เหลืออีก 5 บท
บทนี้ช่วยให้คุณ
- แยกสเปรด คอมมิชชัน สวอป และ Slippage
- คำนวณค่าคอมมิชชันรวมเปิด–ปิดโดยไม่คิดซ้ำ
- แปลงต้นทุนต่อหน่วยเป็นต้นทุนทำเงื่อนไข
- กำกับสมมติฐานและตรวจยอดจริงหลังเทรด
สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านทั้งบท
- บทนี้รับ Required Eligible Volume จากบทก่อนหน้า แล้วหาต้นทุนต่อล็อตเพื่อคำนวณ Estimated Trading Cost
- ต้นทุนการเทรดมีสี่ก้อน คือ Spread, Commission, Swap และส่วนต่างราคาที่ได้จริง
- สามก้อนแรกประมาณการล่วงหน้าได้ ส่วนก้อนสุดท้ายทำได้เพียงเผื่อไว้
- บัญชีที่โฆษณาสเปรดเริ่มต้น 0 ไม่ได้แปลว่าต้นทุนเป็นศูนย์ เพราะต้นทุนอาจย้ายไปอยู่ที่ค่าคอมมิชชั่นแทน
- Cost to Unlock คือปริมาณที่ต้องทำ คูณด้วยต้นทุนต่อล็อตของคุณเอง
- ตัวเลขนี้ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจรับโบนัส ไม่ใช่หลังจากเริ่มทำเงื่อนไขไปแล้ว
สำหรับมือใหม่
หลังอ่านบทเรียนนี้ คุณควรตอบได้ว่า:
“การทำเงื่อนไขโบนัสให้ครบ จะมีต้นทุนประมาณเท่าไร?”
สำหรับ Trader ที่มีประสบการณ์
ใช้บทเรียนนี้เป็นกรอบในการแยก:
Required Eligible Volume → Cost per Eligible Lot → Estimated Cost to Unlock → Unqualified-trade Overhead
สมมติคุณเจอโปรโมชั่นที่กำหนดให้เทรดให้ครบจำนวนหนึ่งก่อนจะได้สิทธิ์บางอย่าง
คำถามแรกที่ตามมาคือ “ต้องเทรดกี่ล็อต”
แต่คำถามที่ตัดสินว่าคุ้มหรือไม่คือคำถามถัดไป
“การเทรดปริมาณเท่านั้น มีต้นทุนเท่าไร?”
บทเรียนนี้ตอบคำถามที่สอง
ที่มาของตัวอย่าง: ตัวเลขในบทเรียนนี้ยกมาจากหน้าข้อมูลค่าธรรมเนียมและประเภทบัญชีทางการที่เปิดอ่านได้สาธารณะ เพื่อแสดงวิธีอ่านโครงสร้างต้นทุน ไม่ใช่การรับรอง จัดอันดับ หรือแนะนำให้เปิดบัญชีกับรายใด
ก่อนเริ่ม — ใช้ Required Eligible Volume จากบทเรียนที่ 9
บทเรียนนี้ไม่คำนวณใหม่ว่าต้องทำกี่ล็อต และไม่ตัดสินใหม่ว่า Trade ไหนนับ เพราะสองคำถามนั้นเป็นขอบเขตของบทเรียนที่ 9
ข้อมูลตั้งต้น ที่บทนี้ต้องการมีหนึ่งตัว
Required Eligible Volume = ปริมาณที่ Terms กำหนดว่าต้องทำให้ครบ โดยนับเฉพาะคำสั่งที่ผ่านเกณฑ์ของโปรแกรม
หาก Terms กำหนด 10 ล็อต แต่บางคำสั่งไม่เข้าเกณฑ์ที่โปรแกรมกำหนด สิ่งที่ต้องทำให้ครบยังคงเป็น10 Eligible Lots ไม่ใช่ 10 ล็อตที่เปิดไปทั้งหมด
วิธีอ่าน Required Volume อยู่ใน Trading Requirement และวิธีแยก Actual Volume ออกจาก Eligible Volume อยู่ใน Qualifying Trades
ขั้นที่ 1 — ต้นทุนการเทรดมีสี่ก้อน

ก่อนคำนวณอะไร ต้องรู้ก่อนว่าเงินไหลออกทางไหนบ้าง
ต้นทุนการเทรด 4 ส่วน
- สเปรด: ส่วนต่าง Bid/Ask คูณมูลค่าต่อหน่วยและขนาดคำสั่ง
- ค่าคอมมิชชัน: ตรวจอัตราและดูว่ารวมเปิด–ปิดแล้วหรือยัง
- สวอป: ตรวจฝั่งซื้อ/ขาย หน่วยอัตรา และรอบคิดค่าถือ อาจเป็นยอดรับหรือจ่าย
- Slippage: ส่วนต่างระหว่างราคาที่ขอกับราคาที่ได้จริง อาจเป็นคุณหรือเป็นโทษ
ค่าประมาณต้องกำกับสมมติฐาน และตรวจยอดจริงหลังเทรด ไม่ควรนับสเปรดหรือค่าคอมมิชชันซ้ำสองครั้ง
| ก้อนต้นทุน | เกิดขึ้นตอนไหนและอย่างไร | ประมาณการล่วงหน้าได้แค่ไหน |
|---|---|---|
| Spread | สะท้อนในส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของคำสั่ง | ประมาณการได้จากค่าที่ผู้ให้บริการประกาศ แต่เปลี่ยนตามสภาพตลาด |
