🟠 LEVEL 4: CALCULATION & VALUE | บทเรียนที่ 12 จาก 17 | บทความที่ 1 จาก 1
สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านทั้งบท
- การประเมินมีสามขั้น คือหาว่าต้องทำกี่ล็อต หาต้นทุนต่อล็อต แล้วคูณกัน
- ต้นทุนการเทรดมีสี่ก้อน คือ Spread, Commission, Swap และส่วนต่างราคาที่ได้จริง
- สามก้อนแรกประมาณการล่วงหน้าได้ ส่วนก้อนสุดท้ายทำได้เพียงเผื่อไว้
- บัญชีที่โฆษณาสเปรดเริ่มต้น 0 ไม่ได้แปลว่าต้นทุนเป็นศูนย์ เพราะต้นทุนอาจย้ายไปอยู่ที่ค่าคอมมิชชั่นแทน
- Cost to Unlock คือปริมาณที่ต้องทำ คูณด้วยต้นทุนต่อล็อตของคุณเอง
- ตัวเลขนี้ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจรับโบนัส ไม่ใช่หลังจากเริ่มทำเงื่อนไขไปแล้ว
🎯 เมื่อเรียนบทเรียนนี้จบ คุณจะเข้าใจ
- วิธีแปลงอัตราส่วนในเอกสารเป็นจำนวนล็อตที่ต้องทำ
- ต้นทุนการเทรดสี่ก้อน และก้อนไหนที่รู้ล่วงหน้าได้ ก้อนไหนที่รู้ไม่ได้
- วิธีแปลง Spread เป็นจำนวนเงินต่อล็อต
- วิธีอ่าน Commission จากอัตราและฐานการคำนวณที่เอกสารระบุ แล้วแปลงเป็นต่อล็อต
- ทำไมบัญชีสเปรดต่ำกว่าอาจไม่ได้ถูกกว่า
- ทำไม Swap ไม่ใช่ต้นทุนคงที่ และบางครั้งเป็นรายรับ
- ทำไมส่วนต่างราคาที่ได้จริงคำนวณล่วงหน้าไม่ได้ แต่ต้องเผื่อไว้
- วิธีคำนวณ Cost to Unlock จาก Lot Requirement ของโปรแกรมที่คุณพิจารณา
- สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ และสิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
สำหรับมือใหม่
หลังอ่านบทเรียนนี้ คุณควรตอบได้ว่า:
“การทำเงื่อนไขโบนัสให้ครบ จะมีต้นทุนประมาณเท่าไร?”
สำหรับ Trader ที่มีประสบการณ์
ใช้บทเรียนนี้เป็นกรอบในการแยก:
Required Lots → Spread + Commission + Swap + Slippage → Cost per Lot → Cost to Unlock
สมมติคุณเจอโปรโมชั่นที่กำหนดให้เทรดให้ครบจำนวนหนึ่งก่อนจะได้สิทธิ์บางอย่าง
คำถามแรกที่ตามมาคือ “ต้องเทรดกี่ล็อต”
แต่คำถามที่ตัดสินว่าคุ้มหรือไม่คือคำถามถัดไป
“การเทรดปริมาณเท่านั้น มีต้นทุนเท่าไร?”
บทเรียนนี้ตอบคำถามที่สอง
ที่มาของตัวอย่าง: ตัวเลขในบทเรียนนี้ยกมาจากหน้าข้อมูลค่าธรรมเนียมและประเภทบัญชีทางการที่เปิดอ่านได้สาธารณะ เพื่อแสดงวิธีอ่านโครงสร้างต้นทุน ไม่ใช่การรับรอง จัดอันดับ หรือแนะนำให้เปิดบัญชีกับรายใด
ขั้นที่ 1 — หาว่าต้องทำกี่ล็อต
ก่อนคำนวณต้นทุน ต้องรู้ก่อนว่าต้องทำปริมาณเท่าไร
เอกสารของบางโปรแกรมไม่บอกจำนวนล็อตตรง ๆ แต่บอกเป็นอัตราส่วนระหว่างโบนัสกับปริมาณ ซึ่งแปลงเป็นจำนวนล็อตได้ทันที
Required Lots = โบนัสที่ได้รับ ÷ โบนัสต่อหนึ่งล็อตตามที่เอกสารกำหนด
ตัวอย่าง สมมติเอกสารกำหนดว่าต้องเทรด 1 ล็อตต่อโบนัสทุก 5 ดอลลาร์ และผู้ใช้ได้รับโบนัส 500 ดอลลาร์
Required Lots = 500 ÷ 5 = 100 ล็อต
อัตราส่วนและยอดโบนัสในตัวอย่างนี้เป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขจากผู้ให้บริการรายใด
บทเรียนนี้ไม่ย้อนไปสอนวิธีอ่านเงื่อนไขซ้ำ เรื่องหน่วยวัดอย่าง Lot, Trading Volume, Turnover และ Round Turn รวมถึงคำสั่งแบบใดที่นับหรือไม่นับ เรียนไปแล้วในบทเรียนที่ 9 ขั้นตอนนี้จึงเป็นเพียงการนำตัวเลขที่อ่านได้มาแปลงเป็นจำนวนล็อต แล้วเดินหน้าสู่การคำนวณต้นทุนทันที
