🎯 เมื่อเรียนบทเรียนนี้จบ คุณจะเข้าใจ:

  • Spread ใน Forex คืออะไร
  • Bid Price และ Ask Price คืออะไร
  • ทำไมราคา Buy และ Sell จึงไม่เท่ากัน
  • Spread คำนวณอย่างไร
  • Fixed Spread และ Variable/Floating Spread แตกต่างกันอย่างไร
  • ทำไม Spread จึงถือเป็นต้นทุนในการเทรด
  • ทำไมเปิดออเดอร์แล้วจึงติดลบทันที
  • Spread เกี่ยวข้องกับ Pip และ Point อย่างไร
  • ทำไมคู่เงินแต่ละคู่มี Spread ไม่เท่ากัน
  • ทำไม Spread จึงกว้างขึ้นในช่วงข่าวสำคัญ
  • Spread เกี่ยวข้องกับ Liquidity และ Volatility อย่างไร
  • Spread มีผลต่อ Scalping, Day Trading และ Swing Trading อย่างไร
  • วิธีดู Spread บน MT4/MT5
  • Spread เท่าไรจึงถือว่าดี?
  • ทำไมไม่ควรเลือก Broker จาก Spread เพียงอย่างเดียว
  • Spread, Commission และต้นทุนการเทรดเกี่ยวข้องกันอย่างไร

Spread คืออะไร?

ในบทเรียนที่ 4 เราเรียนรู้ว่า Forex ซื้อขายเป็น Currency Pair เช่น

EUR/USD

และในบทเรียนที่ 5 เราเรียนรู้ว่า Pip ใช้วัดการเคลื่อนไหวของราคา

ส่วนในบทเรียนที่ 6 เราเรียนรู้ว่า Lot ใช้ระบุขนาดของ Position

ตอนนี้เรามาถึงอีกหนึ่งคำที่ Trader Forex ต้องเจอทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ นั่นคือ

Spread

Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาที่ตลาดหรือ Broker เสนอให้เราขายกับราคาที่เสนอให้เราซื้อ

พูดง่าย ๆ คือ

Spread = Ask Price − Bid Price

ตัวอย่างเช่น

EUR/USD

Bid = 1.1000

Ask = 1.1002

ดังนั้น

Spread = 1.1002 − 1.1000 = 0.0002

หรือเท่ากับ

2 Pips

ในตัวอย่างนี้


Bid และ Ask คืออะไร?

ก่อนจะเข้าใจ Spread เราต้องเข้าใจ 2 คำนี้ก่อน

Bid Price

Bid คือราคาที่คุณสามารถ Sell ได้ ณ ขณะนั้นตามราคาที่ Broker แสดง

ตัวอย่าง:

Bid = 1.1000

หมายความว่า หากคุณต้องการเปิด Sell ระบบจะใช้ราคา Bid ตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์


Ask Price

Ask คือราคาที่คุณสามารถ Buy ได้ ณ ขณะนั้น

ตัวอย่าง:

Ask = 1.1002

หากคุณต้องการเปิด Buy ระบบจะใช้ราคา Ask


ทำไม Bid และ Ask ไม่เท่ากัน?

เพราะตลาดมี ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย

ตัวอย่าง:

EUR/USD

Bid       Ask
1.1000    1.1002
  ↓         ↓
 Sell      Buy

ส่วนต่าง:

1.1002 − 1.1000 = 0.0002

ดังนั้น

Spread = 2 Pips

นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมคุณจึงอาจเห็นว่า

เปิด Buy ปุ๊บ → Position ติดลบทันที

แม้ว่าราคาตลาดจะยังแทบไม่ได้เคลื่อนที่


ทำไมเปิดออเดอร์แล้วติดลบทันที?

นี่เป็นคำถามที่มือใหม่ถามกันบ่อยมาก

สมมติ EUR/USD แสดง:

Bid = 1.1000

Ask = 1.1002

คุณกด Buy

ระบบเปิด Position ที่:

1.1002

แต่หากคุณปิด Position Buy ทันที คุณจะขายที่:

1.1000

ดังนั้นคุณมีส่วนต่าง

2 Pips

ตั้งแต่เริ่มต้น

จึงเห็น Floating Loss ทันที

นี่ไม่ได้หมายความว่า Broker “หักเงิน 2 Pip” แบบตรง ๆ เสมอไป แต่เป็นผลจาก Bid/Ask Spread และการที่ Position Buy เปิดที่ Ask และถูกปิดที่ Bid


แล้วถ้าเปิด Sell ล่ะ?

กลับกัน

สมมติ:

Bid = 1.1000

Ask = 1.1002

เมื่อคุณเปิด Sell

คุณจะเปิดที่:

1.1000

แต่หากต้องการปิด Sell คุณจะซื้อกลับที่:

1.1002

ดังนั้น Spread ยังคงเป็นต้นทุนที่ต้องผ่านให้ได้ก่อน Trade จะกลายเป็นกำไรสุทธิ


Spread คำนวณอย่างไร?

สูตรพื้นฐาน:

Spread = Ask − Bid

ตัวอย่าง:

Bid = 1.10500

Ask = 1.10520

ดังนั้น:

1.10520 − 1.10500 = 0.00020

หรือ

2 Pips

หากแพลตฟอร์มแสดงราคา 5 ตำแหน่ง:

20 Points = 2 Pips

ดังนั้นต้องระวังเรื่อง Pip กับ Point ที่เราเรียนในบทเรียนที่ 5 ด้วย


Spread กว้างกับ Spread แคบแตกต่างกันอย่างไร?

สมมติ Broker A:

Spread = 0.8 Pip

Broker B:

Spread = 2.0 Pips

ถ้าเปิดและปิด Position ในเงื่อนไขเดียวกัน Broker B จะมีต้นทุนจาก Spread สูงกว่า

โดยเฉพาะ Trader ที่เปิดและปิดออเดอร์จำนวนมาก เช่น Scalper

Spread จึงเป็นต้นทุนที่มีความสำคัญ

แต่ต้องไม่สรุปว่า

Spread ต่ำที่สุด = Broker ดีที่สุด

เพราะยังมีต้นทุนและปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง


Fixed Spread คืออะไร?

Fixed Spread คือ Spread ที่ Broker กำหนดให้อยู่ในระดับคงที่หรือใกล้เคียงค่าที่กำหนด ภายใต้เงื่อนไขของบัญชีและผลิตภัณฑ์

ตัวอย่างเชิงแนวคิด:

EUR/USD = 2 Pips

Spread อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากตามสภาวะตลาดเหมือน Floating Spread

แต่ต้องอ่านเงื่อนไขของ Broker ให้ละเอียด เพราะ “Fixed” ไม่ได้หมายความว่า Spread จะไม่มีข้อยกเว้นในทุกสถานการณ์


Floating Spread หรือ Variable Spread คืออะไร?

Floating Spread หรือ Variable Spread คือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด

ตัวอย่างเช่น

ช่วงตลาดปกติ:

EUR/USD = 0.8 Pip

แต่ช่วงข่าวแรง:

EUR/USD = 3 Pips

หรืออาจกว้างกว่านั้นได้

ขึ้นอยู่กับ

  • Liquidity
  • Volatility
  • Market Conditions
  • News Events
  • Broker’s Pricing Model

นี่เป็นรูปแบบ Spread ที่พบได้ทั่วไปในตลาด Forex


ทำไม Spread จึงกว้างขึ้นช่วงข่าว?

ลองนึกถึงช่วงประกาศข่าวสำคัญ เช่น

  • NFP
  • CPI
  • FOMC
  • Interest Rate Decision
  • Central Bank Announcement

ช่วงเวลาดังกล่าวราคาอาจเคลื่อนไหวเร็วมาก

และสภาพคล่องที่พร้อมรับคำสั่งในแต่ละระดับราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ให้บริการสภาพคล่องหรือ Dealer จึงอาจปรับราคาและ Spread เพื่อสะท้อนความเสี่ยงและสภาวะตลาด

ผลคือ

Spread สามารถขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น Trader ที่ใช้ Stop Loss แคบมากต้องระวังเป็นพิเศษ


Spread กับ Liquidity เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

โดยทั่วไป

ตลาดที่มี Liquidity สูง มักมี Spread ที่แข่งขันได้มากกว่า

เพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก รวมถึงมีการแข่งขันระหว่างผู้ให้สภาพคล่อง

ตัวอย่างเช่นคู่เงิน Major อย่าง

EUR/USD

มักมีสภาพคล่องสูงมาก

จึงมักมี Spread ที่ค่อนข้างแคบในช่วงตลาดปกติ

ขณะที่คู่เงินบางประเภทที่มีสภาพคล่องต่ำกว่าอาจมี Spread กว้างกว่า

แต่ต้องเข้าใจว่า

Liquidity ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา

ช่วงข่าวหรือช่วงตลาดบางช่วง Spread สามารถเปลี่ยนแปลงได้แม้เป็นคู่เงิน Major


Spread กับ Volatility เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

เมื่อ Volatility เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Spread ก็อาจเพิ่มขึ้นได้

โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดมีข่าวสำคัญ

ลองเปรียบเทียบ:

ตลาดปกติ

EUR/USD

Spread = 0.8 Pip

ช่วงข่าวแรง

EUR/USD

Spread = 3 Pips

ถ้า Trader ไม่รู้เรื่องนี้ อาจสงสัยว่า

“ทำไมเมื่อกี้ Spread ยังแคบอยู่เลย?”

คำตอบคือ

Market Conditions เปลี่ยนไป


Spread มีผลกับกำไรอย่างไร?

สมมติคุณเปิด

0.10 Lot EUR/USD

และสมมติ Spread:

2 Pips

ในตัวอย่างนี้ Pip Value ประมาณ

$1/Pip

ดังนั้นต้นทุนจาก Spread โดยประมาณ:

2 × $1 = $2

หากเปิด 1.00 Lot ในเงื่อนไขเดียวกัน:

2 × $10 = $20

นี่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า

Lot และ Spread ทำงานร่วมกัน

ยิ่ง Position ใหญ่ ต้นทุนจาก Spread ในรูปเงินก็ยิ่งสูงขึ้น


Spread กับจำนวน Trade

สมมติ Trader A:

เปิดวันละ 2 Trades

Trader B:

เปิดวันละ 30 Trades

สมมติทุก Trade มีต้นทุน Spread เฉลี่ยเท่ากัน

Trader B จะจ่ายต้นทุนจาก Spread สะสมมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือเหตุผลว่า

Scalper ต้องให้ความสำคัญกับ Spread มากเป็นพิเศษ

เพราะจำนวน Trade สูง

ในขณะที่ Swing Trader อาจเปิด Position น้อยกว่าและถือเป็นเวลานานกว่า

ดังนั้น Spread อาจมีน้ำหนักน้อยกว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนและความเสี่ยงอื่น ๆ


Spread สำคัญกับ Scalping มากแค่ไหน?

สมมติ Scalper มีเป้าหมาย:

Take Profit = 5 Pips

แต่ Spread =

2 Pips

เท่ากับต้นทุนจาก Spread กินส่วนหนึ่งของระยะเป้าหมายไปแล้ว

แต่ถ้า

Take Profit = 100 Pips

Spread 2 Pips จะมีสัดส่วนเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเป้าหมาย

นี่คือเหตุผลว่าทำไม

Spread ที่ดูเหมือนเล็ก อาจมีผลมากสำหรับ Strategy ที่ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวสั้น ๆ


Spread สำคัญกับ Swing Trading หรือไม่?

สำคัญ แต่โดยทั่วไปอาจมีน้ำหนักน้อยกว่า Scalping

สมมติ Swing Trader:

Take Profit = 500 Pips

Spread = 2 Pips

Spread คิดเป็นเพียงส่วนเล็กของระยะเป้าหมาย

แต่ Swing Trader ยังต้องพิจารณาต้นทุนอื่น เช่น

  • Swap / Financing
  • Commission
  • Slippage
  • Gap/Market Conditions
  • Risk จากการถือ Position ข้ามคืน

ดังนั้น Spread ไม่ใช่ต้นทุนเดียว


Spread กับ Commission แตกต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นเรื่องสำคัญมากเวลาเปรียบเทียบบัญชี Forex

บาง Broker มีบัญชีที่

Spread สูงกว่า แต่ไม่มี Commission แยก

ขณะที่บางบัญชีอาจมี

Spread ต่ำ แต่มี Commission ต่อ Lot

ดังนั้นอย่าดูเพียง

“Spread = 0.0 Pip”

แล้วสรุปทันทีว่า

“ถูกที่สุด”

เพราะอาจมี Commission เพิ่มเข้ามา

สิ่งที่ควรเปรียบเทียบคือ

Total Trading Cost

ซึ่งอาจประกอบด้วย

Spread + Commission + Swap/Financing + Slippage


ตัวอย่างเปรียบเทียบต้นทุน

สมมติ:

Broker A

Spread = 1.5 Pips

Commission = $0

Broker B

Spread = 0.2 Pip

Commission = $7 ต่อ Round Turn Lot

การมองว่า

“Broker B ดีกว่าเพราะ Spread ต่ำกว่า”

อาจเร็วเกินไป

เราต้องคำนวณต้นทุนรวมสำหรับ Strategy และขนาด Position ของเราก่อน


Round Turn คืออะไร?

คำว่า Round Turn หมายถึงการนับทั้ง

เปิด Position + ปิด Position

ตัวอย่าง:

คุณเปิด

1.00 Lot

และปิด

1.00 Lot

บาง Broker อาจคิด Commission แบบ Round Turn

ดังนั้นเวลาอ่านรายละเอียด Commission ต้องดูว่า Broker ระบุราคาเป็น

  • Per Side
  • Round Turn
  • Per Lot
  • Per Contract

เพราะตัวเลขที่ดูเหมือนถูกอาจมีวิธีคิดแตกต่างกัน


Spread กับ Slippage เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน

Spread

คือส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask

Slippage

คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะได้รับกับราคาที่ได้รับจริงเมื่อคำสั่งถูก Execute

ตัวอย่าง:

คุณต้องการ Buy ที่

1.1000

แต่คำสั่งถูก Execute ที่

1.1003

ส่วนต่าง 3 Pips นี้อาจเกี่ยวข้องกับ Slippage

โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็ว

ดังนั้น

Spread ≠ Slippage

แต่ทั้งสองอย่างสามารถเพิ่มต้นทุนในการเทรดได้


Spread กับ Commission กับ Swap

เพื่อให้เข้าใจภาพรวม

Spread

ต้นทุนจากส่วนต่าง Bid/Ask

Commission

ค่าธรรมเนียมที่ Broker เรียกเก็บตามโครงสร้างบัญชี

Swap / Financing

ต้นทุนหรือเครดิตที่เกี่ยวข้องกับการถือ Position ข้ามเวลา/ข้ามคืน ตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์

ดังนั้นต้นทุนจริงของ Trade อาจไม่ได้มีเพียง Spread


ทำไมคู่เงินแต่ละคู่มี Spread ไม่เท่ากัน?

เพราะแต่ละคู่มีสภาวะตลาดแตกต่างกัน

ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • Liquidity
  • Trading Volume
  • Market Session
  • Volatility
  • News
  • Currency Pair
  • Broker Pricing
  • Liquidity Providers

ตัวอย่างเช่น

EUR/USD

อาจมี Spread ต่ำกว่า

USD/TRY

ในช่วงตลาดปกติ

เพราะสภาพคล่องและโครงสร้างตลาดแตกต่างกัน


ทำไมช่วงตลาดปิด Spread อาจกว้าง?

เมื่อสภาพคล่องลดลง เช่น

  • ช่วงเปลี่ยน Session
  • ช่วงวันหยุด
  • ก่อน/หลังตลาดหยุด
  • ช่วงข่าว
  • ช่วงเวลาที่ Liquidity ลดลง

Spread อาจกว้างขึ้น

ดังนั้น Trader ที่เปิด Position ในช่วงตลาดสภาพคล่องต่ำต้องระวัง


วิธีดู Spread ใน MT5

บน MT5 คุณสามารถดูราคา

Bid

และ

Ask

ของคู่เงินได้

จากนั้นคำนวณ:

Spread = Ask − Bid

หากแพลตฟอร์มแสดงราคาเป็น Points สามารถแปลงกลับเป็น Pip ตามจำนวนทศนิยมของผลิตภัณฑ์

ตัวอย่าง EUR/USD:

Bid:

1.10000

Ask:

1.10020

Spread:

20 Points

หรือ

2 Pips

ทั้งนี้การแสดงราคาและรายละเอียดอาจแตกต่างกันตาม Broker และ Symbol ที่เลือก


Spread เท่าไรจึงถือว่าดี?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคู่เงินและทุก Strategy

แต่ควรคิดในลักษณะ:

Spread ต่ำเมื่อเทียบกับสภาพคล่องและต้นทุนรวมของผลิตภัณฑ์

ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็น Scalper และทำกำไรเป้าหมายเพียง 5 Pips

Spread 2 Pips อาจมีผลมาก

แต่หากเป็น Swing Trader ที่ถือ Position และตั้งเป้าหมายหลายร้อย Pips

Spread 2 Pips อาจมีผลน้อยกว่า

ดังนั้น

Spread ที่ดี = Spread ที่เหมาะกับ Strategy ของคุณ

ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ต่ำที่สุด


ทำไมอย่าเลือก Broker จาก Spread เพียงอย่างเดียว?

เพราะ Spread เป็นเพียงหนึ่งส่วนของ Trading Cost และคุณภาพการเทรด

ก่อนเลือก Broker ควรพิจารณาอย่างน้อย:

  • Regulation
  • Reputation
  • Execution
  • Slippage
  • Spread
  • Commission
  • Swap
  • Deposit/Withdrawal
  • Trading Platform
  • Customer Support
  • Product Conditions
  • Negative Balance Protection ตามเงื่อนไขที่ใช้บังคับ

โดยเฉพาะเรื่อง Regulation และความน่าเชื่อถือของ Broker ไม่ควรถูกลดความสำคัญเพียงเพราะเห็น Spread ต่ำ


Spread กับ Risk Management

Spread ยังมีความเกี่ยวข้องกับ Stop Loss

สมมติคุณเปิด Buy EUR/USD ที่

1.1002

และตั้ง Stop Loss ที่

1.0982

ระยะที่เห็นบนกราฟอาจดูเหมือน

20 Pips

แต่การทำงานจริงของ Stop Loss Buy จะเกี่ยวข้องกับ Bid Price เพราะ Position Buy ปิดด้วย Bid

ดังนั้น Trader ต้องเข้าใจ Bid/Ask ไม่ใช่ดูเพียงเส้นราคาบนกราฟแบบง่าย ๆ

นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ Strategy ที่ใช้ Stop Loss แคบ


Spread กับ Stop Out

หากบัญชีมี Margin เหลือน้อยมาก การขยายตัวของ Spread สามารถทำให้ Equity ลดลงอย่างรวดเร็วในบางช่วง

โดยเฉพาะหากมีหลาย Position หรือใช้ Leverage สูง

ดังนั้นในช่วงตลาดผันผวนมาก

Spread Expansion + Volatility + Leverage

สามารถสร้างความเสี่ยงร่วมกันได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญกว่าการพยายามหาคู่เงินที่ “วิ่งแรง”


สิ่งที่มือใหม่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Spread

❌ “Spread คือค่าธรรมเนียมที่ Broker หักจากบัญชีโดยตรง”

ไม่จำเป็นต้องมองแบบนั้น

Spread คือส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask และเป็นหนึ่งในต้นทุนของการเปิด/ปิด Position


❌ “Spread ต่ำ = Broker ดี”

ไม่เสมอไป

ต้องดู Execution, Commission, Swap, Regulation และปัจจัยอื่นด้วย


❌ “Spread คงที่ตลอดเวลา”

ไม่จริงสำหรับบัญชี Floating Spread

Spread สามารถเปลี่ยนตาม Market Conditions


❌ “ข่าวไม่เกี่ยวกับ Spread”

ตรงกันข้าม

ข่าวสำคัญสามารถทำให้ Spread ขยายได้


❌ “Spread 2 Pips แพงเสมอ”

ไม่จำเป็น

ต้องดู Strategy

2 Pips อาจมีความสำคัญมากสำหรับ Scalper แต่มีสัดส่วนน้อยกว่าสำหรับ Swing Trader ที่ตั้งเป้าหมายหลายร้อย Pip


สิ่งที่ควรจำเกี่ยวกับ Spread

หากจำได้เพียง 7 ข้อ ให้จำสิ่งเหล่านี้:

1. Spread คือส่วนต่าง Bid กับ Ask

Spread = Ask − Bid

2. Buy ใช้ Ask ในการเปิด

และ Position Buy จะปิดด้วย Bid

3. Sell ใช้ Bid ในการเปิด

และ Position Sell จะปิดด้วย Ask

4. Spread เป็นหนึ่งในต้นทุนการเทรด

แต่ไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด

5. Floating Spread สามารถเปลี่ยนแปลงได้

โดยเฉพาะช่วงข่าวและสภาพคล่องต่ำ

6. Spread มีความสำคัญกับ Scalper มาก

เพราะเปิดและปิด Trade จำนวนมาก

7. อย่าเลือก Broker จาก Spread อย่างเดียว

ต้องดู Total Trading Cost + Execution + Regulation + ความน่าเชื่อถือ


สรุป Spread คืออะไร?

Spread คือส่วนต่างระหว่าง Bid Price และ Ask Price

ตัวอย่าง:

Bid = 1.10000

Ask = 1.10020

ดังนั้น

Spread = 20 Points = 2 Pips

เมื่อคุณเปิด Trade คุณต้องผ่าน Spread ก่อนที่ Position จะเริ่มสร้างกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาได้

Spread จึงเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของ Forex Trading

แต่ Spread ไม่ได้คงที่เสมอไป โดยเฉพาะบัญชี Floating Spread ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงตาม

Liquidity + Volatility + News + Market Conditions

นอกจากนี้ Trader ต้องแยกให้ออกระหว่าง

Spread

Commission

และ

Swap/Financing

เพราะทั้งหมดสามารถมีผลต่อต้นทุนรวมของ Trade

สิ่งสำคัญที่สุดคือ

อย่าถามเพียงว่า “Broker ไหน Spread ต่ำที่สุด?”

แต่ควรถามว่า

“Broker และบัญชีแบบไหนมีต้นทุนรวมและเงื่อนไขที่เหมาะกับ Strategy ของฉัน?”

เมื่อเข้าใจ Spread แล้ว เราก็เข้าใกล้การเข้าใจต้นทุนจริงของ Forex Trading มากขึ้น

และบทเรียนต่อไปจะพาไปสู่เครื่องมือที่ช่วยให้ Trader สามารถควบคุม Position ที่มีขนาดใหญ่กว่าเงินทุนของตัวเองได้ นั่นคือ Leverage


❓ FAQ: Spread Forex

Spread ใน Forex คืออะไร?

Spread คือส่วนต่างระหว่าง Bid Price และ Ask Price ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนของการเทรด

ทำไมเปิด Forex แล้วติดลบทันที?

เพราะ Position ที่เปิดจะอยู่ฝั่ง Bid/Ask ที่แตกต่างกัน ทำให้มีต้นทุนจาก Spread ตั้งแต่เริ่มต้น

Spread 1 Pip ดีไหม?

ต้องดูคู่เงินและ Strategy ไม่มีตัวเลขเดียวที่ถือว่าดีสำหรับทุกกรณี

Spread กับ Commission ต่างกันอย่างไร?

Spread คือส่วนต่าง Bid/Ask ส่วน Commission คือค่าธรรมเนียมตามโครงสร้างบัญชีของ Broker

ทำไม Spread กว้างตอนข่าว?

เพราะข่าวสำคัญสามารถทำให้ Volatility เพิ่มขึ้นและ Liquidity เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ Spread ขยายตัวได้

Scalper ควรให้ความสำคัญกับ Spread หรือไม่?

ควรให้ความสำคัญมาก เพราะ Scalping มักมีเป้าหมายกำไรต่อ Trade ค่อนข้างสั้นและมีจำนวน Trade สูง

Spread สูงทำให้ขาดทุนหรือไม่?

Spread เป็นต้นทุนของการเทรด แต่ผลกำไรหรือขาดทุนสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคา ขนาด Position และต้นทุนอื่น ๆ


📚 บทเรียนถัดไป

บทเรียนที่ 8: Leverage คืออะไร? ทำไม Leverage สูงจึงเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยง

ในบทเรียนถัดไป เราจะตอบคำถามสำคัญมากว่า:

“ทำไมเงินทุน $1,000 ถึงสามารถเปิด Position ที่มีมูลค่ามากกว่า $1,000 ได้?”

และที่สำคัญกว่า คือ

“Leverage สูงไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น แล้วทำไม Leverage สูงจึงสามารถทำให้พอร์ตเสียหายได้เร็วขึ้น?”

บทเรียนนี้จะเป็นจุดสำคัญที่เชื่อม Lot + Margin + Risk Management เข้าด้วยกันครับ

Share This Story, Choose Your Platform!

โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน

จะดีกว่าไหมหากได้เงินทุนมาเทรดฟรี ๆ กำไรก็สามารถถอนออกมาได้

บทความที่เกี่ยวข้อง