| Commission | ตามที่ประเภทบัญชีกำหนด | มักประมาณการได้ค่อนข้างชัด หากผู้ให้บริการระบุอัตราและฐานการคำนวณไว้แน่นอน |
| Swap | เมื่อถือคำสั่งข้ามคืน | ขึ้นกับทิศทางที่ถือและจำนวนคืน บางกรณีเป็นรายรับ ไม่ใช่รายจ่าย |
| ส่วนต่างราคาที่ได้จริง | เมื่อราคาที่ได้ต่างจากที่ตั้งใจ | คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ ทำได้เพียงเผื่อไว้ |
ANALYSIS — การแยกตามความแน่นอนสำคัญกว่าการแยกตามชื่อ เพราะตัวเลขที่คำนวณได้จะแม่นเท่ากับก้อนที่แม่นน้อยที่สุดในนั้น การคำนวณต้นทุนจึงควรจบด้วยช่วงตัวเลข ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
Spread แปลงเป็นเงินได้อย่างไร
สเปรดเป็นก้อนที่คนเห็นบ่อยที่สุด แต่แปลงเป็นเงินไม่ค่อยเป็น
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมการเทรดของ XMTrading ซึ่งให้บริการโดย Tradexfin Limited (FSA เซเชลส์ ใบอนุญาต SD010) และ Fintrade Limited (FSC มอริเชียส ใบอนุญาต GB20025835) อธิบายว่าสเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายของตราสาร ซึ่งเป็นต้นทุนในการเทรด
ตัวอย่างส่วนต่างราคา EUR/USD: หากราคา Bid (ราคาที่ลูกค้าขายได้) อยู่ที่ 1.10000 และราคา Ask (ราคาที่ลูกค้าซื้อได้) อยู่ที่ 1.10020 ส่วนต่างจะเป็น 0.00020 หรือเท่ากับ 2 pip
แปลง pip เป็นเงิน
หนึ่งล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วย ของสกุลเงินฐาน ส่วนขนาดของหนึ่ง pip ดูได้จากตัวอย่างของหน้าทางการเอง ซึ่งระบุว่าส่วนต่าง 0.00020 เท่ากับ 2 pip จึงหมายความว่า หนึ่ง pip ของคู่กลุ่มนี้เท่ากับ 0.0001 แม้ราคาจะแสดงทศนิยมห้าตำแหน่งก็ตาม
ดังนั้นสำหรับคู่ที่สกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์ 100,000 × 0.0001 = 10 ดอลลาร์ต่อ 1 pip ต่อ 1 ล็อต
สเปรด 1 pip จึงมีต้นทุนประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต และสเปรด 2 pip ประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อล็อต
⚠️ ข้อจำกัดของการคำนวณนี้ ตัวเลข 10 ดอลลาร์ต่อ pip ใช้ได้กับคู่เงินที่สกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์เท่านั้น คู่อื่นและสินทรัพย์อื่นต้องแปลงค่าก่อน และสเปรดที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง
พื้นฐานเรื่องหน่วยล็อตอยู่ที่ Lot คืออะไร และเรื่องสเปรดอยู่ที่ Spread คืออะไร
Commission อ่านอย่างไรให้ได้ต้นทุนต่อล็อต
ค่าคอมมิชชั่นเป็นก้อนที่คำนวณได้ชัดเจน เมื่อเอกสารระบุทั้งอัตราและฐานการคำนวณไว้ ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการอาจใช้ฐานต่างกัน
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมของ XMTrading ระบุว่าไม่มีค่าคอมมิชชั่นบนบัญชี KIWAMI บัญชี Micro และบัญชี Standard
และระบุในหัวข้อคำถามที่พบบ่อยว่าค่าคอมมิชชันรวมเปิด–ปิดสำหรับบัญชี Zero คือ 10 ดอลลาร์ ต่อมูลค่าซื้อขาย 100,000 ดอลลาร์
หน้าเดียวกันระบุว่าบน MT4 ค่าคอมมิชชั่นจะถูกหักระหว่างการเปิดธุรกรรมสำหรับสองการดำเนินการพร้อมกัน คือทั้งการเปิดและการปิด ส่วนบน MT5 จะถูกหักทั้งตอนเปิดและตอนปิดธุรกรรม
ANALYSIS — อัตรานี้คิดจากมูลค่าซื้อขายเป็นดอลลาร์ ไม่ใช่จากจำนวนล็อต จึงต้องแปลงมูลค่าตามสัญญาของหนึ่งล็อตให้เป็นดอลลาร์ก่อน
แปลงค่าคอมมิชชันเป็นต้นทุนรวมเปิด–ปิด (Round Turn)
หน้าค่าธรรมเนียม XMTrading ระบุค่าคอมมิชชันรวมเปิดและปิด 10 ดอลลาร์ต่อมูลค่าซื้อขาย 100,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่ 10 ดอลลาร์ต่อข้าง
สมมติ EUR/USD = 1.1000 และ 1 standard lot = 100,000 EUR มูลค่าซื้อขายเท่ากับ 100,000 × 1.1000 = 110,000 ดอลลาร์ จึงได้ค่าคอมมิชชันรวมเปิด–ปิดประมาณ 110,000 ÷ 100,000 × 10 = 11 ดอลลาร์ต่อล็อต
MT4 หักค่าคอมมิชชันทั้งสองข้างตอนเปิด ส่วน MT5 แบ่งหักตอนเปิดและตอนปิด การแบ่งเป็นสองรายการไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มเป็น 22 ดอลลาร์
ราคา 1.1000 เป็นสมมติฐานเพื่อสาธิต ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน ให้ตรวจอัตรา ฐานมูลค่า และยอดหักจริงของบัญชีอีกครั้ง
⚠️ สองก้อนนี้ใช้ฐานคิดคนละแบบ
สเปรด คิดจากจำนวนหน่วยของสกุลเงินฐาน จึงได้ 10 ดอลลาร์ต่อ pip เมื่อสกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์
ค่าคอมมิชชั่น คิดจากมูลค่าซื้อขายเป็นดอลลาร์ จึงเปลี่ยนตามราคาของคู่นั้น
เมื่อคำนวณต้นทุนรวม ต้องแปลงทั้งสองก้อนเป็นดอลลาร์บนคู่เดียวกันก่อนเสมอ ไม่เช่นนั้นจะนำตัวเลขที่คิดจากคนละฐานมาบวกกัน
สิ่งที่ต้องตรวจเพิ่มคือจังหวะการหักที่ต่างกันระหว่างสองแพลตฟอร์ม ซึ่งกระทบจังหวะที่ค่าคอมมิชชั่นถูกบันทึกในบัญชี ไม่ใช่การตัดสินจากจำนวนรายการหักว่าเป็นต้นทุนเพียงด้านเดียวหรือสองด้าน จึงควรเทียบกับอัตราที่ประกาศและดูรายการจริงในบัญชีประกอบ
รายละเอียดเรื่องค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ Commission คืออะไร
สเปรดเริ่มต้น 0 ไม่ได้แปลว่าต้นทุนเป็นศูนย์
นี่คือจุดที่ตัวเลขโฆษณาทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายที่สุด
FACT — หน้าประเภทบัญชีของ XMTrading ระบุสเปรดเริ่มต้นไว้ต่างกันตามบัญชี คือ บัญชี Standard และ Micro เริ่มต้นที่ 1 pip · บัญชี KIWAMI เริ่มต้นที่ 0.6 pip · บัญชี Zero เริ่มต้นที่ 0 pip
โดยบัญชี Zero เป็นบัญชีเดียวในสี่บัญชีนี้ที่มีค่าคอมมิชชั่น

⚠️ อ่านตัวเลขสองตัวนี้ให้ถูกความหมาย
ทั้งสองตัวเลขเป็นก้อนต้นทุนคนละก้อน และคำนวณที่ค่าสเปรดต่ำสุดที่ประกาศไว้เท่านั้น
ตัวเลข 10 คือก้อนสเปรดของบัญชีที่ประกาศสเปรดเริ่มต้น 1 pip ส่วนตัวเลข 11 คือก้อนค่าคอมมิชชั่นของบัญชีที่ประกาศสเปรดเริ่มต้น 0 pip
คำว่าเริ่มต้นแปลว่าค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง ในทางปฏิบัติบัญชีที่ประกาศสเปรดเริ่มต้น 0 pip ก็มีสเปรดมากกว่า 0 ได้ ซึ่งจะบวกเพิ่มจาก 11
จึงไม่ใช่การเทียบต้นทุนรวมที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการเทียบที่พื้นต่ำสุดของทั้งสองโครงสร้างเพื่อให้เห็นว่าต้นทุนย้ายไปอยู่คนละก้อน
ANALYSIS — สิ่งที่การเทียบนี้บอกได้คือ ต้นทุนไม่ได้หายไปเมื่อสเปรดเริ่มต้นเป็น 0 แต่ย้ายไปอยู่ที่ค่าคอมมิชชั่นแทน
ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขสเปรดที่เห็น แต่อยู่ที่ต้นทุนถูกเก็บคนละทาง บัญชีหนึ่งเก็บผ่านสเปรด อีกบัญชีเก็บผ่านค่าคอมมิชชั่น
สิ่งที่ตัดสินว่าบัญชีไหนถูกกว่าสำหรับคุณจริง ๆ คือสเปรดที่ได้จริงในเวลาที่คุณเทรด ซึ่งเป็นค่าที่ต้องเก็บจากบัญชีตัวเอง ไม่ใช่จากหน้าโฆษณา