วิธีอ่านเงื่อนไขและหน่วยวัดอยู่ใน บทเรียนที่ 9
ขั้นที่ 2 — ต้นทุนการเทรดมีสี่ก้อน
ก่อนคำนวณอะไร ต้องรู้ก่อนว่าเงินไหลออกทางไหนบ้าง

| ก้อนต้นทุน | เกิดขึ้นตอนไหนและอย่างไร | ประมาณการล่วงหน้าได้แค่ไหน |
|---|---|---|
| Spread | สะท้อนในส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของคำสั่ง | ประมาณการได้จากค่าที่ผู้ให้บริการประกาศ แต่เปลี่ยนตามสภาพตลาด |
| Commission | ตามที่ประเภทบัญชีกำหนด | มักประมาณการได้ค่อนข้างชัด หากผู้ให้บริการระบุอัตราและฐานการคำนวณไว้แน่นอน |
| Swap | เมื่อถือคำสั่งข้ามคืน | ขึ้นกับทิศทางที่ถือและจำนวนคืน บางกรณีเป็นรายรับ ไม่ใช่รายจ่าย |
| ส่วนต่างราคาที่ได้จริง | เมื่อราคาที่ได้ต่างจากที่ตั้งใจ | คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ ทำได้เพียงเผื่อไว้ |
ANALYSIS — การแยกตามความแน่นอนสำคัญกว่าการแยกตามชื่อ เพราะตัวเลขที่คำนวณได้จะแม่นเท่ากับก้อนที่แม่นน้อยที่สุดในนั้น การคำนวณต้นทุนจึงควรจบด้วยช่วงตัวเลข ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
Spread แปลงเป็นเงินได้อย่างไร
สเปรดเป็นก้อนที่คนเห็นบ่อยที่สุด แต่แปลงเป็นเงินไม่ค่อยเป็น
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมการเทรดของ XMTrading ซึ่งให้บริการโดย Tradexfin Limited (FSA เซเชลส์ ใบอนุญาต SD010) และ Fintrade Limited (FSC มอริเชียส ใบอนุญาต GB20025835) อธิบายว่าสเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายของตราสาร ซึ่งเป็นต้นทุนในการเทรด
หน้าเดียวกันยกตัวอย่างว่า หากคู่เงิน EUR/USD มีราคาซื้อที่ 1.10000 และราคาขายที่ 1.10020 ส่วนต่างจะเป็น 0.00020 หรือเท่ากับ 2 pip
แปลง pip เป็นเงิน
หนึ่งล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วย ของสกุลเงินฐาน ส่วนขนาดของหนึ่ง pip ดูได้จากตัวอย่างของหน้าทางการเอง ซึ่งระบุว่าส่วนต่าง 0.00020 เท่ากับ 2 pip จึงหมายความว่า หนึ่ง pip ของคู่กลุ่มนี้เท่ากับ 0.0001 แม้ราคาจะแสดงทศนิยมห้าตำแหน่งก็ตาม
ดังนั้นสำหรับคู่ที่สกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์ 100,000 × 0.0001 = 10 ดอลลาร์ต่อ 1 pip ต่อ 1 ล็อต
สเปรด 1 pip จึงมีต้นทุนประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต และสเปรด 2 pip ประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อล็อต
⚠️ ข้อจำกัดของการคำนวณนี้ ตัวเลข 10 ดอลลาร์ต่อ pip ใช้ได้กับคู่เงินที่สกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์เท่านั้น คู่อื่นและสินทรัพย์อื่นต้องแปลงค่าก่อน และสเปรดที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง
พื้นฐานเรื่องหน่วยล็อตอยู่ที่ Lot คืออะไร และเรื่องสเปรดอยู่ที่ Spread คืออะไร
Commission อ่านอย่างไรให้ได้ต้นทุนต่อล็อต
ค่าคอมมิชชั่นเป็นก้อนที่คำนวณได้ชัดเจน เมื่อเอกสารระบุทั้งอัตราและฐานการคำนวณไว้ ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการอาจใช้ฐานต่างกัน
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมของ XMTrading ระบุว่าไม่มีค่าคอมมิชชั่นบนบัญชี KIWAMI บัญชี Micro และบัญชี Standard
และระบุในหัวข้อคำถามที่พบบ่อยว่าค่าคอมมิชชั่นสำหรับบัญชี Zero คือ 10 ดอลลาร์ ต่อมูลค่าซื้อขาย 100,000 ดอลลาร์
