🔵 LEVEL 2: BONUS TYPES | บทเรียนที่ 6 จาก 17 | บทความที่ 2 จาก 2
สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านทั้งบท
- วิธีคำนวณเงินคืนที่พบในเอกสารจริงมีสองแบบ คืออัตราคงที่ต่อล็อต กับเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน
- สองแบบนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแปลงให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตก่อน
- ต้องแยกปริมาณที่เทรดตามปกติ ออกจากปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม
- เกณฑ์ตัดสินคือเทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม ไม่ใช่ดูยอดเงินคืนรวม
- บางส่วนคำนวณล่วงหน้าไม่ได้ จึงต้องระบุไว้แทนการเดา
🎯 เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะเข้าใจ
- สองวิธีคำนวณเงินคืน ที่พบในเอกสารจริง และทำไมต้องคำนวณคนละแบบ
- วิธีแปลงเงินคืนให้เป็น ต้นทุนสุทธิต่อล็อต ซึ่งใช้เทียบข้ามโปรแกรมได้
- ทำไมอัตราคงที่ต่อล็อตไม่บอกว่าคุณได้คืนกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน จนกว่าจะรู้ต้นทุนของตัวเอง
- ความต่างระหว่าง ปริมาณที่เทรดตามปกติ กับ ปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม
- เกณฑ์ตัดสินการเพิ่มปริมาณ ที่เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม
- คำถามเรื่องขั้นบันไดอัตราที่ต้องหาคำตอบก่อนวางแผนปริมาณ
- สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ และสิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
สำหรับมือใหม่
หลังอ่านบทความนี้ คุณควรตอบได้ว่า:
“เงินคืนที่โปรแกรมนี้ให้ ลดต้นทุนของฉันจริง ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ และฉันต้องเปลี่ยนวิธีเทรดหรือไม่?”
สำหรับ Trader ที่มีประสบการณ์
ใช้บทความนี้เป็นกรอบในการแยก:
Rebate per Lot → Cost per Lot → Net Cost → Normal Volume vs Incremental Volume → Incremental Rebate vs Incremental Cost
ใน บทความก่อนหน้า เราดูว่า Rebate และ Cashback ทำงานอย่างไร และควรแยกวิเคราะห์ผู้กำหนดและช่องทางการจ่าย วิธีคำนวณ และลักษณะของโปรแกรมอย่างไร
บทความนี้ลงไปที่ตัวเลข เพราะเงินคืนหลายรูปแบบสามารถคำนวณจากปริมาณหรือต้นทุนที่เข้าเงื่อนไขได้โดยตรง ขณะที่ Bonus Credit ต้องแยกวิเคราะห์มูลค่าที่ใช้ได้ เงื่อนไขการเทรด และเงื่อนไขการถอน
“คำนวณอย่างไรว่าเงินคืนที่ได้ ลดต้นทุนของเราจริงเท่าไร?”