⚠️ อย่าเลือกบัญชีจากตัวเลขเดียว ค่าที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยและไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง การเทียบที่มีความหมายต้องเทียบต้นทุนรวมของทั้งสองก้อนในสินทรัพย์และช่วงเวลาที่คุณเทรดจริง
Swap ไม่ใช่ต้นทุนคงที่
สวอปเป็นยอดรับหรือจ่ายเมื่อถือสถานะผ่านเวลาคิดค่าถือของผู้ให้บริการ อัตราฝั่งซื้อและขายอาจต่างกัน และบางบัญชีหรือตราสารอาจได้รับยกเว้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ
ก่อนคำนวณ ต้องตรวจหน่วยของอัตรา ว่าเป็น points เงินต่อ lot หรือร้อยละต่อปี รวมทั้งขนาดสัญญา สกุลเงินที่ใช้คิด เวลาตัดยอด และตัวคูณของวันที่คิดหลายวัน อย่านำอัตราร้อยละที่ไม่ระบุฐานเวลามาคิดเป็นร้อยละต่อคืน
ใช้ข้อกำหนดตราสารในแพลตฟอร์มและรายการหักจริงประกอบการคำนวณ หากเป็นอัตรารายปี ต้องแปลงตามจำนวนวันและฐานวันที่ผู้ให้บริการกำหนดก่อน การปิดก่อนเวลาตัดยอดจึงเป็นประเด็นสำคัญกว่าการเรียกว่าเทรด “ภายในวัน”
ส่วนต่างราคาที่ได้จริง
ก้อนสุดท้ายคือก้อนที่ประมาณการล่วงหน้าได้ยากที่สุด
เมื่อส่งคำสั่ง ราคาที่ได้จริงอาจต่างจากราคาที่เห็นตอนกด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเร็ว
FACT — หน้าค่าธรรมเนียมของ XMTrading ระบุว่าคำสั่งจะถูกดำเนินการส่งทันทีโดยไม่มีการแจ้งราคาใหม่ และระบุว่า99% ของคำสั่งดำเนินการภายในเวลาไม่เกิน 100 มิลลิวินาที
ANALYSIS — ความเร็วในการส่งคำสั่งช่วยลดโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไประหว่างรอ แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาที่ได้จะเท่ากับราคาที่เห็นเสมอ
ในการคำนวณต้นทุนเพื่อประเมินโปรโมชั่น วิธีที่ปลอดภัยคือเผื่อก้อนนี้ไว้เป็นส่วนเพิ่มของช่วงตัวเลข แทนการใส่เป็นตัวเลขตายตัว
รวมทุกก้อนเป็นต้นทุนต่อล็อต
เมื่อประเมินแต่ละก้อนแล้ว ให้รวมเฉพาะก้อนที่คำนวณเป็นตัวเลขได้ เป็นค่าเดียวที่ใช้ต่อได้
ต้นทุนต่อล็อต = ต้นทุนจากสเปรด + ค่าคอมมิชชั่น + สวอปที่คาดว่าจะเกิด
ทำไมสูตรมีเพียงสามก้อน เพราะก้อนที่สี่คือส่วนต่างราคาที่ได้จริง คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ จึงไม่ใส่เป็นตัวเลขในสูตร แต่เผื่อไว้เป็นส่วนเพิ่มของช่วงตัวเลขที่ได้แทน
ตัวอย่างการคำนวณ
ใช้คู่ EUR/USD ตลอดตัวอย่าง เพื่อให้ทุกก้อนอยู่ในหน่วยดอลลาร์เหมือนกัน และปิดคำสั่งภายในวันจึงไม่มีสวอป
บัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่น หากสเปรดที่ได้จริงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 pip ต้นทุนต่อล็อตประมาณ 1.5 × 10 = 15 ดอลลาร์
บัญชีที่มีค่าคอมมิชชั่น หากสเปรดที่ได้จริงเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3 pip และค่าคอมมิชชั่น Round Turn ภายใต้ราคาตัวอย่างอยู่ที่ประมาณ 11 ดอลลาร์ ต้นทุนต่อล็อตประมาณ 11 + 3 = 14 ดอลลาร์
ค่าสเปรดที่ได้จริงทั้งสองค่าเป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขจากหน้าทางการ ส่วนค่าคอมมิชชั่นประมาณ 11 ดอลลาร์ต่อ Round Turn ต่อล็อตมาจากการแปลงอัตราในหน้าทางการที่ราคาตัวอย่าง 1.1000 และสมมติว่ามูลค่าตอนเปิดกับตอนปิดใกล้เคียงกัน
ขั้นที่ 2 — Cost to Unlock ต้นทุนในการทำเงื่อนไขให้ครบ
เมื่อมี Required Eligible Volume จากบทเรียนที่ 9 และต้นทุนต่อล็อตจากขั้นที่ 1 แล้ว ที่เหลือเป็นการคูณ
Estimated Cost to Unlock = Required Eligible Volume × Estimated Cost per Eligible Lot
| ปริมาณที่ต้องทำ | ต้นทุน 15 ต่อล็อต | ต้นทุน 14 ต่อล็อต |
|---|---|---|
| 0.5 ล็อต | 7.50 | 7.00 |
| 10 ล็อต | 150 | 140 |
| 100 ล็อต | 1,500 | 1,400 |
ตัวอย่างเมื่อ Required Eligible Volume = 100 ล็อต
หากต้นทุนต่อล็อตอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ Estimated Cost to Unlock = 100 × 15 = 1,500 ดอลลาร์
หากต้นทุนต่อล็อตอยู่ที่ 14 ดอลลาร์ Estimated Cost to Unlock = 100 × 14 = 1,400 ดอลลาร์
ปริมาณ 100 ล็อตเป็นสมมติฐานเพื่อสาธิตการคูณในบทนี้ ไม่ใช่การสอนวิธีหา Requirement ซึ่งอยู่ในบทเรียนที่ 9
ต้นทุนจริงอาจสูงกว่านี้ สูตรข้างต้นสมมติว่าปริมาณที่คุณสร้างขึ้นถูกนับเข้า Eligible Volume ตามแผน หากมีคำสั่งที่จ่าย Spread หรือ Commission ไปแล้วแต่ไม่ผ่าน Qualifying Criteria ต้นทุนของคำสั่งเหล่านั้นยังเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้ช่วยลด Required Volume ที่เหลืออยู่
ดังนั้นในทางปฏิบัติ ต้นทุนจริงต้องรวมทั้งคำสั่งที่ถูกนับและไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข หากอัตราต้นทุนเท่ากัน การเทรดส่วนที่ไม่ถูกนับจะเพิ่มต้นทุน แต่ต้นทุนจริงเทียบกับค่าประมาณอาจสูงหรือต่ำกว่าได้เมื่อสเปรด ค่าธรรมเนียม และราคาที่ได้รับเปลี่ยนไป
⚠️ ตัวเลขนี้บอกอะไร
ในตัวอย่างนี้ ผลลัพธ์ของบทคือ Estimated Cost to Unlock 1,400 ถึง 1,500 ดอลลาร์ ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด
ตัวเลขนี้เป็น Cost ข้อมูลตั้งต้น เท่านั้น ยังไม่ใช่คำตัดสินว่า Bonus คุ้มหรือไม่ และไม่ควรนำไปลบกับ Bonus Credit แล้วเรียกผลต่างว่า Real Value โดยอัตโนมัติ
การตีความ Cost ร่วมกับสถานะของ Bonus, Withdrawal Constraints และประโยชน์ในการเทรด เป็นขอบเขตของบท Real Economic Value
⚠️ Cost to Unlock ยังไม่ใช่คำตอบว่า Bonus คุ้มไหม
ตัวเลขนี้ตอบเพียงว่าการสร้างปริมาณที่เข้าเงื่อนไขมีต้นทุนประมาณเท่าไร ยังไม่ได้รวมมูลค่าที่ถอนออกได้ ข้อจำกัดของ Bonus หรือผลกำไรขาดทุนจากตลาด
การนำ Cost ไปเทียบกับ Benefit และข้อจำกัดทั้งหมดอธิบายต่อใน บทเรียน Real Economic Value
ANALYSIS — ตารางข้างต้นแสดงว่าความต่างของต้นทุนต่อล็อตเพียงเล็กน้อย จะถูกขยายด้วยปริมาณที่ต้องทำ ส่วนต่าง 1 ดอลลาร์ต่อล็อตกลายเป็น 100 ดอลลาร์เมื่อต้องทำ 100 ล็อต ยิ่งเงื่อนไขกำหนดปริมาณสูง การเลือกโครงสร้างต้นทุนยิ่งมีผลมาก
นำเงินคืนมาคำนวณต้นทุนสุทธิอย่างไร
บางโปรแกรมคืนต้นทุนบางส่วนกลับมา ซึ่งควรนำมาหักในการคำนวณ
ANALYSIS — เมื่อมีเงินคืน สูตรจะเปลี่ยนเป็น ต้นทุนสุทธิต่อล็อต เท่ากับ ต้นทุนต่อล็อต หักด้วย เงินคืนต่อล็อต
แต่ต้องระวังสองเรื่องก่อนนำเงินคืนมาหัก คือ โปรแกรมเงินคืนอาจมีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องทำถึงก่อนจึงจะได้รับ และ อาจนับเฉพาะสินทรัพย์บางกลุ่ม ปริมาณที่ทำนอกรายการจึงอาจไม่ได้รับเงินคืน
เงื่อนไขทั้งสองอย่างต้องอ่านจากเอกสารของโปรแกรมที่คุณใช้จริง และรายละเอียดวิธีคำนวณอยู่ในบทเรียนที่ 6
วิธีคำนวณเงินคืนอย่างละเอียดอยู่ใน บทเรียนที่ 6
สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ
การคำนวณจะใช้งานได้จริงก็ต่อเมื่อใช้ตัวเลขของบัญชีตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขจากหน้าโฆษณา
- สเปรดที่ได้จริงของคุณ — จากบันทึก Bid/Ask ในเวลาที่เทรด ไม่ใช่ค่าเริ่มต้นที่ประกาศหรือประวัติคำสั่งที่ไม่ได้เก็บสเปรดไว้
- ค่าคอมมิชชั่นตามประเภทบัญชี — และหักเมื่อไร ตอนเปิด ตอนปิด หรือทั้งสองจังหวะ
- รูปแบบการถือคำสั่งของคุณ — ปิดภายในวันหรือถือข้ามคืน เพื่อประเมินสวอป
- สินทรัพย์ที่คุณเทรดเป็นหลัก — เพราะมูลค่าต่อ pip ต่างกัน
- เงื่อนไขปริมาณของโปรแกรม — ทั้งอัตราส่วนที่เอกสารกำหนดและหน่วยที่ใช้ เพื่อแปลงเป็นจำนวนล็อตที่ต้องทำ
- เงินคืนที่จะได้รับ ถ้ามี — พร้อมเกณฑ์ขั้นต่ำและสินทรัพย์ที่นับ
- Required Eligible Volume ที่ยืนยันแล้ว — เพื่อใช้เป็นฐานคูณกับต้นทุนต่อล็อต โดยไม่ย้อนกลับไปตีความ Requirement ใหม่ในบทนี้
สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
เพื่อไม่ให้บทเรียนนี้สร้างความมั่นใจเกินจริง มีสี่อย่างที่การคำนวณตอบไม่ได้
| สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ | เหตุผล |
|---|---|
| สเปรดที่จะได้ในแต่ละคำสั่ง | เปลี่ยนตามสภาพตลาดและช่วงเวลา ค่าที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น |
| ส่วนต่างราคาที่ได้จริง | ขึ้นกับสภาพตลาดในวินาทีที่ส่งคำสั่ง |
| จำนวนคืนที่จะถือคำสั่ง | ขึ้นกับแผนการเทรดและสภาพตลาด จึงประเมินสวอปได้เป็นช่วง |
| ผลกำไรขาดทุนจากตลาด | การคำนวณต้นทุนบอกได้เพียงว่าจ่ายเท่าไร ไม่ได้บอกว่าจะได้หรือเสีย |
สิ่งที่มักเข้าใจผิด
❌ “บัญชีสเปรด 0 คือบัญชีที่ถูกที่สุด”ไม่จำเป็น ในตัวอย่างที่ยกมา บัญชีที่มีสเปรดเริ่มต้น 0 เป็นบัญชีเดียวที่มีค่าคอมมิชชั่น ต้นทุนจึงย้ายไปอยู่อีกก้อนหนึ่ง
❌ “ดูสเปรดที่ประกาศก็พอ”ไม่พอ ค่าที่ประกาศเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยและไม่ใช่ค่าที่ได้ทุกครั้ง ต้องเก็บค่าที่ได้จริงจากบัญชีตัวเอง
❌ “สวอปเป็นต้นทุนเสมอ”ไม่ใช่ ในตัวอย่างที่ยกมา ฝั่งหนึ่งได้รับ อีกฝั่งถูกเรียกเก็บ ขึ้นอยู่กับทิศทางที่ถือ
❌ “คำนวณต้นทุนได้แล้วก็รู้ผลลัพธ์”ไม่ใช่ การคำนวณต้นทุนบอกได้เพียงว่าจ่ายเท่าไร ไม่ได้บอกว่าการเทรดจะได้หรือเสีย
❌ “ต้นทุนต่อล็อตต่างกันนิดเดียวไม่สำคัญ”สำคัญ เพราะถูกคูณด้วยปริมาณที่ต้องทำ ส่วนต่าง 1 ดอลลาร์ต่อล็อตกลายเป็น 100 ดอลลาร์เมื่อต้องทำ 100 ล็อต
❌ “มีเงินคืนแล้วต้นทุนหายไป”ไม่ใช่ เงินคืนเป็นส่วนลดของต้นทุน และในเอกสารที่ยกมามีเกณฑ์ขั้นต่ำกับข้อจำกัดเรื่องสินทรัพย์ที่นับ
⛔ บทเรียนนี้ไม่ครอบคลุมอะไร
บทเรียนนี้เน้นการคำนวณต้นทุนและ Cost to Unlock ส่วนหัวข้อต่อไปนี้มีบทเฉพาะ:
| หัวข้อ | เรียนต่อที่ |
|---|---|
| เงื่อนไขปริมาณและการอ่านหน่วยในเอกสาร | บทเรียนที่ 9: Trading Requirement |
| คำสั่งแบบใดนับหรือไม่นับ | บทเรียนที่ 9: Qualifying Trades |
| การคำนวณเงินคืนอย่างละเอียด | บทเรียนที่ 6: วิธีคำนวณ Rebate |
| การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของโบนัส | บทเรียนที่ 13: Real Economic Value |
| Broker, Legal Entity และการกำกับดูแล | บทเรียนที่ 15: Broker และ Legal Entity |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้นทุนการเทรดมีอะไรบ้าง?มีสี่ก้อนหลักคือ Spread, Commission, Swap และส่วนต่างราคาที่ได้จริง โดยสามก้อนแรกประมาณการล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง ส่วนก้อนสุดท้ายทำได้เพียงเผื่อไว้
สเปรด 1 pip คิดเป็นเงินเท่าไร?สำหรับคู่เงินที่สกุลเงินอ้างอิงเป็นดอลลาร์และเทรด 1 ล็อตมาตรฐาน จะประมาณ 10 ดอลลาร์ เพราะ 100,000 หน่วยคูณด้วย 0.0001 เท่ากับ 10 ส่วนคู่อื่นและสินทรัพย์อื่นต้องแปลงค่าก่อน
บัญชีสเปรด 0 ถูกกว่าจริงไหม?ไม่จำเป็น ในตัวอย่างที่ยกมา บัญชีที่มีสเปรดเริ่มต้น 0 เป็นบัญชีเดียวที่มีค่าคอมมิชชั่น เมื่อเทียบที่ค่าสเปรดต่ำสุดที่ประกาศ ก้อนสเปรดของบัญชีหนึ่งกับก้อนค่าคอมมิชชั่นของอีกบัญชีอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่นั่นยังไม่ใช่ต้นทุนรวมที่เกิดขึ้นจริง เพราะสเปรดที่ได้จริงอาจสูงกว่าค่าเริ่มต้น
Swap คิดอย่างไร?ตามสูตรที่หน้าทางการระบุ คือขนาดของการซื้อขายคูณด้วยอัตราของวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไป หักด้วยส่วนเพิ่มของบริษัท โดยผลลัพธ์เป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับอัตราของคู่นั้นและทิศทางที่ถือ ตามที่หน้าทางการยกตัวอย่างไว้
Required Eligible Volume มาจากไหน?มาจากบทเรียน Trading Requirement และ Qualifying Trades โดยต้องรู้ทั้งปริมาณที่ Terms กำหนดและคำสั่งแบบใดที่ถูกนับจริงก่อนนำมาใช้ในบทนี้
Cost to Unlock คำนวณอย่างไร?นำ Required Eligible Volume คูณด้วยต้นทุนต่อล็อตของคุณเอง ผลลัพธ์คือ Estimated Cost ข้อมูลตั้งต้น ที่ส่งต่อไปใช้ในบท Real Economic Value
มีเงินคืนแล้วคำนวณอย่างไร?หักเงินคืนต่อล็อตออกจากต้นทุนต่อล็อตก่อน แล้วจึงคูณด้วยปริมาณ แต่ต้องตรวจเกณฑ์ขั้นต่ำและสินทรัพย์ที่นับด้วย
คำนวณแล้วรู้เลยไหมว่าคุ้ม?รู้เพียงด้านต้นทุน การคำนวณนี้บอกว่าต้องจ่ายเท่าไรเพื่อทำเงื่อนไขให้ครบ แต่ไม่ได้บอกผลกำไรขาดทุนจากตลาดซึ่งเป็นความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่ง
สรุป
บทนี้รับ Required Eligible Volume จากบทเรียนที่ 9 แล้วทำหน้าที่เดียว คือแปลงปริมาณนั้นเป็น Estimated Trading Cost
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ:
How much required → What counts → What does it cost
สองขั้นแรกอยู่ในบท Trading Requirement และ Qualifying Trades ส่วนบทนี้คำนวณขั้นสุดท้ายด้วย Spread + Commission + Swap และเผื่อ Slippage กับ Non-qualifying-trade Overhead ก่อนส่ง Cost ไปให้บท Real Economic Value ใช้ต่อ
📌 ตรวจความเข้าใจก่อนไปบทเรียนถัดไป
รายการนี้ใช้ตรวจว่าคุณเข้าใจแนวคิดของบทเรียนนี้แล้วหรือยัง ต่างจากรายการ 7 ข้อข้างบนซึ่งใช้รวบรวมข้อมูลก่อนคำนวณ
- ☐ รู้ว่า ข้อมูลตั้งต้น ของบทนี้คือ Required Eligible Volume ไม่ใช่ Gross Volume
- ☐ แยกต้นทุนสี่ก้อนและรู้ว่าก้อนไหนรู้ล่วงหน้าได้
- ☐ แปลง Spread เป็นจำนวนเงินต่อล็อตได้
- ☐ แปลง Commission จากอัตราและฐานการคำนวณที่เอกสารระบุเป็นต่อล็อตได้
- ☐ เข้าใจว่าสเปรดต่ำไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่ำ
- ☐ รู้ว่า Swap อาจเป็นรายรับหรือรายจ่ายตามทิศทางที่ถือ
- ☐ คำนวณ Estimated Cost to Unlock จาก Required Eligible Volume ได้
- ☐ รู้ว่านำเงินคืนมาคำนวณต้นทุนสุทธิอย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจำจากบทเรียนนี้:
คำนวณต้นทุนต่อล็อตของตัวเอง แล้วคูณด้วย Required Eligible Volume เพื่อให้ได้ Estimated Trading Cost จากนั้นหยุดที่ Cost และส่งตัวเลขนี้ไปใช้เป็น ข้อมูลตั้งต้น ในบท Real Economic Value
📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิง
- XMTrading — ค่าธรรมเนียมการเทรด ใช้เป็นแหล่งของนิยามสเปรดและตัวอย่าง EUR/USD การไม่มีค่าคอมมิชชั่นบนบัญชี KIWAMI, Micro และ Standard อัตราค่าคอมมิชชั่นของบัญชี Zero จังหวะการหักบน MT4 และ MT5 สูตรและตัวอย่างสวอป และข้อมูลความเร็วในการส่งคำสั่ง — xmtrading.com
- XMTrading — ประเภทบัญชี ใช้เป็นแหล่งของสเปรดเริ่มต้นตามประเภทบัญชี และข้อมูลนิติบุคคลผู้ให้บริการ Tradexfin Limited และ Fintrade Limited — xmtrading.com
- European Securities and Markets Authority (ESMA) — Product Intervention Analysis — Measures on Contracts for Differences (ESMA50-162-215) หัวข้อ Restriction on incentives — esma.europa.eu
ตัวเลขและเงื่อนไขที่ยกมาเป็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ทางการของผู้ให้บริการเฉพาะรายที่อ้างอิงไว้ ตรวจสอบข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ถึง 4 กันยายน 2569 และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรตรวจสอบหน้าฉบับปัจจุบันเสมอ ส่วนการแปลง pip เป็นจำนวนเงิน การแปลงอัตราค่าคอมมิชชั่นเป็นต่อล็อต ค่าสเปรดที่ได้จริงในตัวอย่าง และตาราง Cost to Unlock เป็นการคำนวณและสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่หน้าทางการระบุ
🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง
การซื้อขาย Forex, CFD และผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage มีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนได้
การคำนวณต้นทุนบอกได้เพียงว่าต้องจ่ายเท่าไร ไม่ได้บอกว่าการเทรดจะมีกำไรหรือไม่ และไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาด
ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือความถี่ของการซื้อขายเพื่อให้ทำเงื่อนไขได้เร็วขึ้น เพราะต้นทุนและความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน
ESMA ระบุในการวิเคราะห์มาตรการเกี่ยวกับ CFD ว่า Bonus และสิทธิประโยชน์ด้านการเทรดสามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยจากความเสี่ยงสูงของผลิตภัณฑ์ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อขาย โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทอาจกำหนดให้ฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายภายในช่วงเวลาที่กำหนด
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำการลงทุน คำแนะนำทางกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี
Share This Story, Choose Your Platform!
โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน



