เหลืออีก 8 บทความ
บทนี้ช่วยให้คุณ
Risk/Reward Ratio คืออัตราส่วนระหว่างระยะที่เสี่ยงกับระยะที่ตั้งเป้าทำกำไร — RR 1:2 หมายถึงเสี่ยง 1 ส่วนเพื่อเป้าหมาย 2 ส่วน
เป็นตัวเลขที่ใช้ช่วยประเมินแผนเทรด แต่ RR สูงไม่ได้แปลว่าดีกว่าโดยอัตโนมัติ ต้องดูโอกาสและขนาดของผลกำไรขาดทุนจริงด้วย
คำนวณอย่างไร
เพื่อไม่ให้สับสน บทความนี้เขียน risk:reward เป็น 1:2 แต่ใช้ b = 2 เป็นตัวเลข “ผลตอบแทนหารความเสี่ยง” ในสูตร 1R หมายถึงงบขาดทุนเริ่มต้นของสถานะนั้น RR ที่วางแผนไม่ใช่กำไรที่รับประกัน และ SL ไม่รับประกันราคาปิด
เข้า Buy ที่ 1.1000 SL ที่ 1.0960 -> ระยะเสี่ยง 40 pips TP ที่ 1.1080 -> ระยะเป้าหมาย 80 pips b = 80 ÷ 40 = 2 -> risk:reward = 1:2
Win Rate ที่ต้องมีในแต่ละ RR
ตารางสมมติว่าไม้ชนะทุกไม้ได้ bR แพ้ทุกไม้เสีย 1R ไม่มีไม้เสมอ และไม่มีต้นทุนเพิ่ม แทนค่า b ด้วย 2 สำหรับ RR 1:2 ไม่ใส่อัตราส่วน 1:2 ลงในสูตรโดยตรง ตัวเลข 33.3% และ 16.7% เป็นค่าปัดจาก 33⅓% และ 16⅔%
| RR | Win Rate เสมอตัว | สัดส่วนแพ้ที่จุดเสมอตัว |
|---|---|---|
| 1:1 | 50% | 50% |
| 1:2 | 33.3% | 66.7% |
| 1:3 | 25% | 75% |
| 1:5 | 16.7% | 83.3% |
ตัวเลขนี้ยังไม่หักต้นทุน — เมื่อหักแล้วต้องสูงกว่านี้
⭐ ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุด
ตารางข้างบนบอกแค่ว่าต้องชนะกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะเสมอตัว — ไม่ได้บอกว่าคุณจะชนะได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์
RR 1:3 ต้องการ Win Rate เพียง 25% — แต่ถ้ากลยุทธ์ของคุณชนะได้จริงแค่ 20% ก็ยังขาดทุน
หากคงจุดเข้า SL และช่วงถือเดิม แล้วขยาย TP ให้ไกลขึ้น โอกาสถึง TP ก่อน SL จะไม่เพิ่มจากการขยับ TP เพียงอย่างเดียว แต่อัตราชนะที่สังเกตได้อาจเท่าเดิมหรือลดลง ไม่จำเป็นต้องลดเสมอ และเมื่อเปลี่ยนกฎเข้าออกด้วย ต้องทดสอบระบบใหม่ทั้งชุด
ต้องประเมินผลของการเปลี่ยนกฎร่วมกัน
| เมื่อเพิ่ม RR | สิ่งที่ได้ | สิ่งที่เสีย |
|---|---|---|
| ขยาย TP ให้ไกลขึ้น | Win Rate เสมอตัวที่ต้องมีลดลง | โอกาสถึง TP ภายใต้เงื่อนไขเดิมไม่เพิ่ม แต่อัตราที่วัดได้ไม่จำเป็นต้องลดทุกกรณี |
| ย่อ SL ให้แคบลง | RR ดูดีขึ้นบนกระดาษ | อาจถูกปิดจากการแกว่งระหว่างทางมากขึ้น ต้องวัดผลจริง |
การย่อ SL เพื่อให้ได้ RR สวย ๆ ทำให้สัดส่วนบนกระดาษสูงขึ้น แต่ยังสรุปผลจริงไม่ได้ หากลดระยะ SL โดยคง Lot เดิม เงินขาดทุนตามแผนต่อไม้จะลดลงด้วย ผลต่อความถี่แพ้และผลรวมระบบต้องทดสอบ
เพราะ SL ที่แคบเกินไปถูกชนจากการแกว่งปกติของราคา — อ่านต่อ
กำหนด SL/TP ด้วยกฎที่มีเหตุผลและทดสอบได้ก่อนประเมิน RR โครงสร้างราคาเป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ได้ ไม่ใช่วิธีเดียว
เชื่อม RR กับ Expectancy ของผลที่บันทึก
RR ที่วางแผนเพียงอย่างเดียวบอกผลกำไรไม่ได้ ต้องใช้ Win Rate และขนาดกำไรขาดทุนเฉลี่ยที่เกิดขึ้นจริง ค่าที่คำนวณจากตัวอย่างย้อนหลังยังไม่พิสูจน์ผลในอนาคต
กลยุทธ์ A RR 1:3 Win Rate จริง 22% Expectancy = (0.22 x 3) - (0.78 x 1) = -0.12 ขาดทุน กลยุทธ์ B RR 1:1 Win Rate จริง 58% Expectancy = (0.58 x 1) - (0.42 x 1) = +0.16 กำไร
ให้ p เป็นอัตราชนะในรูปทศนิยม เช่น 22% ใช้ p = 0.22 สูตรต้องหักส่วนขาดทุนด้วย: E(R) = p × b − (1 − p) เมื่อไม้แพ้เฉลี่ยเท่ากับ 1R และไม้ชนะเฉลี่ย bR ไม่ใช่ใช้ p × b อย่างเดียว ตัวอย่าง A/B สมมติผลเป็นสองแบบตามตัวเลขที่ให้ ไม่มีต้นทุนเพิ่ม
วิธีใช้ RR อย่างถูกต้อง
- กำหนด SL ตามกฎ เช่น โครงสร้างราคา ความผันผวน หรือเงื่อนไขระบบ แล้วคำนวณเงินที่เสี่ยง
- กำหนด TP ตามกฎที่ตรวจสอบได้ เช่น แนวราคาถัดไปหรือเป้าหมายตามระบบ
- คำนวณ RR จากแผน แล้วเทียบกับเกณฑ์ของระบบ โดยไม่ขยับ SL/TP เพียงเพื่อให้ตัวเลขดูดี
- ถ้า RR ไม่ผ่านเกณฑ์ของระบบที่ทดสอบไว้ ให้ข้าม Setup ไม่ขยาย TP เพียงเพื่อให้ผ่านตัวเลข
- เก็บผลจริงอย่างสม่ำเสมอ รวมต้นทุนและวิธีจัดการออเดอร์ แล้วคำนวณ Expectancy พร้อมจำนวนตัวอย่างและความแปรปรวน จำนวน 100 ไม้ไม่ใช่เกณฑ์รับประกันความน่าเชื่อถือ
ข้อ 4 ช่วยรักษาความสม่ำเสมอของกฎ แต่เกณฑ์ RR ต้องมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่ตัวเลขขั้นต่ำที่ใช้เหมือนกันกับทุกกลยุทธ์
แล้วทองคำล่ะ
b ของทอง = ระยะถึง TP เป็นดอลลาร์ ÷ ระยะถึง SL เป็นดอลลาร์
สิ่งที่ต้องระวังคือ — คนมักตั้ง SL ของทองด้วยระยะที่คุ้นเคยจากคู่เงิน ทำให้ได้ RR ที่ดูสวยแต่ SL แคบเกินไปสำหรับความผันผวนจริงของทอง
ใช้ ATR เป็นข้อมูลประกอบความผันผวนได้ แต่ไม่มีข้อบังคับว่า SL ต้องกว้างกว่า ATR และ SL ที่แคบกว่า ATR ไม่ได้แปลว่าจะถูกชนก่อนเสมอ ต้องดูวิธีเข้า ระยะถือ และผลทดสอบร่วมกัน ATR เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ขอบเขตการแกว่งสูงสุด
ตัวอย่าง RR หลังรวมต้นทุน
สมมติแผนเสี่ยง $40 เป้ากำไร $80 และยังมีต้นทุนที่ยังไม่รวมในราคาอีก $4 ต่อรอบ ไม้ชนะสุทธิ $76 ไม้แพ้สุทธิ $44 จึงมีอัตรากำไรต่อขาดทุน 76/44 ≈ 1.73 และจุดเสมอตัว 44/(76+44) × 100 ≈ 36.67% ต้องใช้ต้นทุนที่ยังไม่ถูกนับเท่านั้น ไม่หัก Spread ซ้ำจากผลที่ใช้ราคา Fill จริงแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
RR ต่ำสุดที่ควรรับคือเท่าไร?
ไม่มี RR ขั้นต่ำที่เหมาะกับทุกระบบ ต้องพิจารณาอัตราชนะและกำไรขาดทุนสุทธิร่วมกัน เช่น หากชนะ 65% และผลแต่ละไม้ตรงกับ RR 1:1 ค่าเฉลี่ยจะเป็นบวกก่อนต้นทุน ส่วนอัตราชนะ 25% กับ RR 1:3 ให้เพียงจุดเสมอตัวก่อนต้นทุน จึงต้องได้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่านั้นจึงมีค่าเฉลี่ยบวกในสมมติฐานนี้
RR ที่คำนวณตอนเข้ากับที่ได้จริงต่างกันไหม?
ต่างกัน เพราะมี Spread และ Slippage — รวมถึงการปิดก่อนเป้า เลื่อน SL และราคา Fill ที่ดีหรือแย่กว่าคาด ผลจริงจึงต่างจากแผนและไม่จำเป็นต้องต่ำกว่าเสมอ ควรบันทึกผลสุทธิ และไม่หัก Spread ซ้ำถ้ารวมในราคาเข้าออกแล้ว
ใช้ Partial Close ทำให้ RR เปลี่ยนไหม?
เปลี่ยนได้ เพราะแต่ละส่วนปิดที่ราคาต่างกัน ต้องรวมผลทั้งสถานะ ไม่ดูเฉพาะ TP สุดท้าย การปิดบางส่วนไม่ได้รับประกันว่า Win Rate จะเพิ่มหรือกำไรเฉลี่ยจะลดทุกกรณี จึงต้องคำนวณใหม่จากกฎเดียวกัน
ทำไมบางคนบอกว่า RR ต้องอย่างน้อย 1:2?
เป็นแนวทางหนึ่ง แต่คณิตศาสตร์ไม่ได้กำหนดว่าทุกกลยุทธ์ต้องใช้ขั้นต่ำ 1:2 — ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นกับ Win Rate ของกลยุทธ์นั้น ซึ่งต่างกันไปในแต่ละคน
สรุป
2. RR สูงไม่ได้แปลว่าดีกว่า ต้องดู Win Rate และผลสุทธิร่วมกัน
3. การย่อ SL เปลี่ยนทั้งเงินเสี่ยงและโอกาสถูกปิด ต้องทดสอบ ไม่ดู RR อย่างเดียว
4. ใช้กฎเข้าออกที่ทดสอบได้ โครงสร้างราคาเป็นทางเลือกหนึ่ง
5. สูตรกรณีแพ้เฉลี่ย 1R คือ E(R) = p × b − (1 − p); กรณีทั่วไปใช้ p × กำไรเฉลี่ยหน่วย R − q × ขาดทุนเฉลี่ยหน่วย R โดย p และ q คือสัดส่วนรายการชนะและแพ้ในรูปทศนิยม
อ่านต่อ
แหล่งอ้างอิง
- สูตร Win Rate เสมอตัวมาจากเงื่อนไขเสมอตัว: p × b = (1 − p) × 1 ซึ่งจัดรูปได้เป็น p = 1 ÷ (1 + b) แล้วคูณ 100 เพื่อแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างนี้ยังไม่หักต้นทุน ส่วนตัวอย่าง $76/$44 แสดงผลหลังรวมต้นทุนแล้ว
- ค่า RR และ Win Rate จริงต้องมาจาก Trading Journal ของคุณเอง ไม่ใช่จากตัวเลขทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต
📘 บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ บทเรียนที่ 7: Risk Management และ Position Sizing
Share This Story, Choose Your Platform!
โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์
ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส
โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ
ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี
เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้
ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
รู้จักแต่ละโบรกเกอร์
อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ
เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน
เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
Forex AcademyLEVEL 3 · Capital & Disciplineบทที่ 7 […]