สองวิธีคำนวณที่ต้องแยกออกจากกัน
บทความก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินคืนมีทั้งแบบเปอร์เซ็นต์และแบบจำนวนเงินคงที่ต่อล็อต ซึ่งคำนวณคนละวิธีและบอกข้อมูลคนละอย่าง
หน้าดังกล่าวระบุอัตราของวิธีที่สองไว้ที่ 5% · 7% · 10% ตามช่วงปริมาณ 10 ถึง 1,000 ล็อต · 1,000 ถึง 3,000 ล็อต · มากกว่า 3,000 ล็อต
| ประเด็น | อัตราคงที่ต่อล็อต | เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน |
|---|---|---|
| สูตร | ปริมาณล็อต × อัตราต่อล็อตของเครื่องมือนั้น | ฐานต้นทุนที่โปรแกรมกำหนด × อัตราเปอร์เซ็นต์ |
| รู้ยอดเงินคืนล่วงหน้าได้หรือไม่ | ได้ ถ้ารู้ปริมาณที่จะเทรด | ได้เฉพาะเมื่อรู้มูลค่าของฐานคำนวณที่จะเกิดขึ้น |
| บอกสัดส่วนต้นทุนที่ได้คืนหรือไม่ | ไม่บอก ต้องหารด้วยต้นทุนของตัวเองก่อน | บอกสัดส่วนของฐานคำนวณทันที แต่ไม่ได้บอกสัดส่วนของต้นทุนรวมเสมอไป |
| เปลี่ยนตามสภาพตลาดหรือไม่ | อัตราเงินคืนต่อล็อตที่กำหนดไว้ไม่เปลี่ยนตามสเปรดของแต่ละคำสั่ง แต่ต้นทุนจริงอาจเปลี่ยนตามสเปรด | เงินคืนเปลี่ยนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง |
อัตราคงที่ไม่ได้แปลว่าเปอร์เซ็นต์ที่ได้คืนคงที่
เมื่ออัตราเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อล็อต สัดส่วนต้นทุนที่ได้คืนจะเปลี่ยนไปตามต้นทุนของบัญชีคุณเอง
| อัตราเงินคืนต่อล็อต | ต้นทุนต่อล็อต | คิดเป็นสัดส่วนที่ได้คืน |
|---|---|---|
| 0.91 ดอลลาร์ | 5.00 | 18.2% |
| 0.91 ดอลลาร์ | 10.00 | 9.1% |
| 0.91 ดอลลาร์ | 15.00 | 6.1% |
อัตรา 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อตยกมาจากตัวอย่างในหน้าโปรแกรม ส่วนต้นทุนต่อล็อตทั้งสามค่าเป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ต้นทุนจริงของบัญชีใด
วิธีที่ 1 — คำนวณจากอัตราคงที่ต่อล็อต
วิธีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะไม่ต้องรู้ต้นทุนก็คำนวณยอดเงินคืนได้
เงินคืน = ปริมาณล็อตของเครื่องมือนั้น × อัตราต่อล็อตของเครื่องมือนั้น
(500 × 0.91) + (600 × 1.12) = 455 + 672 = 1,127 ดอลลาร์
หน้าดังกล่าวระบุด้วยว่ายอดเงินคืนคำนวณแยกตามแต่ละเครื่องมือแล้วจึงนำมารวมกัน
อัตราต่างกันตามเครื่องมือ ในตัวอย่างข้างต้น AUDUSD ให้อัตราสูงกว่า EURUSD ดังนั้นการประมาณเงินคืนด้วยอัตราเดียวสำหรับทั้งพอร์ตจะให้ตัวเลขที่ผิด ต้องแยกคำนวณตามเครื่องมือที่คุณเทรดจริง
และเนื่องจากอัตราขึ้นอยู่กับเครื่องมือ การเปลี่ยนไปเทรดคู่เงินอื่นทำให้ยอดเงินคืนเปลี่ยน แม้ปริมาณล็อตจะเท่าเดิม
บัญชีแบบเซ็นต์ต้องแปลงหน่วยก่อน
3,000 × 1.30 × 10% = 390 ยูเอสเซ็นต์
หน้าดังกล่าวระบุกำกับไว้ว่า 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100 เซ็นต์ล็อต ส่วนพื้นฐานเรื่องหน่วยล็อตอยู่ที่ Lot คืออะไร
ผู้ที่อ่านตัวเลขโดยไม่แปลงหน่วยจะประเมินสูงเกินจริงได้หลายเท่า ก่อนเทียบโปรแกรมข้ามประเภทบัญชี จึงต้องแปลงทั้งปริมาณและสกุลเงินให้อยู่ในหน่วยเดียวกันเสมอ
วิธีที่ 2 — คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน
เงินคืน = ฐานต้นทุนที่โปรแกรมกำหนด × อัตราเปอร์เซ็นต์
27,000 × 10% = 2,700 ดอลลาร์
แปลงให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อต
ตัวเลขยอดรวมอย่าง 2,700 ดอลลาร์ฟังดูมาก แต่ยังเทียบข้ามโปรแกรมไม่ได้ จนกว่าจะแปลงเป็นหน่วยต่อล็อต
จากตัวอย่างเดียวกัน เราคำนวณต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องสมมติอะไรเพิ่ม

| ขั้นตอน | การคำนวณ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| ค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยต่อล็อต | 27,000 ÷ 5,000 | 5.40 ดอลลาร์ |
| เงินคืนเฉลี่ยต่อล็อต | 2,700 ÷ 5,000 | 0.54 ดอลลาร์ |
| ค่าคอมมิชชั่นสุทธิต่อล็อต | 5.40 − 0.54 | 4.86 ดอลลาร์ |
ตัวเลข 27,000 · 5,000 · 2,700 และอัตรา 10% เป็นตัวเลขที่ปรากฏในตัวอย่างบนหน้าโปรแกรม ส่วนการหารเพื่อให้ได้หน่วยต่อล็อตเป็นการคำนวณต่อของ ThaiFX จากตัวเลขชุดเดียวกัน
ทำไมต้องแปลงเป็นหน่วยต่อล็อต
เมื่อแปลงทั้งคู่เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตของเครื่องมือเดียวกันที่มูลค่าสัญญาเท่ากัน จึงจะเทียบได้ว่าโปรแกรมใดทำให้คุณจ่ายน้อยกว่า
สิ่งที่ต้องระวังคือต้องเทียบที่เครื่องมือและประเภทบัญชีเดียวกัน เพราะทั้งอัตราเงินคืนและต้นทุนตั้งต้นต่างกันตามทั้งสองปัจจัย
วิธีคำนวณต้นทุนแบบละเอียดรวม Spread, Commission และ Swap อยู่ใน บทเรียนที่ 12
ปริมาณตามปกติ เทียบกับ ปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม
นี่คือส่วนที่ตัวเลขบอกความจริงที่หน้าโปรแกรมไม่ได้บอก
เงินคืนจะเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าปริมาณที่ทำให้ได้เงินคืนนั้น เป็นปริมาณที่คุณจะเทรดอยู่แล้วหรือไม่
| ประเภทปริมาณ | คำอธิบาย | เงินคืนที่ได้จากส่วนนี้คืออะไร |
|---|---|---|
| ปริมาณตามปกติ | ปริมาณที่คุณจะเทรดตามแผนอยู่แล้ว แม้ไม่มีโปรแกรม | การลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง เพราะต้นทุนนั้นจะเกิดอยู่แล้ว |
| ปริมาณส่วนเพิ่ม | ปริมาณที่เทรดเพิ่มเพื่อให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไต่ขั้นบันได | ต้องหักด้วยต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มก่อน จึงจะรู้ผลสุทธิ |
ตัวอย่างเชิงคำนวณของเกณฑ์ขั้นต่ำ
ตัวอย่างต่อไปนี้สมมติผู้ใช้สองคนได้เงินคืนเท่ากันแต่มาถึงจุดนั้นคนละทาง โดยสมมติเพิ่มว่าเมื่อทำปริมาณถึงเกณฑ์แล้วจะได้เงินคืนสำหรับทุกล็อตในรอบนั้น ซึ่งเป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่กลไกที่หน้าโปรแกรมระบุไว้

- อัตราเงินคืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อต ตามตัวอย่าง EURUSD ในหน้าโปรแกรม
- เกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน ตามที่หน้าโปรแกรมระบุ
- ต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มสมมติไว้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต ซึ่งเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ตัวเลขจากหน้าโปรแกรม ผู้อ่านต้องแทนด้วยต้นทุนจริงของบัญชีตัวเอง
- สมมติว่าเมื่อทำปริมาณถึงเกณฑ์แล้ว จะได้เงินคืนสำหรับทุกล็อตในรอบนั้น ซึ่งเป็นสมมติฐานเพื่ออธิบายกลไก หน้าโปรแกรมระบุเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน โดยไม่ได้ระบุว่าการข้ามเกณฑ์มีผลกับปริมาณเดิมอย่างไร
| กรณี | เงินคืน | ต้นทุนส่วนเพิ่ม | ผลสุทธิ |
|---|---|---|---|
| เทรด 10 ล็อตตามแผนอยู่แล้ว | 9.10 | 0 | +9.10 |
| เทรดปกติ 7 ล็อต แล้วเพิ่มอีก 3 ล็อตเพื่อให้ถึงเกณฑ์ | 9.10 | 30.00 | ติดลบ 20.90 |
เกณฑ์ตัดสินการเพิ่มปริมาณ — เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม
จากโครงสร้างข้างต้น สรุปเป็นเกณฑ์เดียวได้ ไม่ว่าโปรแกรมจะใช้วิธีคำนวณแบบใด
เงินคืนส่วนเพิ่ม = เงินคืนรวมหลังเพิ่มปริมาณ − เงินคืนรวมก่อนเพิ่มปริมาณ
ผลสุทธิส่วนเพิ่ม = เงินคืนส่วนเพิ่ม − ต้นทุนของปริมาณส่วนเพิ่ม
ถ้าผลสุทธิส่วนเพิ่มไม่ต่ำกว่าศูนย์ การเพิ่มปริมาณจะไม่ทำให้เสียเปรียบด้านต้นทุนโดยตรง
เพราะการเทียบเงินคืนต่อล็อตกับต้นทุนต่อล็อตใช้ได้เฉพาะเมื่อการเพิ่มปริมาณสร้างเงินคืนเฉพาะกับล็อตที่เพิ่มเข้าไปเท่านั้น
แต่หากโปรแกรมมีเกณฑ์ขั้นต่ำหรือขั้นบันไดที่ทำให้ปริมาณเดิมได้รับสิทธิ์หรือได้อัตราใหม่ไปด้วย การเพิ่มเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนเงินคืนของทั้งรอบ การเทียบต่อล็อตจึงให้คำตอบที่ผิดได้
ตัวอย่างที่การเทียบต่อล็อตให้คำตอบผิด
- โปรแกรมกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน และเมื่อถึงเกณฑ์แล้วได้เงินคืน 2 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับทุกล็อตในรอบนั้น
- ต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มอยู่ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต
- ผู้ใช้เทรดตามปกติ 9 ล็อตต่อเดือน จึงยังไม่ถึงเกณฑ์และได้เงินคืน 0
| วิธีตัดสิน | การคำนวณ | ข้อสรุป |
|---|---|---|
| เทียบต่อล็อต | เงินคืน 2 ต่อล็อต เทียบกับต้นทุน 10 ต่อล็อต | สรุปว่าไม่คุ้ม |
| เทียบเงินคืนส่วนเพิ่ม | เพิ่ม 1 ล็อตให้ครบ 10 ทำให้เงินคืนรวมเปลี่ยนจาก 0 เป็น 10 × 2 = 20 ส่วนต้นทุนส่วนเพิ่มคือ 1 × 10 = 10 | สุทธิ +10 จึงไม่เสียเปรียบด้านต้นทุน |
บอก ว่าการเพิ่มปริมาณนั้นทำให้จ่ายสุทธิเพิ่มหรือลดในแง่ต้นทุน
ไม่บอก ว่าการเทรดเพิ่มนั้นดีต่อผลลัพธ์โดยรวมหรือไม่ เพราะทุกล็อตที่เพิ่มเข้ามามาพร้อมความเสี่ยงจากตลาดที่เงินคืนไม่ได้ชดเชย
ดังนั้นแม้ผลสุทธิส่วนเพิ่มจะเป็นบวก การเพิ่มปริมาณเพียงเพื่อไล่เกณฑ์ก็ยังเป็นการเปลี่ยนแผนการเทรดเพราะโปรโมชั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่บทความนี้ไม่แนะนำ
คำถามเรื่องขั้นบันไดที่ต้องหาคำตอบก่อน
โปรแกรมที่มีขั้นบันไดอัตราสร้างแรงจูงใจให้ไต่ไปขั้นถัดไป แต่ผลลัพธ์ต่างกันมากตามรายละเอียดข้อหนึ่ง
เมื่อไต่ถึงขั้นถัดไปแล้ว อัตราใหม่ใช้กับปริมาณทั้งหมดในรอบนั้น หรือใช้เฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์?
สองแบบนี้ให้ผลต่างกันมาก หากใช้กับปริมาณทั้งหมด การไต่ขั้นจะให้ผลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่หากใช้เฉพาะส่วนที่เกิน ผลที่ได้จะเพิ่มขึ้นทีละน้อย
หน้าโปรแกรมที่บทความนี้ยกมาแสดงเพียงช่วงปริมาณและอัตราของแต่ละช่วง โดยไม่ได้ระบุว่าใช้วิธีใด จึงเป็นข้อมูลที่ต้องสอบถามผู้ให้บริการโดยตรงก่อนวางแผนปริมาณ
สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ
การคำนวณที่ให้ผลใช้งานได้จริงต้องใช้ตัวเลขของตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขในโฆษณา
- ปริมาณที่คุณเทรดตามปกติต่อเดือน — ดูจากประวัติบัญชีย้อนหลังหลายเดือน ไม่ใช่เดือนที่ดีที่สุด
- เครื่องมือที่คุณเทรดเป็นหลัก — เพราะอัตราเงินคืนต่างกันตามเครื่องมือ
- ต้นทุนโดยประมาณต่อล็อตของคุณ — อย่างน้อยควรรวม Spread และ Commission และพิจารณา Swap เมื่อเกี่ยวข้อง ส่วนวิธีคำนวณต้นทุนเต็มรูปแบบอยู่ใน บทเรียนที่ 12
- อัตราเงินคืนและวิธีคำนวณ — เป็นอัตราคงที่ต่อล็อต หรือเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน
- เกณฑ์ขั้นต่ำและขั้นบันได — และวิธีที่อัตราใหม่ถูกนำมาใช้
- สัดส่วนคำสั่งที่เข้าเงื่อนไข — หากโปรแกรมมีเงื่อนไขระดับคำสั่ง เช่น เวลาถือขั้นต่ำ
สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
เพื่อไม่ให้บทความนี้สร้างความมั่นใจเกินจริง มีสามอย่างที่การคำนวณตอบไม่ได้
| สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ | เหตุผล |
|---|---|
| ต้นทุนสเปรดที่จะเกิดขึ้นจริง | สเปรดลอยตัวเปลี่ยนตามภาวะตลาดและช่วงเวลา ตัวเลขที่ใช้คำนวณจึงเป็นค่าประมาณเสมอ |
| ปริมาณที่คุณจะเทรดจริงในเดือนหน้า | ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและแผนของคุณ การใช้ค่าจากเดือนที่เทรดมากที่สุดจะทำให้ประเมินสูงเกินไป |
| ผลกำไรขาดทุนจากการเทรด | เงินคืนลดต้นทุน แต่ไม่ได้เปลี่ยนผลของการเทรด และไม่ได้ทำให้กลยุทธ์ที่ขาดทุนกลายเป็นกำไร |
การคำนวณเงินคืนจึงควรใช้เพื่อประเมินว่าโปรแกรมลดต้นทุนได้เท่าไร ไม่ใช่เพื่อวางแผนว่าจะเทรดเพิ่มเท่าไร
สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคำนวณเงินคืน
❌ “คืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อต ดีกว่าคืน 10%”
เทียบกันไม่ได้โดยตรง เพราะอยู่คนละหน่วย ต้องแปลงทั้งคู่เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตของเครื่องมือเดียวกันก่อน
❌ “ใช้อัตราเดียวคำนวณทั้งพอร์ตได้”
ไม่ได้ในโปรแกรมที่ใช้อัตราคงที่ เพราะอัตราต่างกันตามเครื่องมือ ตัวอย่างในหน้าโปรแกรมแสดงว่า EURUSD และ AUDUSD ใช้อัตราคนละตัว
❌ “3,000 เซ็นต์ล็อตคือ 3,000 ล็อต”
ไม่ใช่ หน้าโปรแกรมระบุว่า 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100 เซ็นต์ล็อต และเงินคืนในตัวอย่างนั้นเป็นหน่วยยูเอสเซ็นต์ ไม่ใช่ดอลลาร์
❌ “ได้เงินคืนมากขึ้น แปลว่าคุ้มขึ้น”
ไม่จำเป็น ต้องดูว่าปริมาณที่ทำให้ได้เงินคืนนั้นเป็นปริมาณที่จะเทรดอยู่แล้วหรือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพราะโปรแกรม
❌ “คำนวณจากปริมาณรวมทั้งเดือนได้เลย”
ไม่จำเป็น หากโปรแกรมมีเงื่อนไขระดับคำสั่ง ปริมาณที่เข้าเงื่อนไขจริงอาจน้อยกว่าปริมาณรวม
❌ “เงินคืนทำให้กลยุทธ์ที่ขาดทุนกลายเป็นคุ้ม”
ไม่ เงินคืนลดต้นทุนบางส่วน แต่ไม่ได้เปลี่ยนผลของการเทรดและไม่ได้ลดความเสี่ยงจากตลาด
⛔ บทความนี้ไม่ครอบคลุมอะไร
บทความนี้เน้นวิธีคำนวณเงินคืนและการแปลงเป็นต้นทุนสุทธิ ส่วนหัวข้อต่อไปนี้มีบทเฉพาะ:
| หัวข้อ | เรียนต่อที่ |
|---|---|
| Rebate และ Cashback ทำงานอย่างไร และโครงสร้างของโปรแกรมมีมิติใดบ้าง | บทความก่อนหน้า: Forex Rebate และ Cashback คืออะไร |
| Bonus และ Promotion ประเภทอื่นที่ไม่ผูกกับต้นทุน | บทเรียนที่ 7: Bonus และ Promotion ประเภทอื่น |
| Trading Requirement และการนับปริมาณเชิงระบบ | บทเรียนที่ 9: Trading Requirement |
| การคำนวณต้นทุนเต็มรูปแบบรวม Spread, Commission และ Swap | บทเรียนที่ 12: Trading Requirement และต้นทุน |
| การประเมินมูลค่าที่แท้จริงและความเหมาะสมกับผู้ใช้ | บทเรียนที่ 13: Real Economic Value |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำนวณเงินคืนอย่างไรถ้าเป็นอัตราคงที่ต่อล็อต?
นำปริมาณล็อตของแต่ละเครื่องมือคูณกับอัตราของเครื่องมือนั้น แล้วนำผลของทุกเครื่องมือมารวมกัน ตัวอย่างในหน้าโปรแกรมที่ยกมาแสดงวิธีนี้ไว้ โดยคำนวณ EURUSD และ AUDUSD แยกกันก่อนรวมยอด
คำนวณเงินคืนอย่างไรถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์?
นำฐานต้นทุนที่ Terms กำหนดคูณกับอัตราเปอร์เซ็นต์ โดยต้องดูก่อนว่าฐานคำนวณคืออะไร ตัวอย่างในหน้าโปรแกรมระบุว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่น จึงใช้ค่าคอมมิชชั่นรวมทั้งเดือนคูณกับอัตราของช่วงปริมาณที่ทำได้ ไม่ใช่ต้นทุนรวมทุกประเภท
เทียบสองโปรแกรมที่ใช้วิธีคำนวณต่างกันอย่างไร?
แปลงทั้งคู่ให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตของเครื่องมือเดียวกันที่มูลค่าสัญญาเท่ากัน แล้วจึงเทียบว่าโปรแกรมใดทำให้จ่ายน้อยกว่า การเทียบตัวเลขอัตราตรง ๆ ใช้ไม่ได้เพราะอยู่คนละหน่วย
อัตราคงที่ต่อล็อตคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน?
ตอบไม่ได้จากตัวอัตราเพียงอย่างเดียว ต้องนำอัตรานั้นหารด้วยต้นทุนต่อล็อตของบัญชีคุณเอง ซึ่งต่างกันตามเครื่องมือ ประเภทบัญชี และสเปรดที่จ่ายจริง
เทรดเพิ่มเพื่อให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำคุ้มไหม?
ใช้เกณฑ์เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม คือดูว่าเงินคืนรวมของรอบนั้นเปลี่ยนไปเท่าไรหลังเพิ่มปริมาณ แล้วนำมาหักด้วยต้นทุนของปริมาณที่เพิ่มเพื่อหาผลสุทธิส่วนเพิ่ม การเทียบเงินคืนต่อล็อตกับต้นทุนต่อล็อตใช้ได้เฉพาะเมื่อการเพิ่มปริมาณไม่ทำให้ล็อตเดิมได้สิทธิ์หรืออัตราใหม่ไปด้วย และแม้ผลสุทธิส่วนเพิ่มจะเป็นบวก การเทรดเพิ่มก็ยังเพิ่มความเสี่ยงจากตลาดที่เงินคืนไม่ได้ชดเชย
ไต่ขั้นบันไดแล้วอัตราใหม่ใช้กับปริมาณทั้งหมดหรือเฉพาะส่วนที่เกิน?
ต้องตรวจจากเอกสารหรือสอบถามผู้ให้บริการ หน้าโปรแกรมที่ยกมาแสดงเพียงช่วงปริมาณและอัตราของแต่ละช่วง โดยไม่ได้ระบุวิธีนำอัตราไปใช้ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เปลี่ยนผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมเงินคืนที่ได้จริงน้อยกว่าที่คำนวณไว้?
สาเหตุที่พบบ่อยคือคำนวณจากปริมาณรวมทั้งหมดโดยไม่หักคำสั่งที่ไม่เข้าเงื่อนไข หรือใช้อัตราเดียวกับทุกเครื่องมือทั้งที่อัตราต่างกัน หรือไม่ได้แปลงหน่วยของบัญชีแบบเซ็นต์
สรุป
สองรูปแบบการคำนวณที่บทความนี้ใช้เป็นตัวอย่างคือ อัตราคงที่ต่อล็อต และเปอร์เซ็นต์ของฐานต้นทุนที่โปรแกรมกำหนด ซึ่งบอกข้อมูลคนละอย่างและต้องแปลงเป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตก่อนจึงจะเทียบกันได้
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ:
ยอดเงินคืนที่ได้ ≠ ต้นทุนที่ลดลงจริง ≠ ประโยชน์สุทธิที่เกิดกับคุณ
และจุดที่มักถูกมองข้ามมากที่สุดคือ เงินคืนก้อนเดียวกันอาจให้ผลสุทธิเป็นบวกหรือติดลบก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าปริมาณที่ทำให้ได้เงินคืนนั้นเป็นปริมาณที่คุณจะเทรดอยู่แล้ว หรือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นมาเพราะโปรแกรม
📌 ตรวจความเข้าใจก่อนไปบทเรียนถัดไป
รายการนี้ใช้ตรวจว่าคุณเข้าใจแนวคิดของบทความนี้แล้วหรือยัง ต่างจากรายการ 6 ข้อข้างบนซึ่งใช้รวบรวมข้อมูลก่อนคำนวณ
- ☐ คำนวณเงินคืนทั้งแบบอัตราคงที่ต่อล็อตและแบบเปอร์เซ็นต์ได้
- ☐ แปลงยอดรวมให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตได้
- ☐ รู้ว่าอัตราคงที่ต่อล็อตไม่บอกสัดส่วนต้นทุนที่ได้คืน จนกว่าจะรู้ต้นทุนของตัวเอง
- ☐ แปลงหน่วยของบัญชีแบบเซ็นต์ได้ถูกต้อง
- ☐ แยกปริมาณตามปกติออกจากปริมาณส่วนเพิ่มได้
- ☐ ใช้เกณฑ์เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่มตัดสินได้
- ☐ รู้ว่าต้องถามเรื่องวิธีนำอัตราขั้นบันไดไปใช้ก่อนวางแผนปริมาณ
สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจำจากบทความนี้:
📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิง
- RoboForex — Cashback (Rebates) program ใช้เป็นแหล่งของวิธีคำนวณสองแบบ ตัวอย่างการคำนวณสามชุดของบัญชี ProCent, Pro และ ECN อัตราตามช่วงปริมาณ 5% 7% และ 10% เกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน การไม่นับปริมาณ CFD และการที่อัตราของบัญชีเซ็นต์คิดเป็น 10% ของบัญชี Pro — roboforex.com
- European Securities and Markets Authority (ESMA) — Product Intervention Analysis — Measures on Contracts for Differences (ESMA50-162-215) หัวข้อ Restriction on incentives — esma.europa.eu
อัตราเงินคืน ตัวอย่างการคำนวณ เกณฑ์ขั้นต่ำ และช่วงปริมาณที่ยกมาในบทความนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรมของผู้ให้บริการเฉพาะรายและเฉพาะโปรแกรมที่อ้างอิงไว้ ตรวจสอบข้อมูลเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ไม่ใช่กฎกลางของ Rebate หรือ Cashback ทุกแห่ง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรตรวจสอบหน้าโปรแกรมฉบับปัจจุบันของผู้ให้บริการที่คุณพิจารณาเสมอ ส่วนการหารเพื่อแปลงเป็นหน่วยต่อล็อต และตัวอย่างเรื่องปริมาณส่วนเพิ่มซึ่งสมมติต้นทุนไว้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต เป็นการคำนวณของ ThaiFX เพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรม
🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง
ไม่ควรใช้ผลการคำนวณเป็นเหตุผลในการเพิ่มปริมาณหรือความถี่ในการซื้อขาย เพื่อให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไต่ขั้นบันไดอัตรา
การวิเคราะห์ของ ESMA ที่ใช้ประกอบมาตรการจำกัดการเสนอ CFD แก่ลูกค้ารายย่อย ระบุว่าสิทธิประโยชน์ในลักษณะนี้สามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยออกจากความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ดึงดูดลูกค้ารายย่อย และกระตุ้นให้เกิดการเทรด โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทกำหนดให้ลูกค้าฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายตามเงื่อนไข
ผู้ให้บริการบางรายสงวนสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายเงินคืนโดยไม่ต้องแสดงเหตุผล และเงื่อนไขของโปรแกรมเปลี่ยนแปลงได้
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำการลงทุน คำแนะนำทางกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี
📚 บทเรียนถัดไป
บทเรียนที่ 7: Bonus และ Promotion ประเภทอื่น
จบบทเรียนที่ 6 แล้ว และจบสิทธิประโยชน์สองกลุ่มใหญ่คือกลุ่มที่ให้เครดิตก่อนเทรด กับกลุ่มที่คืนต้นทุนหลังเทรด
บทเรียนถัดไปเป็นบทสุดท้ายของ Level 2 ซึ่งรวบรวมสิ่งที่เหลือ:
“ยังมี Promotion แบบไหนอีกที่ไม่เข้าพวกกับสองกลุ่มที่ผ่านมา?”
เราจะดู Loyalty, Volume, Referral, Promo Code, Contest และ Rewards ว่าแต่ละแบบผูกกับอะไร ประเมินอย่างไร และแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะผูกกับพฤติกรรมมากกว่าผูกกับเงิน
Share This Story, Choose Your Platform!
โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน



