · Margin Level คำนวณอย่างไร

Margin Call และ Stop Out

เมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับที่โบรกเกอร์กำหนด จะเกิดสองเหตุการณ์ตามลำดับ

เหตุการณ์ เกิดอะไรขึ้น
Margin Call คำเตือนว่า Margin ใกล้ไม่พอ — เปิดไม้ใหม่ไม่ได้แล้ว ต้องเติมเงินหรือลด Position
Stop Out ระบบบังคับปิด Position อัตโนมัติ โดยทั่วไปปิดไม้ที่ขาดทุนมากที่สุดก่อน จนกว่า Margin Level จะกลับมาเหนือเกณฑ์
⚠️ Margin Call ไม่ใช่การโทรศัพท์

ชื่อนี้มาจากสมัยที่โบรกเกอร์โทรหาลูกค้าจริง ๆ แต่ในระบบออนไลน์ปัจจุบัน มันคือสถานะบนหน้าจอที่เปลี่ยนสี ไม่มีใครโทรมาเตือนคุณ

และในภาวะตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ระยะจาก Margin Call ถึง Stop Out อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที เร็วเกินกว่าจะเติมเงินทัน

ระดับที่โบรกเกอร์กำหนดต่างกันไป — ต้องตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ ไม่มีมาตรฐานสากล

ตัวอย่าง: คำนวณว่าเหลือระยะเท่าไรก่อนโดน Stop Out

สมมติ: ทุน $1,000 · EUR/USD ที่ 1.1000 · Leverage 1:100 · เปิด 0.5 Lot · Margin Call ที่ 100% · Stop Out ที่ 50%

มูลค่า Position = 50,000 × 1.1000  =  $55,000
Used Margin     = 55,000 ÷ 100     =  $550
Pip Value (0.5 Lot)                =  $5 ต่อ pip

── Margin Call ที่ 100% ──
Equity ที่จะแตะ = 550
ขาดทุนที่รับได้ = 1,000 - 550 = $450
ระยะเป็น pips   = 450 ÷ 5 = 90 pips

── Stop Out ที่ 50% ──
Equity ที่จะแตะ = 550 × 0.5 = $275
ขาดทุนที่รับได้ = 1,000 - 275 = $725
ระยะเป็น pips   = 725 ÷ 5 = 145 pips

แปลว่าราคาวิ่งสวนเพียง 90 pips คุณจะเปิดไม้ใหม่ไม่ได้ และที่ 145 pips ระบบจะปิดให้เอง

สำหรับคู่เงินหลัก 145 pips คือระยะที่เกิดขึ้นได้ภายในวันเดียวในช่วงข่าวสำคัญ

📖 อ่านเพิ่มเติม: Margin Call คืออะไร · Stop Out Level คืออะไร

⭐ Leverage 1:100 กับ 1:500 เสี่ยงต่างกันจริงหรือ?

นี่คือหัวข้อที่สำคัญที่สุดของบทเรียนนี้ และเป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดกันเกือบทั้งวงการ

สมมติทุน $1,000 เปิด EUR/USD 0.1 Lot เท่ากัน ต่างกันแค่ Leverage

รายการ Leverage 1:100 Leverage 1:500
ขนาด Position 0.1 Lot 0.1 Lot
มูลค่า Position $11,000 $11,000
Used Margin $110 $22
Pip Value $1 $1
ราคาวิ่งสวน 50 pips ขาดทุน $50 $50
ขาดทุนเท่ากันทุกบาททุกสตางค์

Leverage ไม่ได้เปลี่ยนความเสี่ยงของ Position ที่คุณเปิดไปแล้วแม้แต่น้อย

สิ่งที่กำหนดความเสี่ยงจริงคือขนาด Lot ไม่ใช่ตัวเลข Leverage

แล้ว Leverage ต่างกันตรงไหน?

ต่างที่ Free Margin — และผลลัพธ์อาจสวนความคาดหมายของคุณ

Leverage 1:100  →  Free Margin = 1,000 - 110 = $890
Leverage 1:500  →  Free Margin = 1,000 -  22 = $978

ระยะก่อนโดน Stop Out (ที่ 50%):
1:100  →  Equity ต่ำสุด 55  →  ขาดทุนได้ $945  →  945 pips
1:500  →  Equity ต่ำสุด 11  →  ขาดทุนได้ $989  →  989 pips
ผลลัพธ์ที่สวนความเข้าใจทั่วไป

เมื่อเปิด Lot เท่ากัน Leverage สูงกลับทำให้โดน Stop Out ช้ากว่า เพราะเงินถูกล็อกน้อยกว่า จึงเหลือเงินรองรับการขาดทุนมากกว่า

แต่นี่ไม่ได้แปลว่า Leverage สูงปลอดภัยกว่า — อันตรายจริงอยู่ที่มันเปิดโอกาสให้คุณเปิด Lot ใหญ่ขึ้น ด้วยเงินเท่าเดิม

Effective Leverage — ตัวเลขที่คุณควรสนใจจริง ๆ

ตัวเลข Leverage บนหน้าบัญชีคือ เพดานสูงสุดที่โบรกเกอร์อนุญาต ไม่ใช่สิ่งที่คุณใช้จริง

Effective Leverage = มูลค่า Position ทั้งหมด ÷ Equity

นี่คือ Leverage ที่คุณใช้จริง และเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเสี่ยงของบัญชี

ตัวอย่าง: ทุน $1,000 · EUR/USD ที่ 1.1000

เปิด มูลค่า Position Effective Leverage วิ่งสวน 100 pips
0.01 Lot $1,100 1.1 : 1 −$10 (1%)
0.10 Lot $11,000 11 : 1 −$100 (10%)
0.50 Lot $55,000 55 : 1 −$500 (50%)
1.00 Lot $110,000 110 : 1 −$1,000 (100%)

เทรดเดอร์สองคนที่ใช้ Leverage 1:500 เหมือนกัน อาจมี Effective Leverage ต่างกัน 100 เท่าได้ — ขึ้นอยู่กับว่าเปิด Lot เท่าไร ไม่ใช่ตั้งค่าบัญชีไว้เท่าไร

📖 อ่านเพิ่มเติม: 1:100 กับ 1:500 ต่างกันจริง ๆ อย่างไร · Over-Leverage และ Effective Leverage

ทำไม Leverage ไม่ใช่ Trading Edge

Edge คือความได้เปรียบทางสถิติที่ทำให้ระบบของคุณมีความคาดหวังเป็นบวกในระยะยาว

Leverage ไม่ได้เพิ่มโอกาสที่คุณจะวิเคราะห์ถูก ไม่ได้ทำให้ Spread แคบลง และไม่ได้ทำให้ราคาวิ่งไปทางที่คุณต้องการ

Leverage เป็นตัวคูณ ไม่ใช่ตัวสร้าง

ถ้าระบบของคุณมี Edge เป็นบวก → Leverage ขยายผลบวก
ถ้าระบบของคุณมี Edge เป็นลบ → Leverage เร่งการล้างพอร์ตให้เร็วขึ้น

คูณเลขบวกได้เลขบวก คูณเลขลบได้เลขลบที่ใหญ่ขึ้น — Leverage ไม่เคยเปลี่ยนเครื่องหมาย

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Leverage

❌ “Leverage สูงเสี่ยงกว่า”
ถ้าเปิด Lot เท่ากัน ความเสี่ยงเท่ากันทุกประการ สิ่งที่เสี่ยงคือการใช้ Leverage สูงไปเปิด Lot ใหญ่

❌ “Leverage คือเงินที่โบรกเกอร์ให้ยืม”
ไม่ใช่การกู้ยืม เป็นการล็อกเงินของคุณเองไว้เป็นหลักประกัน

❌ “Leverage สูงทำกำไรได้มากกว่า”
กำไรมาจากขนาด Position ไม่ใช่จาก Leverage — Leverage แค่กำหนดว่าเงินถูกล็อกเท่าไร

❌ “Margin Call แล้วโบรกเกอร์จะเตือนก่อน”
ในระบบออนไลน์ไม่มีใครโทรมา และระยะจาก Margin Call ถึง Stop Out อาจสั้นมาก

❌ “เติมเงินเพิ่มเพื่อกันโดน Stop Out”
วิธีนี้แก้อาการ ไม่ได้แก้สาเหตุ ถ้า Position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก การเติมเงินคือการเพิ่มเงินที่จะเสีย ไม่ใช่การลดความเสี่ยง

❌ “Balance ยังอยู่ครบ แปลว่ายังไม่ขาดทุน”
Balance ไม่เปลี่ยนจนกว่าจะปิดไม้ ตัวเลขที่บอกความจริงคือ Equity

ใช้ Leverage อย่างมีวินัย

  1. เลือก Lot จากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่จาก Margin ที่วางไหว — คำถามที่ถูกไม่ใช่ “เปิดได้กี่ Lot” แต่คือ “ควรเปิดกี่ Lot”
  2. ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนเปิดออเดอร์ — Stop Out ไม่ใช่ Stop Loss มันคือการที่ระบบเข้ามาจัดการแทนหลังจากคุณปล่อยให้สายเกินไป
  3. เฝ้า Margin Level ไม่ใช่ Balance
  4. คำนวณ Effective Leverage ของตัวเองเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดหลายไม้พร้อมกัน
  5. ไม่เลือกโบรกเกอร์เพราะ Leverage สูง — เพดานที่สูงขึ้นไม่ได้เพิ่มความสามารถของคุณ

⛔ บทเรียนนี้ไม่ครอบคลุมอะไร

หัวข้อ อยู่ที่
วิธีตั้ง Stop Loss และส่งคำสั่ง บทเรียนที่ 6
สูตรคำนวณ Lot จาก % ความเสี่ยง บทเรียนที่ 7
ข้อจำกัด Leverage ตามหน่วยงานกำกับดูแล บทเรียนที่ 2
Margin ของทองคำและดัชนีโดยเฉพาะ บทเรียนที่ 12

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควรตั้ง Leverage เท่าไรดี?
คำถามนี้สำคัญน้อยกว่าที่คิด เพราะความเสี่ยงจริงมาจากขนาด Lot ถ้าคุณมีวินัยในการคำนวณ Position Size ตัวเลข Leverage แทบไม่มีผล แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีวินัย Leverage ต่ำทำหน้าที่เป็นเบรกทางกายภาพ เพราะเปิด Lot ใหญ่ไม่ได้แม้อยากเปิด

ทำไม Margin ที่ถูกล็อกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ?
เพราะสูตรใช้ราคาปัจจุบันในการคำนวณมูลค่า Position เมื่อราคาเปลี่ยน Margin ที่ต้องใช้ก็เปลี่ยนตาม บางโบรกเกอร์ยังปรับ Margin Requirement ขึ้นในช่วงข่าวสำคัญด้วย

เปิดหลายไม้พร้อมกัน Margin คิดอย่างไร?
Used Margin คือผลรวมของทุกไม้ที่เปิดอยู่ และ Margin Level คิดจากภาพรวมทั้งบัญชี นั่นแปลว่าไม้ที่ขาดทุนหนักหนึ่งไม้สามารถลาก Margin Level ลงจนไม้อื่นถูกปิดไปด้วย

บัญชีติดลบได้ไหม?
ได้ในกรณีที่ตลาดเกิด Gap รุนแรงจนราคากระโดดข้ามระดับ Stop Out ผู้ที่อยู่ภายใต้บัญชีที่มี Negative Balance Protection จะได้รับการยกหนี้ส่วนเกิน — ตรวจสอบว่าบัญชีของคุณมีหรือไม่จาก บทความนี้

Stop Out กับ Stop Loss ต่างกันอย่างไร?
Stop Loss คือคำสั่งที่คุณตั้งเองตามแผน ส่วน Stop Out คือการที่ระบบบังคับปิดเพราะเงินไม่พอ — อย่างแรกคือการบริหารความเสี่ยง อย่างหลังคือผลของการไม่บริหาร

สรุปบทเรียนที่ 5

Leverage คือกลไกที่กำหนดว่าเงินของคุณถูกล็อกไว้เท่าไรเพื่อเปิด Position — ไม่ใช่กลไกที่กำหนดว่าคุณเสี่ยงเท่าไร

1. ความเสี่ยงจริงมาจากขนาด Lot ไม่ใช่ตัวเลข Leverage

2. ตัวเลขที่ควรวัดคือ Effective Leverage = มูลค่า Position ÷ Equity

3. เฝ้า Equity และ Margin Level ไม่ใช่ Balance

4. Leverage เป็นตัวคูณ ไม่ใช่ตัวสร้าง Edge

บทเรียนถัดไปจะสอนวิธีส่งคำสั่งและตั้ง Stop Loss ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณไม่ต้องรอให้ระบบมาปิดให้

📌 Checklist ก่อนไปบทเรียนถัดไป

  • คำนวณ Required Margin ของออเดอร์ที่จะเปิดได้
  • อธิบายความต่างของ Balance กับ Equity ได้
  • คำนวณ Margin Level ได้ และรู้ว่าโบรกเกอร์ตัวเองตั้ง Stop Out ที่เท่าไร
  • คำนวณได้ว่า เหลือกี่ pips ก่อนโดน Stop Out
  • เข้าใจว่า Lot เท่ากัน = ความเสี่ยงเท่ากัน ไม่ว่า Leverage เท่าไร
  • คำนวณ Effective Leverage ของบัญชีตัวเองได้
  • แยกออกว่า Stop Loss กับ Stop Out คนละเรื่องกัน

📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิงและตัวเลข

สูตรคำนวณทั้งหมดในบทเรียนนี้เป็นเลขคณิตมาตรฐานที่ตรวจสอบซ้ำได้ด้วยตัวเอง ส่วนระดับ Margin Call และ Stop Out ที่ใช้ในตัวอย่าง (100% และ 50%) เป็นตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่มาตรฐานสากล โบรกเกอร์แต่ละรายกำหนดต่างกัน และอาจต่างกันตามประเภทบัญชีด้วย ให้ตรวจสอบค่าจริงจากเอกสาร Terms & Conditions และ Contract Specification บนเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการ ส่วนข้อจำกัด Leverage ตามหน่วยงานกำกับดูแล อ้างอิงได้จาก ESMA และ FCA ตามที่ระบุใน บทเรียนที่ 2

🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง

การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกราย การใช้ Leverage อาจทำให้ขาดทุนเกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น การคำนวณในบทเรียนนี้เป็นเครื่องมือประเมินเชิงคณิตศาสตร์ ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะไม่ถูกบังคับปิดสถานะในภาวะตลาดผิดปกติ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต เนื้อหาในบทเรียนนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน

📚 บทความทั้งหมดในบทเรียนนี้

บทเรียนนี้มีบทความเจาะลึก 9 เรื่อง อ่านตามลำดับหรือเลือกเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้

📚 บทเรียนถัดไป — LEVEL 2

บทเรียนที่ 6: Order Types และการส่งคำสั่ง

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าเงินถูกล็อกอย่างไร และบัญชีพังตอนไหน — บทเรียนถัดไปคือเครื่องมือที่ทำให้คุณควบคุมความเสียหายเองก่อนที่ระบบจะเข้ามาจัดการ

บทเรียนที่ 6 จะครอบคลุม Market Order, Pending Order ทั้ง 4 แบบ (Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop, Sell Stop), Stop Loss, Take Profit, Trailing Stop และวิธีเปิด-แก้-ปิดออเดอร์บน MT5 ทีละขั้นตอน

Share This Story, Choose Your Platform!

โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน

จะดีกว่าไหมหากได้เงินทุนมาเทรดฟรี ๆ กำไรก็สามารถถอนออกมาได้

บทความที่เกี่ยวข้อง