หน้าเดียวกันระบุว่าบน MT4 ค่าคอมมิชชั่นจะถูกหักระหว่างการเปิดธุรกรรมสำหรับสองการดำเนินการพร้อมกัน คือทั้งการเปิดและการปิด ส่วนบน MT5 จะถูกหักทั้งตอนเปิดและตอนปิดธุรกรรม
ANALYSIS — อัตรานี้คิดจากมูลค่าซื้อขายเป็นดอลลาร์ ไม่ใช่จากจำนวนล็อต จึงต้องแปลงมูลค่าตามสัญญาของหนึ่งล็อตให้เป็นดอลลาร์ก่อน
แปลงค่าคอมมิชชั่นเป็นต่อล็อต
ใช้คู่ EUR/USD ตามตัวอย่างในหน้าทางการ ซึ่งระบุราคาไว้ที่ประมาณ 1.1000
มูลค่าตามสัญญาของ 1 ล็อต = 100,000 × 1.1000 = 110,000 ดอลลาร์
ค่าคอมมิชชั่น = 110,000 ÷ 100,000 × 10 = 11 ดอลลาร์ต่อล็อต
ราคา 1.1000 เป็นราคาตัวอย่างที่ปรากฏบนหน้าทางการ ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน เมื่อราคาเปลี่ยน มูลค่าตามสัญญาและค่าคอมมิชชั่นต่อล็อตจะเปลี่ยนตามสัดส่วน
⚠️ สองก้อนนี้ใช้ฐานคิดคนละแบบ
สเปรด คิดจากจำนวนหน่วยของสกุลเงินฐาน จึงได้ 10 ดอลลาร์ต่อ pip เมื่อสกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์
ค่าคอมมิชชั่น คิดจากมูลค่าซื้อขายเป็นดอลลาร์ จึงเปลี่ยนตามราคาของคู่นั้น
เมื่อคำนวณต้นทุนรวม ต้องแปลงทั้งสองก้อนเป็นดอลลาร์บนคู่เดียวกันก่อนเสมอ ไม่เช่นนั้นจะนำตัวเลขที่คิดจากคนละฐานมาบวกกัน
สิ่งที่ต้องตรวจเพิ่มคือจังหวะการหักที่ต่างกันระหว่างสองแพลตฟอร์ม ซึ่งกระทบว่ายอดถูกหักครั้งเดียวหรือสองครั้ง จึงควรดูรายการที่หักจริงในบัญชีของตัวเองหลังเทรดสองสามคำสั่ง แทนการอนุมาน
รายละเอียดเรื่องค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ Commission คืออะไร
สเปรดเริ่มต้น 0 ไม่ได้แปลว่าต้นทุนเป็นศูนย์
นี่คือจุดที่ตัวเลขโฆษณาทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายที่สุด
FACT — หน้าประเภทบัญชีของ XMTrading ระบุสเปรดเริ่มต้นไว้ต่างกันตามบัญชี คือ บัญชี Standard และ Micro เริ่มต้นที่ 1 pip · บัญชี KIWAMI เริ่มต้นที่ 0.6 pip · บัญชี Zero เริ่มต้นที่ 0 pip
โดยบัญชี Zero เป็นบัญชีเดียวในสี่บัญชีนี้ที่มีค่าคอมมิชชั่น

⚠️ อ่านตัวเลขสองตัวนี้ให้ถูกความหมาย
ทั้งสองตัวเลขเป็นก้อนต้นทุนคนละก้อน และคำนวณที่ค่าสเปรดต่ำสุดที่ประกาศไว้เท่านั้น
ตัวเลข 10 คือก้อนสเปรดของบัญชีที่ประกาศสเปรดเริ่มต้น 1 pip ส่วนตัวเลข 11 คือก้อนค่าคอมมิชชั่นของบัญชีที่ประกาศสเปรดเริ่มต้น 0 pip
คำว่าเริ่มต้นแปลว่าค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง ในทางปฏิบัติบัญชีที่ประกาศสเปรดเริ่มต้น 0 pip ก็มีสเปรดมากกว่า 0 ได้ ซึ่งจะบวกเพิ่มจาก 11
จึงไม่ใช่การเทียบต้นทุนรวมที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการเทียบที่พื้นต่ำสุดของทั้งสองโครงสร้างเพื่อให้เห็นว่าต้นทุนย้ายไปอยู่คนละก้อน
ANALYSIS — สิ่งที่การเทียบนี้บอกได้คือ ต้นทุนไม่ได้หายไปเมื่อสเปรดเริ่มต้นเป็น 0 แต่ย้ายไปอยู่ที่ค่าคอมมิชชั่นแทน
ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขสเปรดที่เห็น แต่อยู่ที่ต้นทุนถูกเก็บคนละทาง บัญชีหนึ่งเก็บผ่านสเปรด อีกบัญชีเก็บผ่านค่าคอมมิชชั่น
สิ่งที่ตัดสินว่าบัญชีไหนถูกกว่าสำหรับคุณจริง ๆ คือสเปรดที่ได้จริงในเวลาที่คุณเทรด ซึ่งเป็นค่าที่ต้องเก็บจากบัญชีตัวเอง ไม่ใช่จากหน้าโฆษณา
⚠️ อย่าเลือกบัญชีจากตัวเลขเดียว ค่าที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยและไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง การเทียบที่มีความหมายต้องเทียบต้นทุนรวมของทั้งสองก้อนในสินทรัพย์และช่วงเวลาที่คุณเทรดจริง
Swap ไม่ใช่ต้นทุนคงที่
ก้อนนี้ต่างจากสองก้อนแรกตรงที่บางครั้งเป็นรายรับ
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมของ XMTrading ระบุว่าผู้ใช้จะได้รับหรือถูกเรียกเก็บสวอปสำหรับทุกฐานะสัญญาที่เปิดค้างคืนไว้ ในบัญชีบางประเภท และระบุว่าบัญชี KIWAMI สามารถซื้อขายตราสารบางประเภทได้โดยไม่มีค่าสวอป
หน้าเดียวกันให้สูตรของฟอเร็กซ์และสปอตโลหะมีค่าไว้ว่า อัตราสวอป เท่ากับ ขนาดของการซื้อขาย คูณด้วย อัตราของวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไป หักด้วยส่วนเพิ่มของบริษัท
และยกตัวอย่างว่า หากเทรด USDJPY โดยอัตราอยู่ที่ บวก 0.5% สำหรับฐานะซื้อ และ ลบ 1.5% สำหรับฐานะขาย
ANALYSIS — เมื่อนำอัตราทั้งสองไปแทนในสูตรของหน้าทางการ จะได้ว่าผู้ที่ถือฐานะซื้อข้ามคืนได้รับ 0.5% หักส่วนเพิ่ม ส่วนผู้ที่ถือฐานะขายถูกเรียกเก็บ 1.5% บวกส่วนเพิ่ม ซึ่งเป็นการคำนวณต่อจากสูตร ไม่ใช่ถ้อยคำที่หน้าทางการระบุไว้เอง
ตัวอย่างนี้แสดงสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรก ทิศทางที่ถือเปลี่ยนผลลัพธ์ คู่เดียวกันในวันเดียวกัน ฝั่งหนึ่งได้รับ อีกฝั่งถูกเรียกเก็บ
เรื่องที่สอง สวอปผูกกับจำนวนคืนที่ถือ การเทรดที่ปิดภายในวันจึงไม่มีต้นทุนก้อนนี้ ขณะที่การถือยาวหลายคืนอาจกลายเป็นก้อนที่ใหญ่กว่าสเปรด
เมื่อคำนวณต้นทุนเพื่อประเมินโปรโมชั่น จึงต้องคิดจากรูปแบบการเทรดของตัวเอง ไม่ใช่คิดว่าทุกคำสั่งมีสวอปเท่ากัน
ส่วนต่างราคาที่ได้จริง
ก้อนสุดท้ายคือก้อนที่ประมาณการล่วงหน้าได้ยากที่สุด
เมื่อส่งคำสั่ง ราคาที่ได้จริงอาจต่างจากราคาที่เห็นตอนกด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเร็ว
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมของ XMTrading ระบุว่าคำสั่งจะถูกดำเนินการส่งทันทีโดยไม่มีการแจ้งราคาใหม่ และระบุว่า99% ของคำสั่งดำเนินการภายในเวลาไม่เกิน 100 มิลลิวินาที
ANALYSIS — ความเร็วในการส่งคำสั่งช่วยลดโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไประหว่างรอ แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาที่ได้จะเท่ากับราคาที่เห็นเสมอ
ในการคำนวณต้นทุนเพื่อประเมินโปรโมชั่น วิธีที่ปลอดภัยคือเผื่อก้อนนี้ไว้เป็นส่วนเพิ่มของช่วงตัวเลข แทนการใส่เป็นตัวเลขตายตัว
รวมทุกก้อนเป็นต้นทุนต่อล็อต
เมื่อประเมินแต่ละก้อนแล้ว ให้รวมเฉพาะก้อนที่คำนวณเป็นตัวเลขได้ เป็นค่าเดียวที่ใช้ต่อได้
ต้นทุนต่อล็อต = ต้นทุนจากสเปรด + ค่าคอมมิชชั่น + สวอปที่คาดว่าจะเกิด
ทำไมสูตรมีเพียงสามก้อน เพราะก้อนที่สี่คือส่วนต่างราคาที่ได้จริง คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ จึงไม่ใส่เป็นตัวเลขในสูตร แต่เผื่อไว้เป็นส่วนเพิ่มของช่วงตัวเลขที่ได้แทน
ตัวอย่างการคำนวณ
ใช้คู่ EUR/USD ตลอดตัวอย่าง เพื่อให้ทุกก้อนอยู่ในหน่วยดอลลาร์เหมือนกัน และปิดคำสั่งภายในวันจึงไม่มีสวอป
บัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่น หากสเปรดที่ได้จริงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 pip ต้นทุนต่อล็อตประมาณ 1.5 × 10 = 15 ดอลลาร์
บัญชีที่มีค่าคอมมิชชั่น หากสเปรดที่ได้จริงเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3 pip ต้นทุนต่อล็อตประมาณ 11 + 3 = 14 ดอลลาร์
ค่าสเปรดที่ได้จริงทั้งสองค่าเป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขจากหน้าทางการ ส่วนค่าคอมมิชชั่น 11 ดอลลาร์ต่อล็อตมาจากการแปลงอัตราในหน้าทางการที่ราคาตัวอย่าง 1.1000
ขั้นที่ 3 — Cost to Unlock ต้นทุนในการทำเงื่อนไขให้ครบ
เมื่อรู้ปริมาณที่ต้องทำจากขั้นที่ 1 และต้นทุนต่อล็อตจากขั้นที่ 2 แล้ว ที่เหลือเป็นการคูณ
Cost to Unlock = Lot Requirement × ต้นทุนต่อล็อต
| ปริมาณที่ต้องทำ | ต้นทุน 14 ต่อล็อต | ต้นทุน 15 ต่อล็อต |
|---|---|---|
| 0.5 ล็อต | 7.00 | 7.50 |
| 10 ล็อต | 140 | 150 |
| 100 ล็อต | 1,400 | 1,500 |
เดินตัวอย่างจากขั้นที่ 1 ให้จบเส้นทาง
โบนัสที่ได้รับ 500 ดอลลาร์ → ปริมาณที่ต้องทำ 100 ล็อต
หากต้นทุนต่อล็อตอยู่ที่ 14 ดอลลาร์ Cost to Unlock = 100 × 14 = 1,400 ดอลลาร์
หากต้นทุนต่อล็อตอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ Cost to Unlock = 100 × 15 = 1,500 ดอลลาร์
⚠️ ตัวเลขนี้บอกอะไร
ในตัวอย่างนี้ ต้นทุนในการทำเงื่อนไขให้ครบสูงกว่ามูลค่าโบนัสที่ได้รับ
นี่คือเหตุผลที่ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่คำนวณหลังจากเริ่มทำเงื่อนไขไปแล้ว
ส่วนคำถามว่าโบนัสก้อนนั้นคุ้มหรือไม่เมื่อรวมทุกปัจจัย เป็นหน้าที่ของบทเรียนที่ 13 ซึ่งจะนำตัวเลขนี้ไปวางข้างมูลค่าที่ใช้ได้จริงและมูลค่าที่ถอนได้จริง
⚠️ เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ได้จริง
เมื่อได้ Cost to Unlock แล้ว ให้วางไว้ข้างสิ่งที่โปรแกรมนั้นให้
ถ้าต้นทุนในการทำเงื่อนไขสูงกว่ามูลค่าที่จะได้รับ การไล่ทำเงื่อนไขจนครบก็ไม่ได้ทำให้ได้เปรียบด้านต้นทุน
และตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกำไรขาดทุนจากตลาด ซึ่งเป็นความเสี่ยงอีกชั้นที่โปรโมชั่นไม่ได้ชดเชยให้
ANALYSIS — ตารางข้างต้นแสดงว่าความต่างของต้นทุนต่อล็อตเพียงเล็กน้อย จะถูกขยายด้วยปริมาณที่ต้องทำ ส่วนต่าง 1 ดอลลาร์ต่อล็อตกลายเป็น 100 ดอลลาร์เมื่อต้องทำ 100 ล็อต ยิ่งเงื่อนไขกำหนดปริมาณสูง การเลือกโครงสร้างต้นทุนยิ่งมีผลมาก
เงินคืนเป็นส่วนลดของต้นทุน ไม่ใช่รายได้
บางโปรแกรมคืนต้นทุนบางส่วนกลับมา ซึ่งควรนำมาหักในการคำนวณ
ANALYSIS — เมื่อมีเงินคืน สูตรจะเปลี่ยนเป็น ต้นทุนสุทธิต่อล็อต เท่ากับ ต้นทุนต่อล็อต หักด้วย เงินคืนต่อล็อต
แต่ต้องระวังสองเรื่องก่อนนำเงินคืนมาหัก คือ โปรแกรมเงินคืนอาจมีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องทำถึงก่อนจึงจะได้รับ และ อาจนับเฉพาะสินทรัพย์บางกลุ่ม ปริมาณที่ทำนอกรายการจึงอาจไม่ได้รับเงินคืน
เงื่อนไขทั้งสองอย่างต้องอ่านจากเอกสารของโปรแกรมที่คุณใช้จริง และรายละเอียดวิธีคำนวณอยู่ในบทเรียนที่ 6
วิธีคำนวณเงินคืนอย่างละเอียดอยู่ใน บทเรียนที่ 6
สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ
การคำนวณจะใช้งานได้จริงก็ต่อเมื่อใช้ตัวเลขของบัญชีตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขจากหน้าโฆษณา
- สเปรดที่ได้จริงของคุณ — จากประวัติบัญชี ไม่ใช่จากค่าเริ่มต้นที่ประกาศ
- ค่าคอมมิชชั่นตามประเภทบัญชี — และหักเมื่อไร ตอนเปิด ตอนปิด หรือทั้งสองจังหวะ
- รูปแบบการถือคำสั่งของคุณ — ปิดภายในวันหรือถือข้ามคืน เพื่อประเมินสวอป
- สินทรัพย์ที่คุณเทรดเป็นหลัก — เพราะมูลค่าต่อ pip ต่างกัน
- เงื่อนไขปริมาณของโปรแกรม — ทั้งอัตราส่วนที่เอกสารกำหนดและหน่วยที่ใช้ เพื่อแปลงเป็นจำนวนล็อตที่ต้องทำ
- เงินคืนที่จะได้รับ ถ้ามี — พร้อมเกณฑ์ขั้นต่ำและสินทรัพย์ที่นับ
- มูลค่าที่โปรแกรมนั้นให้จริง — เพื่อนำมาวางข้าง Cost to Unlock
สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
เพื่อไม่ให้บทเรียนนี้สร้างความมั่นใจเกินจริง มีสี่อย่างที่การคำนวณตอบไม่ได้
| สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ | เหตุผล |
|---|---|
| สเปรดที่จะได้ในแต่ละคำสั่ง | เปลี่ยนตามสภาพตลาดและช่วงเวลา ค่าที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น |
| ส่วนต่างราคาที่ได้จริง | ขึ้นกับสภาพตลาดในวินาทีที่ส่งคำสั่ง |
| จำนวนคืนที่จะถือคำสั่ง | ขึ้นกับแผนการเทรดและสภาพตลาด จึงประเมินสวอปได้เป็นช่วง |
| ผลกำไรขาดทุนจากตลาด | การคำนวณต้นทุนบอกได้เพียงว่าจ่ายเท่าไร ไม่ได้บอกว่าจะได้หรือเสีย |
สิ่งที่มักเข้าใจผิด
❌ “บัญชีสเปรด 0 คือบัญชีที่ถูกที่สุด”ไม่จำเป็น ในตัวอย่างที่ยกมา บัญชีที่มีสเปรดเริ่มต้น 0 เป็นบัญชีเดียวที่มีค่าคอมมิชชั่น ต้นทุนจึงย้ายไปอยู่อีกก้อนหนึ่ง
❌ “ดูสเปรดที่ประกาศก็พอ”ไม่พอ ค่าที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยและไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง ต้องเก็บค่าที่ได้จริงจากบัญชีตัวเอง
❌ “สวอปเป็นต้นทุนเสมอ”ไม่ใช่ ในตัวอย่างที่ยกมา ฝั่งหนึ่งได้รับ อีกฝั่งถูกเรียกเก็บ ขึ้นอยู่กับทิศทางที่ถือ
❌ “คำนวณต้นทุนได้แล้วก็รู้ผลลัพธ์”ไม่ใช่ การคำนวณต้นทุนบอกได้เพียงว่าจ่ายเท่าไร ไม่ได้บอกว่าการเทรดจะได้หรือเสีย
❌ “ต้นทุนต่อล็อตต่างกันนิดเดียวไม่สำคัญ”สำคัญ เพราะถูกคูณด้วยปริมาณที่ต้องทำ ส่วนต่าง 1 ดอลลาร์ต่อล็อตกลายเป็น 100 ดอลลาร์เมื่อต้องทำ 100 ล็อต
❌ “มีเงินคืนแล้วต้นทุนหายไป”ไม่ใช่ เงินคืนเป็นส่วนลดของต้นทุน และมักมีเกณฑ์ขั้นต่ำกับข้อจำกัดเรื่องสินทรัพย์ที่นับ
⛔ บทเรียนนี้ไม่ครอบคลุมอะไร
บทเรียนนี้เน้นการคำนวณต้นทุนและ Cost to Unlock ส่วนหัวข้อต่อไปนี้มีบทเฉพาะ:
| หัวข้อ | เรียนต่อที่ |
|---|---|
| เงื่อนไขปริมาณและการอ่านหน่วยในเอกสาร | บทเรียนที่ 9: Trading Requirement |
| คำสั่งแบบใดนับหรือไม่นับ | บทเรียนที่ 9: Qualifying Trades |
| การคำนวณเงินคืนอย่างละเอียด | บทเรียนที่ 6: วิธีคำนวณ Rebate |
| การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของโบนัส | บทเรียนที่ 13: Real Economic Value |
| Broker, Legal Entity และการกำกับดูแล | บทเรียนที่ 15: Broker และ Legal Entity |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้นทุนการเทรดมีอะไรบ้าง?มีสี่ก้อนหลักคือ Spread, Commission, Swap และส่วนต่างราคาที่ได้จริง โดยสามก้อนแรกประมาณการล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง ส่วนก้อนสุดท้ายทำได้เพียงเผื่อไว้
สเปรด 1 pip คิดเป็นเงินเท่าไร?สำหรับคู่เงินที่สกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์และเทรด 1 ล็อตมาตรฐาน จะประมาณ 10 ดอลลาร์ เพราะ 100,000 หน่วยคูณด้วย 0.0001 เท่ากับ 10 ส่วนคู่อื่นและสินทรัพย์อื่นต้องแปลงค่าก่อน
บัญชีสเปรด 0 ถูกกว่าจริงไหม?ไม่จำเป็น ในตัวอย่างที่ยกมา บัญชีที่มีสเปรดเริ่มต้น 0 เป็นบัญชีเดียวที่มีค่าคอมมิชชั่น เมื่อเทียบที่ค่าสเปรดต่ำสุดที่ประกาศ ก้อนสเปรดของบัญชีหนึ่งกับก้อนค่าคอมมิชชั่นของอีกบัญชีอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่นั่นยังไม่ใช่ต้นทุนรวมที่เกิดขึ้นจริง เพราะสเปรดที่ได้จริงอาจสูงกว่าค่าเริ่มต้น
Swap คิดอย่างไร?ตามสูตรที่หน้าทางการระบุ คือขนาดของการซื้อขายคูณด้วยอัตราของวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไป หักด้วยส่วนเพิ่มของบริษัท โดยผลลัพธ์เป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับอัตราของคู่นั้นและทิศทางที่ถือ ตามที่หน้าทางการยกตัวอย่างไว้
ต้องทำกี่ล็อตคำนวณอย่างไร?นำโบนัสที่ได้รับหารด้วยโบนัสต่อหนึ่งล็อตตามที่เอกสารกำหนด เช่น โบนัส 500 ดอลลาร์ ที่อัตรา 1 ล็อตต่อ 5 ดอลลาร์ จะได้ 100 ล็อต ส่วนวิธีอ่านหน่วยและเงื่อนไขในเอกสารอยู่ในบทเรียนที่ 9
Cost to Unlock คำนวณอย่างไร?นำจำนวนล็อตที่ต้องทำคูณด้วยต้นทุนต่อล็อตของคุณเอง แล้วนำผลลัพธ์ไปวางข้างมูลค่าที่โปรแกรมนั้นให้จริง
มีเงินคืนแล้วคำนวณอย่างไร?หักเงินคืนต่อล็อตออกจากต้นทุนต่อล็อตก่อน แล้วจึงคูณด้วยปริมาณ แต่ต้องตรวจเกณฑ์ขั้นต่ำและสินทรัพย์ที่นับด้วย
คำนวณแล้วรู้เลยไหมว่าคุ้ม?รู้เพียงด้านต้นทุน การคำนวณนี้บอกว่าต้องจ่ายเท่าไรเพื่อทำเงื่อนไขให้ครบ แต่ไม่ได้บอกผลกำไรขาดทุนจากตลาดซึ่งเป็นความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่ง
สรุป
ต้นทุนการเทรดมีสี่ก้อน และตัวเลขที่คำนวณได้จะแม่นเท่ากับก้อนที่แม่นน้อยที่สุดในนั้น
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ:
สเปรดต่ำ ≠ ต้นทุนต่ำ · ค่าที่ประกาศ ≠ ค่าที่ได้จริง · รู้ต้นทุน ≠ รู้ผลลัพธ์
และวิธีที่ใช้ได้จริงคือสามขั้น หาว่าต้องทำกี่ล็อตจากอัตราส่วนในเอกสาร แปลงทุกก้อนเป็นต้นทุนต่อล็อต แล้วคูณกัน เพื่อให้ได้ตัวเลขที่วางข้างมูลค่าของโปรโมชั่นได้
📌 ตรวจความเข้าใจก่อนไปบทเรียนถัดไป
รายการนี้ใช้ตรวจว่าคุณเข้าใจแนวคิดของบทเรียนนี้แล้วหรือยัง ต่างจากรายการ 7 ข้อข้างบนซึ่งใช้รวบรวมข้อมูลก่อนคำนวณ
- ☐ แปลงอัตราส่วนในเอกสารเป็นจำนวนล็อตที่ต้องทำได้
- ☐ แยกต้นทุนสี่ก้อนและรู้ว่าก้อนไหนรู้ล่วงหน้าได้
- ☐ แปลง Spread เป็นจำนวนเงินต่อล็อตได้
- ☐ แปลง Commission จากอัตราและฐานการคำนวณที่เอกสารระบุเป็นต่อล็อตได้
- ☐ เข้าใจว่าสเปรดต่ำไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่ำ
- ☐ รู้ว่า Swap อาจเป็นรายรับหรือรายจ่ายตามทิศทางที่ถือ
- ☐ คำนวณ Cost to Unlock จาก Lot Requirement ได้
- ☐ รู้ว่าเงินคืนเป็นส่วนลดของต้นทุน ไม่ใช่รายได้
สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจำจากบทเรียนนี้:
คำนวณต้นทุนต่อล็อตของตัวเองก่อน แล้วคูณด้วยปริมาณที่เงื่อนไขกำหนด ถ้าตัวเลขที่ได้สูงกว่ามูลค่าที่โปรแกรมให้ การไล่ทำเงื่อนไขจนครบก็ไม่ได้ทำให้คุณได้เปรียบด้านต้นทุน
📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิง
- XMTrading — ค่าธรรมเนียมการเทรด ใช้เป็นแหล่งของนิยามสเปรดและตัวอย่าง EUR/USD การไม่มีค่าคอมมิชชั่นบนบัญชี KIWAMI, Micro และ Standard อัตราค่าคอมมิชชั่นของบัญชี Zero จังหวะการหักบน MT4 และ MT5 สูตรและตัวอย่างสวอป และข้อมูลความเร็วในการส่งคำสั่ง — xmtrading.com
- XMTrading — ประเภทบัญชี ใช้เป็นแหล่งของสเปรดเริ่มต้นตามประเภทบัญชี และข้อมูลนิติบุคคลผู้ให้บริการ Tradexfin Limited และ Fintrade Limited — xmtrading.com
- European Securities and Markets Authority (ESMA) — Product Intervention Analysis — Measures on Contracts for Differences (ESMA50-162-215) หัวข้อ Restriction on incentives — esma.europa.eu
ตัวเลขและเงื่อนไขที่ยกมาเป็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ทางการของผู้ให้บริการเฉพาะรายที่อ้างอิงไว้ ตรวจสอบข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ถึง 4 กันยายน 2569 และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรตรวจสอบหน้าฉบับปัจจุบันเสมอ ส่วนการแปลง pip เป็นจำนวนเงิน การแปลงอัตราค่าคอมมิชชั่นเป็นต่อล็อต ค่าสเปรดที่ได้จริงในตัวอย่าง และตาราง Cost to Unlock เป็นการคำนวณและสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่หน้าทางการระบุ
🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง
การซื้อขาย Forex, CFD และผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage มีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนได้
การคำนวณต้นทุนบอกได้เพียงว่าต้องจ่ายเท่าไร ไม่ได้บอกว่าการเทรดจะมีกำไรหรือไม่ และไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาด
ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือความถี่ของการซื้อขายเพื่อให้ทำเงื่อนไขได้เร็วขึ้น เพราะต้นทุนและความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน
ESMA ระบุในการวิเคราะห์มาตรการเกี่ยวกับ CFD ว่า Bonus และสิทธิประโยชน์ด้านการเทรดสามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยจากความเสี่ยงสูงของผลิตภัณฑ์ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อขาย โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทอาจกำหนดให้ฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายภายในช่วงเวลาที่กำหนด
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำการลงทุน คำแนะนำทางกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี
📚 บทเรียนถัดไป
บทเรียนที่ 13: Forex Bonus คุ้มไหม? วิธีประเมินมูลค่าที่แท้จริง
ตอนนี้คุณคำนวณได้แล้วว่าการทำเงื่อนไขให้ครบมีต้นทุนเท่าไร
คำถามสุดท้ายคือฝั่งตรงข้ามของสมการ:
“แล้วสิ่งที่ได้รับมีมูลค่าจริงเท่าไร?”
บทเรียนถัดไปจะรวมทุกอย่างที่เรียนมาเข้าด้วยกัน ตั้งแต่มูลค่าที่โฆษณา มูลค่าที่ใช้ได้จริง ต้นทุนในการปลดล็อก ไปจนถึงมูลค่าที่ถอนออกมาได้จริง
Share This Story, Choose Your Platform!
โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน



