Scalping เป็นรูปแบบการเทรดที่มือใหม่สนใจมากที่สุด เพราะเห็นผลเร็ว ไม่ต้องถือข้ามคืน และรู้สึกว่าควบคุมได้
แต่ Scalping ก็เป็นรูปแบบที่ ทำให้พอร์ตหมดเร็วที่สุด เช่นกัน ไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ผิด แต่เพราะโครงสร้างต้นทุน
บทความนี้จะให้สองอย่าง อย่างแรกคือคณิตศาสตร์ที่บอกว่าทำไม Scalping ส่วนใหญ่ถึงขาดทุนแม้จะอ่านกราฟถูก และอย่างที่สองคือกลยุทธ์ที่มีกฎครบทุกข้อจนเปิดโปรแกรมแล้วเทรดตามได้ทันที ไม่ใช่แค่แนวคิดกว้าง ๆ
Scalping คืออะไร และไม่ใช่อะไร
Scalping คือการเทรดที่เน้นจับการเคลื่อนไหวระยะสั้น ถือ Position ตั้งแต่ไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง และปิดทุกไม้ภายในวัน
สิ่งที่มือใหม่มักเข้าใจผิดคือคิดว่า Scalping = เป้า 5 pips ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ทำให้พอร์ตเสียหายมากที่สุด เพราะเป้าที่สั้นเกินไปทำให้ต้นทุนกลืนกำไรจนหมด ซึ่งเราจะพิสูจน์ด้วยตัวเลขในหัวข้อถัดไป
Scalping ที่ทำได้จริงสำหรับรายย่อยคือช่วง 15–30 pips ไม่ใช่ 5 pips
ทำไม Scalping 5 pips ถึงไม่รอด — พิสูจน์ด้วยตัวเลข
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ และเป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนดูกฎการเทรด
ปัญหาที่ 1: Spread กินสัดส่วนใหญ่เกินไป
เมื่อคุณเปิด Buy คุณเข้าที่ราคา Ask แต่พอร์ตแสดงผลที่ราคา Bid ทันทีที่กดเปิด Position จึงติดลบเท่ากับค่า Spread
หมายความว่าถ้า Spread เท่ากับ 1 pip และคุณตั้ง TP 5 pips กับ SL 5 pips:
| ราคาต้องวิ่งไปเท่าไร | |
|---|---|
| กว่าจะถึง TP | 6 pips |
| กว่าจะถึง SL | 4 pips |
คุณคิดว่าตั้ง 1:1 แต่ในความเป็นจริงตลาดต้องเดินทางไกลกว่า 50% เพื่อให้คุณชนะ
ปัญหาที่ 2: Win Rate ที่ต้องการพุ่งสูงขึ้น
สำหรับกลยุทธ์ที่ตั้ง TP = 2R (เป้า 2 เท่าของ Stop) จุดคุ้มทุนทางทฤษฎีคือ Win Rate 33.3%
แต่เมื่อคิด Spread เข้าไป (สมมติ 1 pip) ตัวเลขจริงเป็นแบบนี้:
| ระยะ Stop | Win Rate จุดคุ้มทุน (ไม่คิด Spread) | Win Rate ที่ต้องทำได้จริง | ต้องเก่งเพิ่มขึ้น |
|---|---|---|---|
| 5 pips | 33.3% | 40.0% | +6.7 จุด |
| 10 pips | 33.3% | 36.7% | +3.3 จุด |
| 15 pips | 33.3% | 35.6% | +2.2 จุด |
| 20 pips | 33.3% | 35.0% | +1.7 จุด |
| 30 pips | 33.3% | 34.4% | +1.1 จุด |
อ่านตารางนี้แบบนี้: ถ้าใช้ Stop 5 pips คุณต้องเก่งกว่าการสุ่มถึง 6.7 จุด ในขณะที่ใช้ Stop 20 pips ต้องเก่งกว่าแค่ 1.7 จุด — กลยุทธ์เดียวกัน แต่ความยากต่างกัน 4 เท่า เพียงเพราะระยะ Stop
(ตัวเลขนี้คำนวณบนสมมติฐานว่าราคาเดินแบบสุ่ม ซึ่งตลาดจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเป๊ะ และยังไม่รวม Commission กับ Slippage ตัวเลขจริงจะแย่กว่านี้เล็กน้อย แต่ทิศทางของข้อสรุปยังคงเดิม)
ปัญหาที่ 3: ต้นทุนสะสมกินพอร์ตทั้งเดือน
สูตรที่ควรจำ:
ต้นทุน Spread ต่อไม้ (% ของพอร์ต) = Risk% × (Spread ÷ ระยะ Stop)
ที่ Risk 0.5% ต่อไม้ และ Spread 1 pip:
| ระยะ Stop | ต่อไม้ | 100 ไม้/เดือน | 200 ไม้/เดือน |
|---|---|---|---|
| 5 pips | 0.100% | 10.0% | 20.0% |
| 10 pips | 0.050% | 5.0% | 10.0% |
| 15 pips | 0.033% | 3.3% | 6.7% |
| 20 pips | 0.025% | 2.5% | 5.0% |
| 30 pips | 0.017% | 1.7% | 3.3% |
ถ้าคุณ Scalp ด้วย Stop 5 pips วันละ 10 ไม้ คุณต้องทำกำไรขั้นต้น 20% ต่อเดือนเพียงเพื่อเสมอตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่กองทุนระดับโลกยังทำไม่ได้ต่อเนื่อง

ข้อสรุปที่ใช้ตัดสินใจได้
จากตารางทั้งสาม ข้อสรุปคือ:
อย่าใช้ Stop ต่ำกว่า 12 pips และตั้งเป้าที่ 15–25 pips เป็นหลัก
กลยุทธ์ในบทความนี้จึงออกแบบมาบนกรอบนั้น ไม่ใช่เพราะระมัดระวังเกินไป แต่เพราะตัวเลขบอกอย่างนั้น
กลยุทธ์: London Pullback Scalp
กลยุทธ์นี้เป็น Trend Following แบบรอย่อ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เรียบง่ายที่สุดและทดสอบง่ายที่สุด
หลักการคือ หาทิศทางจาก Timeframe ใหญ่ แล้วรอจังหวะย่อเข้าใน Timeframe เล็ก ไม่ไล่ราคา ไม่สวนเทรนด์
กฎทั้ง 12 ข้อ
| # | หัวข้อ | กฎ |
|---|---|---|
| 1 | คู่เงิน | EUR/USD เท่านั้น (ช่วง 3 เดือนแรก) |
| 2 | ช่วงเวลา | 14:00–22:00 น. (เวลาไทย) |
| 3 | Timeframe | M15 = ดูเทรนด์ · M5 = หาจุดเข้า |
| 4 | ตัวกรองเทรนด์ | EMA 50 บน M15 |
| 5 | เงื่อนไข Buy | ราคาปิดเหนือ EMA 50 (M15) และ EMA 50 ชี้ขึ้น |
| 6 | เงื่อนไข Sell | ราคาปิดใต้ EMA 50 (M15) และ EMA 50 ชี้ลง |
| 7 | สัญญาณเข้า | บน M5 ราคาย่อมาแตะ EMA 20 แล้วเกิดแท่งปฏิเสธ |
| 8 | จุดเข้า | เหนือ High ของแท่งปฏิเสธ 1 pip (Buy) |
| 9 | Stop Loss | ใต้ Low ของแท่งปฏิเสธ 2 pips — ขั้นต่ำ 12 pips สูงสุด 25 pips |
| 10 | Take Profit | 2R คงที่ |
| 11 | Time Stop | ปิดที่ราคาตลาดถ้าไม่ถึง TP/SL ภายใน 12 แท่ง M5 (1 ชั่วโมง) |
| 12 | Risk ต่อไม้ | 0.5% ของพอร์ต |
กฎควบคุมความเสียหาย (บังคับใช้)
| กฎ | ค่า |
|---|---|
| จำนวนไม้สูงสุดต่อวัน | 3 ไม้ |
| ขาดทุนสูงสุดต่อวัน | -1.5% → หยุดทันที |
| ขาดทุนสูงสุดต่อสัปดาห์ | -3% → หยุดจนสัปดาห์หน้า |
| Position เปิดพร้อมกัน | 1 ไม้เท่านั้น |
วิธีอ่านสัญญาณเข้าแบบละเอียด
ขั้นที่ 1 — ตรวจเทรนด์บน M15
เปิดกราฟ EUR/USD Timeframe M15 ใส่ EMA 50
- ถ้าราคาอยู่เหนือ EMA 50 และเส้น EMA ชี้ขึ้นชัดเจน → วันนี้หาเฉพาะ Buy
- ถ้าราคาอยู่ใต้ EMA 50 และเส้น EMA ชี้ลงชัดเจน → วันนี้หาเฉพาะ Sell
- ถ้าราคาพันไปมารอบ EMA 50 หรือเส้นแบนราบ → ไม่เทรดวันนี้
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด และเป็นข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุด ตลาด Sideways คือสภาพที่กลยุทธ์นี้ขาดทุนหนักที่สุด
ขั้นที่ 2 — รอย่อบน M5
สลับไป M5 ใส่ EMA 20
รอให้ราคาย่อตัวลงมาแตะหรือเข้าใกล้ EMA 20 (กรณี Buy) การย่อที่ดีควรเป็นการย่อที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การดิ่งแรงติดกันหลายแท่ง
ขั้นที่ 3 — รอแท่งปฏิเสธ
แท่งปฏิเสธ (Rejection Candle) สำหรับฝั่ง Buy คือแท่งที่มีลักษณะดังนี้:
- มีไส้ล่างยาว อย่างน้อยเท่ากับหรือมากกว่าตัวแท่ง
- ปิดเหนือ EMA 20
- ปิดในครึ่งบนของแท่ง
แท่งนี้บอกว่ามีแรงซื้อเข้ามารับที่บริเวณนั้น ไม่ใช่แค่ราคาย่อลงมาเฉย ๆ
ขั้นที่ 4 — เข้าเมื่อยืนยัน
อย่าเข้าทันทีที่เห็นแท่งปฏิเสธ ให้ตั้ง Buy Stop ไว้เหนือ High ของแท่งนั้น 1 pip
ถ้าแท่งถัดไปไม่สามารถเบรก High ได้ ให้ยกเลิกคำสั่ง แสดงว่าแรงซื้อไม่พอจริง

ตัวอย่างการเทรดจริงพร้อมตัวเลข
สมมติสถานการณ์บน EUR/USD:
สภาพตลาด
- M15: ราคาปิดเหนือ EMA 50 และ EMA ชี้ขึ้น → หาเฉพาะ Buy ✅
- เวลา 16:20 น. → อยู่ในช่วงที่กำหนด ✅
- Spread ขณะนั้น 0.9 pips → ต่ำกว่า 1.5 ✅
สัญญาณ
- M5: ราคาย่อลงมาแตะ EMA 20 ที่ 1.0850
- เกิดแท่งปฏิเสธ: Low 1.0846 · High 1.0855 · ปิด 1.0853 (ไส้ล่างยาว ปิดเหนือ EMA 20) ✅
คำนวณคำสั่ง
| รายการ | ราคา | ระยะ |
|---|---|---|
| Entry (High + 1 pip) | 1.0856 | — |
| Stop Loss (Low − 2 pips) | 1.0844 | 12 pips |
| Take Profit (2R) | 1.0880 | 24 pips |
Stop 12 pips ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำพอดี ✅
คำนวณ Lot (พอร์ต $1,000)
Risk = $1,000 × 0.5% = $5.00
Lot = $5.00 ÷ (12 pips × $10 ต่อ pip) = 0.0417
ปัดลงเป็น 0.04 lot
ตรวจสอบย้อนกลับ: 0.04 × $10 × 12 pips = $4.80 = 0.48% ของพอร์ต ✅
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้
| กรณี | ผล |
|---|---|
| ถึง TP | +$9.60 (+0.96%) |
| ถึง SL | −$4.80 (−0.48%) |
| Time Stop ที่ 1 ชั่วโมง | ปิดตามราคาตลาด |
ตาราง Lot Size สำเร็จรูป
สำหรับ Risk 0.5% และ EUR/USD ($10 ต่อ pip ต่อ 1 Standard Lot)
| พอร์ต | Stop 12 pips | Stop 15 pips | Stop 20 pips | Stop 25 pips |
|---|---|---|---|---|
| $500 | 0.02 | 0.01 | 0.01 | 0.01 |
| $1,000 | 0.04 | 0.03 | 0.02 | 0.02 |
| $1,500 | 0.06 | 0.05 | 0.03 | 0.03 |
| $2,000 | 0.08 | 0.06 | 0.05 | 0.04 |
สูตรสำหรับคำนวณเอง:
Lot = (พอร์ต × 0.005) ÷ (ระยะ Stop เป็น pips × 10)
แล้วปัดลงเสมอ ไม่ปัดขึ้น
(ตารางนี้ใช้กับ EUR/USD และคู่เงินที่ Quote เป็น USD เท่านั้น ทองคำและคู่เงินอื่นมีค่าต่อ pip ต่างกัน ต้องคำนวณแยก — ดู บทเรียนที่ 53: การคำนวณ Lot Size)
ทุนขั้นต่ำที่ทำกลยุทธ์นี้ได้
เนื่องจาก Lot ต่ำสุดคือ 0.01 (= $0.10 ต่อ pip) จึงมีขีดจำกัดว่าพอร์ตต้องใหญ่แค่ไหนถึงจะคุม Risk 0.5% ได้จริง
| ระยะ Stop | ทุนขั้นต่ำ |
|---|---|
| 12 pips | $240 |
| 15 pips | $300 |
| 20 pips | $400 |
ถ้าพอร์ตต่ำกว่านี้ ไม้เดียวจะเสี่ยงเกิน 0.5% โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะมีวินัยแค่ไหนก็ตาม เพราะเป็นข้อจำกัดทางกายภาพของขนาด Lot
กฎ No Trade — เมื่อไหร่ที่ห้ามเทรด
กฎชุดนี้มีค่ามากกว่ากฎการเข้าออเดอร์ เพราะ Scalping เสียหายจากการเทรดในสภาพที่ไม่เหมาะมากกว่าจากสัญญาณผิด
ห้ามเทรดเมื่อ:
- Spread เกิน 1.5 pips — ตรวจก่อนเปิดทุกครั้ง
- 30 นาทีก่อนและหลังข่าวสีแดง — NFP, CPI, การประชุม Fed/ECB
- ศุกร์หลัง 20:00 น. — สภาพคล่องเริ่มหาย Spread กว้าง
- ระยะ Stop ที่คำนวณได้ต่ำกว่า 12 pips — ต้นทุนสัดส่วนสูงเกินไป
- ระยะ Stop ที่คำนวณได้เกิน 25 pips — ผิดลักษณะ Scalping ให้ข้ามไป
- EMA 50 บน M15 แบนหรือราคาพันรอบเส้น — ไม่มีเทรนด์ให้ตาม
- ขาดทุนครบ -1.5% ของวัน — ปิดโปรแกรม
- เทรดครบ 3 ไม้แล้ว — ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
- นอนไม่พอ ป่วย หรืออารมณ์ไม่ปกติ — Scalping ต้องตัดสินใจเร็ว สภาพร่างกายมีผลโดยตรง
เลือกช่วงเวลาให้เหมาะกับตารางชีวิต
แม้กลยุทธ์นี้ออกแบบสำหรับ 14:00–22:00 น. แต่ถ้าเทรดช่วงนั้นไม่ได้ ยังมีทางเลือก
| ช่วงเวลา (ไทย) | Session | ความเหมาะสม |
|---|---|---|
| 06:00–13:00 | Asian | ⚠️ ผันผวนต่ำ ราคาแกว่งแคบ ต้องลดเป้าลง และควรใช้ USD/JPY หรือ AUD/USD แทน |
| 14:00–17:00 | London Open | ✅ ดีที่สุด ผันผวนสูง Spread แคบ |
| 19:00–22:00 | London + NY ทับซ้อน | ✅ ดีที่สุด สภาพคล่องสูงสุดของวัน |
| 22:00–01:00 | NY บ่าย | ⚠️ ผันผวนเริ่มลด |
| 01:00–06:00 | ช่วงเงียบ | ❌ ไม่แนะนำ Spread มักกว้าง |
ถ้าเทรดได้เฉพาะช่วง Asian: ต้องยอมรับว่าจำนวนสัญญาณจะน้อยกว่ามาก อาจได้แค่ 1–2 ไม้ต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด — การรอคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์
ก่อนใช้เงินจริง: 3 ขั้นตอนที่ห้ามข้าม
ขั้นที่ 1 — Backtest ย้อนหลังด้วยมือ 100 ไม้
เปิดกราฟย้อนหลัง เลื่อนทีละแท่ง แล้วบันทึกทุกครั้งที่กฎเข้าเงื่อนไข
สิ่งที่ต้องวัด:
| ตัวชี้วัด | เกณฑ์ผ่าน |
|---|---|
| Win Rate | ต้องเกิน 36% (เกณฑ์คุ้มทุนรวม Spread แล้ว) |
| Expectancy | ต้องเป็นบวกหลังหักต้นทุน |
| Max Consecutive Losses | จดไว้ ใช้เตรียมใจ |
| Max Drawdown | ต้องรับไหว |
ถ้า Win Rate ต่ำกว่า 36% อย่าเทรดจริง ให้กลับไปปรับกฎก่อน
ขั้นที่ 2 — Demo 1 เดือนเต็ม
เทรดตามกฎทุกข้อโดยไม่ยกเว้น เป้าหมายไม่ใช่กำไร แต่คือ ทดสอบว่าคุณทำตามกฎได้จริงหรือไม่
ถ้าใน 1 เดือนมีการฝ่าฝืนกฎเกิน 3 ครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ แต่อยู่ที่วินัย และการใช้เงินจริงจะยิ่งแย่กว่า
ขั้นที่ 3 — เงินจริงขนาดเล็ก
เริ่มที่ Risk 0.25% (ครึ่งหนึ่งของที่วางแผน) เป็นเวลา 1 เดือน
เหตุผลคือ Demo กับเงินจริงต่างกันที่ Slippage, การ Requote และจิตวิทยา — ให้เดือนแรกเป็นการวัดสามสิ่งนี้ ไม่ใช่การหากำไร
บันทึกการเทรดที่ต้องมี
Scalping สร้างข้อมูลเยอะมากในเวลาสั้น ถ้าไม่จดจะไม่มีทางรู้ว่าอะไรได้ผล
ช่องขั้นต่ำที่ต้องบันทึกทุกไม้:
| ช่อง | ทำไมต้องมี |
|---|---|
| วันที่ / เวลาเข้า | ดูว่าช่วงไหนได้ผลดีกว่า |
| ทิศทาง (Buy/Sell) | ดูว่าเก่งฝั่งไหนกว่ากัน |
| Entry / SL / TP | ตรวจว่าทำตามกฎไหม |
| Spread ขณะเปิด | หาความสัมพันธ์ระหว่าง Spread กับผลลัพธ์ |
| ผลเป็น R (+2R / −1R) | คำนวณ Expectancy ได้ทันที |
| ทำตามกฎครบไหม (ใช่/ไม่) | ช่องที่สำคัญที่สุด |
ช่องสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะเมื่อสิ้นเดือนคุณจะแยกได้ว่า ขาดทุนเพราะกลยุทธ์ไม่ดี หรือเพราะไม่ได้ทำตามกลยุทธ์ ซึ่งเป็นคนละปัญหาและแก้คนละวิธี
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Scalper ขาดทุน
❌ ลดระยะ Stop ให้แคบเพื่อเพิ่ม Lot เป็นความผิดพลาดอันดับหนึ่ง ทำให้ต้นทุนสัดส่วนพุ่งตามตารางในหัวข้อแรก
❌ เทรดเพิ่มหลังขาดทุนเพื่อเอาคืน กฎ 3 ไม้ต่อวันมีไว้เพื่อป้องกันเรื่องนี้โดยเฉพาะ
❌ ไม่เช็ค Spread ก่อนเปิด Spread กว้างขึ้น 1 pip เท่ากับต้นทุนเพิ่มเท่าตัวสำหรับ Stop 12 pips
❌ ย้าย Stop Loss ให้ไกลออกไป ทำครั้งเดียวก็ทำลายสถิติทั้งชุด และมักตามด้วยครั้งที่สอง
❌ เทรดหลายคู่พร้อมกัน EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD ล้วนมี USD ทำให้ความเสี่ยงจริงมากกว่าที่คิด — ดู บทเรียนที่ 57: Risk of Ruin
❌ ใช้ Leverage สูงเพราะคิดว่าจำเป็นสำหรับ Scalping Leverage ไม่เกี่ยวกับขนาดความเสี่ยง สิ่งที่กำหนดความเสี่ยงคือ Lot × ระยะ Stop — ดู บทเรียนที่ 47: Position Sizing
❌ เปลี่ยนกฎหลังขาดทุน 5 ไม้ติด Losing Streak 5 ไม้ที่ Win Rate 40% เกิดขึ้นได้ปกติมาก ต้องมีข้อมูลอย่างน้อย 100 ไม้ก่อนสรุปว่าระบบเสีย
Scalping ไม่เหมาะกับใคร
ตรงไปตรงมา — Scalping ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคน และควรพิจารณาก่อน
อาจไม่เหมาะถ้า:
- ต้องทำงานประจำระหว่างช่วง 14:00–22:00 น. และเปิดกราฟไม่ได้ต่อเนื่อง
- อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร (การหลุดกลางไม้ระหว่าง Scalp เสียหายกว่าการเทรดระยะยาว)
- ใจร้อน ตัดสินใจตามอารมณ์ง่าย
- พอร์ตต่ำกว่า $240 ซึ่งจะคุม Risk ไม่ได้ตามที่คำนวณไว้
- ใช้โบรกที่ Spread EUR/USD เฉลี่ยเกิน 1.5 pips เป็นประจำ
ถ้าข้อใดข้อหนึ่งตรงกับคุณ การเทรด Swing บน H4 หรือ D1 จะให้ผลลัพธ์ดีกว่ามาก เพราะต้นทุนต่อไม้เป็นสัดส่วนที่เล็กกว่าหลายเท่า และไม่ต้องเฝ้าจอ
7 สิ่งที่ควรจำ
- ต้นทุนคือศัตรูอันดับหนึ่งของ Scalping ไม่ใช่การอ่านกราฟผิด
- Stop ที่แคบเกินไปทำให้ Win Rate ที่ต้องการพุ่งขึ้นแบบทวีคูณ
- ห้าม Stop ต่ำกว่า 12 pips — ตัวเลขไม่ใช่ความรู้สึก
- ตัวกรองเทรนด์บน Timeframe ใหญ่สำคัญกว่าสัญญาณเข้า
- กฎ No Trade มีค่ามากกว่ากฎ Entry
- จำนวนไม้ต่อวันต้องจำกัด เพราะ Scalping ขยายผลของอารมณ์ได้เร็วที่สุด
- Backtest 100 ไม้ก่อนเสมอ ถ้า Win Rate ไม่ถึง 36% อย่าเทรดจริง
สรุป
Scalping ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ง่ายกว่ารูปแบบอื่น มันเพียงให้ผลลัพธ์เร็วกว่า ทั้งในทางบวกและทางลบ
สิ่งที่ทำให้ Scalper ส่วนใหญ่ขาดทุนไม่ใช่การอ่านกราฟไม่เป็น แต่เป็นการเลือกระยะ Stop ที่สั้นเกินไปจนต้นทุนกลืนกำไร และการเทรดถี่เกินไปจนความผิดพลาดสะสมเร็วกว่าที่ Edge จะทำงาน
กลยุทธ์ในบทความนี้จึงไม่ได้พยายามทำให้เร็วที่สุดหรือจับทุกจังหวะ แต่ออกแบบให้ ต้นทุนอยู่ในสัดส่วนที่ระบบยังมีโอกาสรอด และมีกฎหยุดที่บังคับใช้ได้จริง
“Scalping ที่รอดไม่ใช่ Scalping ที่เร็วที่สุด แต่คือ Scalping ที่ต้นทุนต่อไม้เล็กพอที่ Edge จะทำงานได้”
❓ FAQ
Scalping ใช้ทุนเท่าไหร่ถึงจะพอ?
สำหรับกลยุทธ์นี้ที่ Risk 0.5% และ Stop 15 pips ทุนขั้นต่ำคือประมาณ $300 ต่ำกว่านั้นจะคุมความเสี่ยงไม่ได้เพราะติดข้อจำกัด Lot ขั้นต่ำ 0.01
Scalping ควรตั้ง TP กี่ pips?
ไม่ควรกำหนดเป็นตัวเลขตายตัว แต่ควรกำหนดเป็นสัดส่วนของ Stop กลยุทธ์นี้ใช้ 2R ซึ่งเมื่อ Stop อยู่ที่ 12–25 pips จะได้ TP ประมาณ 24–50 pips
ทำไมถึงห้าม Scalp ที่ 5 pips?
เพราะ Spread 1 pip คิดเป็น 20% ของเป้า ทำให้ต้องมี Win Rate สูงกว่าจุดคุ้มทุนถึง 6.7 จุด และต้นทุนสะสมอาจสูงถึง 20% ของพอร์ตต่อเดือนที่ 200 ไม้
Scalping ใช้ Indicator อะไรดีที่สุด?
ไม่มี Indicator ใดที่ดีที่สุด กลยุทธ์นี้ใช้เพียง EMA 50 และ EMA 20 ซึ่งเพียงพอ การเพิ่ม Indicator ไม่ได้เพิ่ม Edge แต่เพิ่มความลังเลในการตัดสินใจ
Scalping ต้องใช้ Leverage สูงไหม?
ไม่จำเป็น Leverage กำหนดแค่ว่าต้องวาง Margin เท่าไร ส่วนความเสี่ยงจริงถูกกำหนดโดย Lot คูณระยะ Stop ซึ่งไม่เกี่ยวกับ Leverage
เทรดกี่ไม้ต่อวันถึงจะเหมาะ?
กลยุทธ์นี้กำหนดไว้ที่ 3 ไม้ ซึ่งมาจากการคำนวณต้นทุนสะสม การเทรดมากกว่านี้ทำให้ต้นทุนต่อเดือนสูงจนต้องการ Edge ที่มากขึ้นตาม
เจอ Losing Streak 5 ไม้ควรหยุดไหม?
กฎ Daily Loss Limit -1.5% จะบังคับให้หยุดก่อนถึงจุดนั้นอยู่แล้ว และ 5 ไม้ติดที่ Win Rate 40% เป็นเรื่องปกติทางสถิติ ไม่ใช่สัญญาณว่าระบบเสีย — ดู บทเรียนที่ 56: Drawdown
ควรใช้บัญชีแบบไหน?
บัญชีที่มี Spread ต่ำมีความสำคัญมากกับ Scalping ควรเปรียบเทียบ ต้นทุนรวม ไม่ใช่ดู Spread อย่างเดียว เพราะบัญชีที่มี Commission อาจถูกกว่าบัญชีที่ Spread กว้างแต่ไม่มี Commission — ดู บทเรียนที่ 2: โบรกเกอร์ Forex คืออะไร
Share This Story, Choose Your Platform!
ตัวบ่งชี้ทางเทคนิค (Technical indicators) เป็นเครื่องมื […]
การมองหากลยุทธ์ Forex ที่เหมาะสมกับตนเองเป็นขั้นตอนที่ส […]



