🔵 LEVEL 2: BONUS TYPES | บทเรียนที่ 6 จาก 17 | บทความที่ 2 จาก 2

สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านทั้งบท

  • วิธีคำนวณเงินคืนที่พบในเอกสารจริงมีสองแบบ คืออัตราคงที่ต่อล็อต กับเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน
  • สองแบบนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแปลงให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตก่อน
  • ต้องแยกปริมาณที่เทรดตามปกติ ออกจากปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม
  • เกณฑ์ตัดสินคือเทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม ไม่ใช่ดูยอดเงินคืนรวม
  • บางส่วนคำนวณล่วงหน้าไม่ได้ จึงต้องระบุไว้แทนการเดา

🎯 เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะเข้าใจ

  • สองวิธีคำนวณเงินคืน ที่พบในเอกสารจริง และทำไมต้องคำนวณคนละแบบ
  • วิธีแปลงเงินคืนให้เป็น ต้นทุนสุทธิต่อล็อต ซึ่งใช้เทียบข้ามโปรแกรมได้
  • ทำไมอัตราคงที่ต่อล็อตไม่บอกว่าคุณได้คืนกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน จนกว่าจะรู้ต้นทุนของตัวเอง
  • ความต่างระหว่าง ปริมาณที่เทรดตามปกติ กับ ปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม
  • เกณฑ์ตัดสินการเพิ่มปริมาณ ที่เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม
  • คำถามเรื่องขั้นบันไดอัตราที่ต้องหาคำตอบก่อนวางแผนปริมาณ
  • สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ และสิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้

สำหรับมือใหม่

หลังอ่านบทความนี้ คุณควรตอบได้ว่า:

“เงินคืนที่โปรแกรมนี้ให้ ลดต้นทุนของฉันจริง ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ และฉันต้องเปลี่ยนวิธีเทรดหรือไม่?”

สำหรับ Trader ที่มีประสบการณ์

ใช้บทความนี้เป็นกรอบในการแยก:

Rebate per Lot → Cost per Lot → Net Cost → Normal Volume vs Incremental Volume → Incremental Rebate vs Incremental Cost


ใน บทความก่อนหน้า เราดูว่า Rebate และ Cashback ทำงานอย่างไร และควรแยกวิเคราะห์ผู้กำหนดและช่องทางการจ่าย วิธีคำนวณ และลักษณะของโปรแกรมอย่างไร
บทความนี้ลงไปที่ตัวเลข เพราะเงินคืนหลายรูปแบบสามารถคำนวณจากปริมาณหรือต้นทุนที่เข้าเงื่อนไขได้โดยตรง ขณะที่ Bonus Credit ต้องแยกวิเคราะห์มูลค่าที่ใช้ได้ เงื่อนไขการเทรด และเงื่อนไขการถอน

“คำนวณอย่างไรว่าเงินคืนที่ได้ ลดต้นทุนของเราจริงเท่าไร?”

การเปิดเผย: ThaiFX อาจได้รับค่าตอบแทนจากผู้ให้บริการบางรายเมื่อผู้อ่านสมัครผ่านลิงก์บนเว็บไซต์ของเรา ตัวอย่างในบทความนี้เลือกมาเพราะหน้าโปรแกรมมีตัวอย่างการคำนวณของตัวเองอยู่ในหน้า จึงตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกตัวเลข ไม่ใช่การรับรอง จัดอันดับ หรือแนะนำให้เปิดบัญชีกับรายใด

สองวิธีคำนวณที่ต้องแยกออกจากกัน

บทความก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินคืนมีทั้งแบบเปอร์เซ็นต์และแบบจำนวนเงินคงที่ต่อล็อต ซึ่งคำนวณคนละวิธีและบอกข้อมูลคนละอย่าง

FACT — หน้าโปรแกรม Cashback ของ RoboForex ระบุวิธีคำนวณไว้สองแบบตามประเภทบัญชี คือ Fixed Rebates Payout ซึ่งเป็นอัตราคงที่ต่อล็อตโดยจำนวนขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เลือกเทรด และ % of commission ซึ่งคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่น
หน้าดังกล่าวระบุอัตราของวิธีที่สองไว้ที่ 5% · 7% · 10% ตามช่วงปริมาณ 10 ถึง 1,000 ล็อต · 1,000 ถึง 3,000 ล็อต · มากกว่า 3,000 ล็อต
ประเด็น อัตราคงที่ต่อล็อต เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน
สูตร ปริมาณล็อต × อัตราต่อล็อตของเครื่องมือนั้น ฐานต้นทุนที่โปรแกรมกำหนด × อัตราเปอร์เซ็นต์
รู้ยอดเงินคืนล่วงหน้าได้หรือไม่ ได้ ถ้ารู้ปริมาณที่จะเทรด ได้เฉพาะเมื่อรู้มูลค่าของฐานคำนวณที่จะเกิดขึ้น
บอกสัดส่วนต้นทุนที่ได้คืนหรือไม่ ไม่บอก ต้องหารด้วยต้นทุนของตัวเองก่อน บอกสัดส่วนของฐานคำนวณทันที แต่ไม่ได้บอกสัดส่วนของต้นทุนรวมเสมอไป
เปลี่ยนตามสภาพตลาดหรือไม่ อัตราเงินคืนต่อล็อตที่กำหนดไว้ไม่เปลี่ยนตามสเปรดของแต่ละคำสั่ง แต่ต้นทุนจริงอาจเปลี่ยนตามสเปรด เงินคืนเปลี่ยนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง

อัตราคงที่ไม่ได้แปลว่าเปอร์เซ็นต์ที่ได้คืนคงที่

เมื่ออัตราเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อล็อต สัดส่วนต้นทุนที่ได้คืนจะเปลี่ยนไปตามต้นทุนของบัญชีคุณเอง

อัตราเงินคืนต่อล็อต ต้นทุนต่อล็อต คิดเป็นสัดส่วนที่ได้คืน
0.91 ดอลลาร์ 5.00 18.2%
0.91 ดอลลาร์ 10.00 9.1%
0.91 ดอลลาร์ 15.00 6.1%

อัตรา 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อตยกมาจากตัวอย่างในหน้าโปรแกรม ส่วนต้นทุนต่อล็อตทั้งสามค่าเป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ต้นทุนจริงของบัญชีใด

ANALYSIS — อัตราเดียวกันให้สัดส่วนที่ได้คืนต่างกันเกือบสามเท่า ขึ้นอยู่กับต้นทุนของบัญชี ผู้ที่ใช้บัญชีที่มีต้นทุนสูงจึงได้คืนคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า แม้จะได้รับเงินคืนต่อล็อตเท่ากัน นี่คือเหตุผลที่ต้องคำนวณด้วยต้นทุนของตัวเองก่อนตัดสินว่าโปรแกรมนั้นลดต้นทุนได้มากแค่ไหน
ANALYSIS — ความต่างที่สำคัญที่สุดอยู่แถวที่สาม ตัวเลข “คืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อต” ไม่ได้บอกว่าคุณได้คืนกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน จนกว่าจะรู้ว่าล็อตนั้นมีต้นทุนเท่าไรสำหรับบัญชีของคุณ ขณะที่ตัวเลข “คืน 10% ของค่าคอมมิชชั่น” บอกสัดส่วนทันที นี่คือเหตุผลที่ต้องแปลงทั้งสองแบบให้อยู่ในหน่วยเดียวกันก่อนเทียบ

วิธีที่ 1 — คำนวณจากอัตราคงที่ต่อล็อต

วิธีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะไม่ต้องรู้ต้นทุนก็คำนวณยอดเงินคืนได้

เงินคืน = ปริมาณล็อตของเครื่องมือนั้น × อัตราต่อล็อตของเครื่องมือนั้น

FACT — หน้าโปรแกรมยกตัวอย่างการคำนวณของบัญชี Pro ไว้เองว่า หากเทรด EURUSD 500 ล็อต และ AUDUSD 600 ล็อต ในหนึ่งเดือน โดยอัตราคงที่อยู่ที่ 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับ EURUSD และ 1.12 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับ AUDUSD จะได้เงินคืน
(500 × 0.91) + (600 × 1.12) = 455 + 672 = 1,127 ดอลลาร์
หน้าดังกล่าวระบุด้วยว่ายอดเงินคืนคำนวณแยกตามแต่ละเครื่องมือแล้วจึงนำมารวมกัน
⚠️ จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดของวิธีนี้
อัตราต่างกันตามเครื่องมือ ในตัวอย่างข้างต้น AUDUSD ให้อัตราสูงกว่า EURUSD ดังนั้นการประมาณเงินคืนด้วยอัตราเดียวสำหรับทั้งพอร์ตจะให้ตัวเลขที่ผิด ต้องแยกคำนวณตามเครื่องมือที่คุณเทรดจริง
และเนื่องจากอัตราขึ้นอยู่กับเครื่องมือ การเปลี่ยนไปเทรดคู่เงินอื่นทำให้ยอดเงินคืนเปลี่ยน แม้ปริมาณล็อตจะเท่าเดิม

บัญชีแบบเซ็นต์ต้องแปลงหน่วยก่อน

FACT — หน้าโปรแกรมยกตัวอย่างบัญชี ProCent ไว้ว่า หากเทรด EURUSD 3,000 เซ็นต์ล็อต ในหนึ่งเดือน โดยอัตราคงที่ต่อ 1 เซ็นต์ล็อตของ EURUSD อยู่ที่ 1.30 ยูเอสเซ็นต์ และอัตราของบัญชีเซ็นต์คิดเป็น 10% ของอัตราบัญชีมาตรฐาน จะได้เงินคืน
3,000 × 1.30 × 10% = 390 ยูเอสเซ็นต์
หน้าดังกล่าวระบุกำกับไว้ว่า 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100 เซ็นต์ล็อต ส่วนพื้นฐานเรื่องหน่วยล็อตอยู่ที่ Lot คืออะไร
ANALYSIS — ตัวอย่างนี้แสดงกับดักของหน่วยได้ชัด 390 ยูเอสเซ็นต์เท่ากับ 3.90 ดอลลาร์ ไม่ใช่ 390 ดอลลาร์ และ 3,000 เซ็นต์ล็อตเท่ากับ 30 ล็อตมาตรฐาน ไม่ใช่ 3,000
ผู้ที่อ่านตัวเลขโดยไม่แปลงหน่วยจะประเมินสูงเกินจริงได้หลายเท่า ก่อนเทียบโปรแกรมข้ามประเภทบัญชี จึงต้องแปลงทั้งปริมาณและสกุลเงินให้อยู่ในหน่วยเดียวกันเสมอ

วิธีที่ 2 — คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน

เงินคืน = ฐานต้นทุนที่โปรแกรมกำหนด × อัตราเปอร์เซ็นต์

⚠️ ฐานคำนวณไม่ใช่ต้นทุนรวมเสมอไป หาก Terms ระบุว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่น ฐานคำนวณคือค่าคอมมิชชั่นเท่านั้น ไม่ใช่ผลรวมของสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และ Swap การใช้ต้นทุนรวมมาคูณกับอัตราจึงให้ตัวเลขที่สูงเกินจริง ต้องอ่านจาก Terms ว่าฐานคำนวณคืออะไร
FACT — หน้าโปรแกรมยกตัวอย่างบัญชี ECN ไว้ว่า หากมีปริมาณการซื้อขาย 5,000 ล็อต ในหนึ่งเดือน มีค่าคอมมิชชั่นรวม 27,000 ดอลลาร์ และอัตราเงินคืนอยู่ที่ 10% จะได้เงินคืน
27,000 × 10% = 2,700 ดอลลาร์

แปลงให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อต

ตัวเลขยอดรวมอย่าง 2,700 ดอลลาร์ฟังดูมาก แต่ยังเทียบข้ามโปรแกรมไม่ได้ จนกว่าจะแปลงเป็นหน่วยต่อล็อต
จากตัวอย่างเดียวกัน เราคำนวณต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องสมมติอะไรเพิ่ม

แผนภูมิแท่งแนวนอนแสดงต้นทุนต่อหนึ่งล็อตของบัญชี ECN ตามตัวอย่างในเอกสาร ก่อนเงินคืนอยู่ที่ 5.40 ดอลลาร์ หลังได้รับเงินคืน 10 เปอร์เซ็นต์เหลือต้นทุนสุทธิ 4.86 ดอลลาร์ และได้คืน 0.54 ดอลลาร์
คำนวณต่อจากตัวอย่างในหน้าโปรแกรมโดยตรง โดยหารยอดรวมด้วยจำนวนล็อตเพื่อให้ได้หน่วยที่เทียบข้ามโปรแกรมได้
ขั้นตอน การคำนวณ ผลลัพธ์
ค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยต่อล็อต 27,000 ÷ 5,000 5.40 ดอลลาร์
เงินคืนเฉลี่ยต่อล็อต 2,700 ÷ 5,000 0.54 ดอลลาร์
ค่าคอมมิชชั่นสุทธิต่อล็อต 5.40 − 0.54 4.86 ดอลลาร์

ตัวเลข 27,000 · 5,000 · 2,700 และอัตรา 10% เป็นตัวเลขที่ปรากฏในตัวอย่างบนหน้าโปรแกรม ส่วนการหารเพื่อให้ได้หน่วยต่อล็อตเป็นการคำนวณต่อของ ThaiFX จากตัวเลขชุดเดียวกัน

⚠️ ข้อจำกัดที่ต้องระบุให้ชัด: ตัวเลขนี้เป็นค่าคอมมิชชั่นสุทธิ ไม่ใช่ต้นทุนรวมสุทธิ เพราะยังไม่ได้รวมสเปรดและ Swap ที่อาจเกิดขึ้น การจะได้ต้นทุนรวมสุทธิที่แท้จริง ต้องนำ Spread ที่จ่ายจริงมารวมด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องดึงจากบัญชีของตัวเอง

ทำไมต้องแปลงเป็นหน่วยต่อล็อต

ANALYSIS — เพราะโปรแกรมที่ใช้คนละวิธีคำนวณเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ โปรแกรมหนึ่งบอกว่า “คืน 10%” อีกโปรแกรมบอกว่า “คืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อต” สองตัวเลขนี้อยู่คนละหน่วยจึงเทียบไม่ได้
เมื่อแปลงทั้งคู่เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตของเครื่องมือเดียวกันที่มูลค่าสัญญาเท่ากัน จึงจะเทียบได้ว่าโปรแกรมใดทำให้คุณจ่ายน้อยกว่า
สิ่งที่ต้องระวังคือต้องเทียบที่เครื่องมือและประเภทบัญชีเดียวกัน เพราะทั้งอัตราเงินคืนและต้นทุนตั้งต้นต่างกันตามทั้งสองปัจจัย

วิธีคำนวณต้นทุนแบบละเอียดรวม Spread, Commission และ Swap อยู่ใน บทเรียนที่ 12

ปริมาณตามปกติ เทียบกับ ปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม

นี่คือส่วนที่ตัวเลขบอกความจริงที่หน้าโปรแกรมไม่ได้บอก
เงินคืนจะเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าปริมาณที่ทำให้ได้เงินคืนนั้น เป็นปริมาณที่คุณจะเทรดอยู่แล้วหรือไม่

ประเภทปริมาณ คำอธิบาย เงินคืนที่ได้จากส่วนนี้คืออะไร
ปริมาณตามปกติ ปริมาณที่คุณจะเทรดตามแผนอยู่แล้ว แม้ไม่มีโปรแกรม การลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง เพราะต้นทุนนั้นจะเกิดอยู่แล้ว
ปริมาณส่วนเพิ่ม ปริมาณที่เทรดเพิ่มเพื่อให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไต่ขั้นบันได ต้องหักด้วยต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มก่อน จึงจะรู้ผลสุทธิ

ตัวอย่างเชิงคำนวณของเกณฑ์ขั้นต่ำ

FACT — หน้าโปรแกรมที่ยกมาระบุเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ การซื้อขายอย่างน้อย 10 ล็อตต่อเดือน โดยคำนวณจากปริมาณการซื้อขายคู่สกุลเงินและโลหะ ไม่นำปริมาณการเทรด CFD มาพิจารณา และจ่ายเป็นรายการปรับยอดคงเหลือในวันแรกของแต่ละเดือน

ตัวอย่างต่อไปนี้สมมติผู้ใช้สองคนได้เงินคืนเท่ากันแต่มาถึงจุดนั้นคนละทาง โดยสมมติเพิ่มว่าเมื่อทำปริมาณถึงเกณฑ์แล้วจะได้เงินคืนสำหรับทุกล็อตในรอบนั้น ซึ่งเป็นสมมติฐานของ ThaiFX เพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่กลไกที่หน้าโปรแกรมระบุไว้

แผนภูมิแท่งเปรียบเทียบสองกรณี กรณีแรกเทรด 10 ล็อตตามแผนอยู่แล้วได้เงินคืน 9.10 ดอลลาร์และสุทธิเป็นบวก กรณีที่สองเทรดปกติ 7 ล็อตแล้วเพิ่มอีก 3 ล็อตเพื่อให้ถึงเกณฑ์ ได้เงินคืน 9.10 ดอลลาร์เท่ากันแต่จ่ายต้นทุนส่วนเพิ่ม 30 ดอลลาร์ ทำให้สุทธิติดลบ 20.90 ดอลลาร์
ตัวอย่างเชิงคำนวณเพื่ออธิบายกลไก โดยใช้อัตราเงินคืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อตจากตัวอย่างในหน้าโปรแกรม และสมมติต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มไว้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต
สมมติฐานของการคำนวณ

  • อัตราเงินคืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อต ตามตัวอย่าง EURUSD ในหน้าโปรแกรม
  • เกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน ตามที่หน้าโปรแกรมระบุ
  • ต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มสมมติไว้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต ซึ่งเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ตัวเลขจากหน้าโปรแกรม ผู้อ่านต้องแทนด้วยต้นทุนจริงของบัญชีตัวเอง
  • สมมติว่าเมื่อทำปริมาณถึงเกณฑ์แล้ว จะได้เงินคืนสำหรับทุกล็อตในรอบนั้น ซึ่งเป็นสมมติฐานเพื่ออธิบายกลไก หน้าโปรแกรมระบุเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน โดยไม่ได้ระบุว่าการข้ามเกณฑ์มีผลกับปริมาณเดิมอย่างไร
กรณี เงินคืน ต้นทุนส่วนเพิ่ม ผลสุทธิ
เทรด 10 ล็อตตามแผนอยู่แล้ว 9.10 0 +9.10
เทรดปกติ 7 ล็อต แล้วเพิ่มอีก 3 ล็อตเพื่อให้ถึงเกณฑ์ 9.10 30.00 ติดลบ 20.90
ANALYSIS — ทั้งสองกรณีได้เงินคืนเท่ากันคือ 9.10 ดอลลาร์ แต่ผลสุทธิต่างกันเกือบ 30 ดอลลาร์ เพราะกรณีที่สองต้องจ่ายต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มก่อน ยอดเงินคืนที่ปรากฏในบัญชีจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าโปรแกรมนั้นให้ประโยชน์กับคุณจริงหรือไม่

เกณฑ์ตัดสินการเพิ่มปริมาณ — เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม

จากโครงสร้างข้างต้น สรุปเป็นเกณฑ์เดียวได้ ไม่ว่าโปรแกรมจะใช้วิธีคำนวณแบบใด

เงินคืนส่วนเพิ่ม = เงินคืนรวมหลังเพิ่มปริมาณ − เงินคืนรวมก่อนเพิ่มปริมาณ

ผลสุทธิส่วนเพิ่ม = เงินคืนส่วนเพิ่ม − ต้นทุนของปริมาณส่วนเพิ่ม

ถ้าผลสุทธิส่วนเพิ่มไม่ต่ำกว่าศูนย์ การเพิ่มปริมาณจะไม่ทำให้เสียเปรียบด้านต้นทุนโดยตรง

⚠️ ทำไมต้องเทียบยอดรวม ไม่ใช่เทียบต่อล็อต
เพราะการเทียบเงินคืนต่อล็อตกับต้นทุนต่อล็อตใช้ได้เฉพาะเมื่อการเพิ่มปริมาณสร้างเงินคืนเฉพาะกับล็อตที่เพิ่มเข้าไปเท่านั้น
แต่หากโปรแกรมมีเกณฑ์ขั้นต่ำหรือขั้นบันไดที่ทำให้ปริมาณเดิมได้รับสิทธิ์หรือได้อัตราใหม่ไปด้วย การเพิ่มเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนเงินคืนของทั้งรอบ การเทียบต่อล็อตจึงให้คำตอบที่ผิดได้

ตัวอย่างที่การเทียบต่อล็อตให้คำตอบผิด

สมมติฐาน เป็นตัวอย่างเชิงคำนวณของ ThaiFX ไม่ใช่เงื่อนไขของผู้ให้บริการรายใด

  • โปรแกรมกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน และเมื่อถึงเกณฑ์แล้วได้เงินคืน 2 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับทุกล็อตในรอบนั้น
  • ต้นทุนของล็อตส่วนเพิ่มอยู่ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต
  • ผู้ใช้เทรดตามปกติ 9 ล็อตต่อเดือน จึงยังไม่ถึงเกณฑ์และได้เงินคืน 0
วิธีตัดสิน การคำนวณ ข้อสรุป
เทียบต่อล็อต เงินคืน 2 ต่อล็อต เทียบกับต้นทุน 10 ต่อล็อต สรุปว่าไม่คุ้ม
เทียบเงินคืนส่วนเพิ่ม เพิ่ม 1 ล็อตให้ครบ 10 ทำให้เงินคืนรวมเปลี่ยนจาก 0 เป็น 10 × 2 = 20 ส่วนต้นทุนส่วนเพิ่มคือ 1 × 10 = 10 สุทธิ +10 จึงไม่เสียเปรียบด้านต้นทุน
ANALYSIS — สองวิธีให้คำตอบตรงข้ามกันจากตัวเลขชุดเดียวกัน เพราะการข้ามเกณฑ์ทำให้ล็อตเดิม 9 ล็อตได้รับสิทธิ์ไปด้วย เงินคืนส่วนเพิ่มจึงไม่ใช่เงินคืนของ 1 ล็อตที่เพิ่มเข้าไป แต่เป็นเงินคืนของทั้งรอบที่เปลี่ยนไป
ANALYSIS — สิ่งที่เกณฑ์นี้บอกและไม่บอก
บอก ว่าการเพิ่มปริมาณนั้นทำให้จ่ายสุทธิเพิ่มหรือลดในแง่ต้นทุน
ไม่บอก ว่าการเทรดเพิ่มนั้นดีต่อผลลัพธ์โดยรวมหรือไม่ เพราะทุกล็อตที่เพิ่มเข้ามามาพร้อมความเสี่ยงจากตลาดที่เงินคืนไม่ได้ชดเชย
ดังนั้นแม้ผลสุทธิส่วนเพิ่มจะเป็นบวก การเพิ่มปริมาณเพียงเพื่อไล่เกณฑ์ก็ยังเป็นการเปลี่ยนแผนการเทรดเพราะโปรโมชั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่บทความนี้ไม่แนะนำ
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้เกณฑ์นี้: ต้องทราบก่อนว่าการข้ามเกณฑ์หรือขั้นบันไดมีผลกับปริมาณเดิมหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่หน้าโปรแกรมอาจไม่ได้ระบุ ตามที่อธิบายในหัวข้อถัดไป

คำถามเรื่องขั้นบันไดที่ต้องหาคำตอบก่อน

โปรแกรมที่มีขั้นบันไดอัตราสร้างแรงจูงใจให้ไต่ไปขั้นถัดไป แต่ผลลัพธ์ต่างกันมากตามรายละเอียดข้อหนึ่ง

⚠️ คำถามที่ต้องถามผู้ให้บริการหรือหาในเอกสาร
เมื่อไต่ถึงขั้นถัดไปแล้ว อัตราใหม่ใช้กับปริมาณทั้งหมดในรอบนั้น หรือใช้เฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์?
สองแบบนี้ให้ผลต่างกันมาก หากใช้กับปริมาณทั้งหมด การไต่ขั้นจะให้ผลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่หากใช้เฉพาะส่วนที่เกิน ผลที่ได้จะเพิ่มขึ้นทีละน้อย
หน้าโปรแกรมที่บทความนี้ยกมาแสดงเพียงช่วงปริมาณและอัตราของแต่ละช่วง โดยไม่ได้ระบุว่าใช้วิธีใด จึงเป็นข้อมูลที่ต้องสอบถามผู้ให้บริการโดยตรงก่อนวางแผนปริมาณ
ANALYSIS — ไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบใด เกณฑ์ตัดสินในหัวข้อก่อนหน้ายังใช้ได้เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่ต้องเทียบคือเงินคืนส่วนเพิ่มที่ได้จากการไต่ขั้น กับต้นทุนของปริมาณส่วนเพิ่มที่ต้องเทรดเพื่อไปให้ถึง

สิ่งที่ต้องรวบรวมก่อนคำนวณ

การคำนวณที่ให้ผลใช้งานได้จริงต้องใช้ตัวเลขของตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขในโฆษณา

  1. ปริมาณที่คุณเทรดตามปกติต่อเดือน — ดูจากประวัติบัญชีย้อนหลังหลายเดือน ไม่ใช่เดือนที่ดีที่สุด
  2. เครื่องมือที่คุณเทรดเป็นหลัก — เพราะอัตราเงินคืนต่างกันตามเครื่องมือ
  3. ต้นทุนโดยประมาณต่อล็อตของคุณ — อย่างน้อยควรรวม Spread และ Commission และพิจารณา Swap เมื่อเกี่ยวข้อง ส่วนวิธีคำนวณต้นทุนเต็มรูปแบบอยู่ใน บทเรียนที่ 12
  4. อัตราเงินคืนและวิธีคำนวณ — เป็นอัตราคงที่ต่อล็อต หรือเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน
  5. เกณฑ์ขั้นต่ำและขั้นบันได — และวิธีที่อัตราใหม่ถูกนำมาใช้
  6. สัดส่วนคำสั่งที่เข้าเงื่อนไข — หากโปรแกรมมีเงื่อนไขระดับคำสั่ง เช่น เวลาถือขั้นต่ำ
ข้อที่ 6 มักถูกลืมมากที่สุด หากโปรแกรมมีเงื่อนไขระดับคำสั่ง ปริมาณที่ได้เงินคืนจริงอาจน้อยกว่าปริมาณที่คุณเทรดทั้งหมด การคำนวณจากปริมาณรวมทั้งหมดจึงให้ตัวเลขที่สูงเกินจริง ควรประเมินจากสัดส่วนคำสั่งที่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุในหน้าโปรแกรม

สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้

เพื่อไม่ให้บทความนี้สร้างความมั่นใจเกินจริง มีสามอย่างที่การคำนวณตอบไม่ได้

สิ่งที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้ เหตุผล
ต้นทุนสเปรดที่จะเกิดขึ้นจริง สเปรดลอยตัวเปลี่ยนตามภาวะตลาดและช่วงเวลา ตัวเลขที่ใช้คำนวณจึงเป็นค่าประมาณเสมอ
ปริมาณที่คุณจะเทรดจริงในเดือนหน้า ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและแผนของคุณ การใช้ค่าจากเดือนที่เทรดมากที่สุดจะทำให้ประเมินสูงเกินไป
ผลกำไรขาดทุนจากการเทรด เงินคืนลดต้นทุน แต่ไม่ได้เปลี่ยนผลของการเทรด และไม่ได้ทำให้กลยุทธ์ที่ขาดทุนกลายเป็นกำไร
การวิเคราะห์ของ ESMA ที่ใช้ประกอบมาตรการจำกัดการเสนอ CFD แก่ลูกค้ารายย่อย ระบุว่าสิทธิประโยชน์ในลักษณะนี้สามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยออกจากความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ดึงดูดลูกค้ารายย่อย และกระตุ้นให้เกิดการเทรด โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทกำหนดให้ลูกค้าฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายตามเงื่อนไข
การคำนวณเงินคืนจึงควรใช้เพื่อประเมินว่าโปรแกรมลดต้นทุนได้เท่าไร ไม่ใช่เพื่อวางแผนว่าจะเทรดเพิ่มเท่าไร

สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคำนวณเงินคืน

❌ “คืน 0.91 ดอลลาร์ต่อล็อต ดีกว่าคืน 10%”
เทียบกันไม่ได้โดยตรง เพราะอยู่คนละหน่วย ต้องแปลงทั้งคู่เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตของเครื่องมือเดียวกันก่อน
❌ “ใช้อัตราเดียวคำนวณทั้งพอร์ตได้”
ไม่ได้ในโปรแกรมที่ใช้อัตราคงที่ เพราะอัตราต่างกันตามเครื่องมือ ตัวอย่างในหน้าโปรแกรมแสดงว่า EURUSD และ AUDUSD ใช้อัตราคนละตัว
❌ “3,000 เซ็นต์ล็อตคือ 3,000 ล็อต”
ไม่ใช่ หน้าโปรแกรมระบุว่า 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100 เซ็นต์ล็อต และเงินคืนในตัวอย่างนั้นเป็นหน่วยยูเอสเซ็นต์ ไม่ใช่ดอลลาร์
❌ “ได้เงินคืนมากขึ้น แปลว่าคุ้มขึ้น”
ไม่จำเป็น ต้องดูว่าปริมาณที่ทำให้ได้เงินคืนนั้นเป็นปริมาณที่จะเทรดอยู่แล้วหรือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพราะโปรแกรม
❌ “คำนวณจากปริมาณรวมทั้งเดือนได้เลย”
ไม่จำเป็น หากโปรแกรมมีเงื่อนไขระดับคำสั่ง ปริมาณที่เข้าเงื่อนไขจริงอาจน้อยกว่าปริมาณรวม
❌ “เงินคืนทำให้กลยุทธ์ที่ขาดทุนกลายเป็นคุ้ม”
ไม่ เงินคืนลดต้นทุนบางส่วน แต่ไม่ได้เปลี่ยนผลของการเทรดและไม่ได้ลดความเสี่ยงจากตลาด

⛔ บทความนี้ไม่ครอบคลุมอะไร

บทความนี้เน้นวิธีคำนวณเงินคืนและการแปลงเป็นต้นทุนสุทธิ ส่วนหัวข้อต่อไปนี้มีบทเฉพาะ:

หัวข้อ เรียนต่อที่
Rebate และ Cashback ทำงานอย่างไร และโครงสร้างของโปรแกรมมีมิติใดบ้าง บทความก่อนหน้า: Forex Rebate และ Cashback คืออะไร
Bonus และ Promotion ประเภทอื่นที่ไม่ผูกกับต้นทุน บทเรียนที่ 7: Bonus และ Promotion ประเภทอื่น
Trading Requirement และการนับปริมาณเชิงระบบ บทเรียนที่ 9: Trading Requirement
การคำนวณต้นทุนเต็มรูปแบบรวม Spread, Commission และ Swap บทเรียนที่ 12: Trading Requirement และต้นทุน
การประเมินมูลค่าที่แท้จริงและความเหมาะสมกับผู้ใช้ บทเรียนที่ 13: Real Economic Value

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำนวณเงินคืนอย่างไรถ้าเป็นอัตราคงที่ต่อล็อต?
นำปริมาณล็อตของแต่ละเครื่องมือคูณกับอัตราของเครื่องมือนั้น แล้วนำผลของทุกเครื่องมือมารวมกัน ตัวอย่างในหน้าโปรแกรมที่ยกมาแสดงวิธีนี้ไว้ โดยคำนวณ EURUSD และ AUDUSD แยกกันก่อนรวมยอด
คำนวณเงินคืนอย่างไรถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์?
นำฐานต้นทุนที่ Terms กำหนดคูณกับอัตราเปอร์เซ็นต์ โดยต้องดูก่อนว่าฐานคำนวณคืออะไร ตัวอย่างในหน้าโปรแกรมระบุว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่น จึงใช้ค่าคอมมิชชั่นรวมทั้งเดือนคูณกับอัตราของช่วงปริมาณที่ทำได้ ไม่ใช่ต้นทุนรวมทุกประเภท
เทียบสองโปรแกรมที่ใช้วิธีคำนวณต่างกันอย่างไร?
แปลงทั้งคู่ให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตของเครื่องมือเดียวกันที่มูลค่าสัญญาเท่ากัน แล้วจึงเทียบว่าโปรแกรมใดทำให้จ่ายน้อยกว่า การเทียบตัวเลขอัตราตรง ๆ ใช้ไม่ได้เพราะอยู่คนละหน่วย
อัตราคงที่ต่อล็อตคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน?
ตอบไม่ได้จากตัวอัตราเพียงอย่างเดียว ต้องนำอัตรานั้นหารด้วยต้นทุนต่อล็อตของบัญชีคุณเอง ซึ่งต่างกันตามเครื่องมือ ประเภทบัญชี และสเปรดที่จ่ายจริง
เทรดเพิ่มเพื่อให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำคุ้มไหม?
ใช้เกณฑ์เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่ม คือดูว่าเงินคืนรวมของรอบนั้นเปลี่ยนไปเท่าไรหลังเพิ่มปริมาณ แล้วนำมาหักด้วยต้นทุนของปริมาณที่เพิ่มเพื่อหาผลสุทธิส่วนเพิ่ม การเทียบเงินคืนต่อล็อตกับต้นทุนต่อล็อตใช้ได้เฉพาะเมื่อการเพิ่มปริมาณไม่ทำให้ล็อตเดิมได้สิทธิ์หรืออัตราใหม่ไปด้วย และแม้ผลสุทธิส่วนเพิ่มจะเป็นบวก การเทรดเพิ่มก็ยังเพิ่มความเสี่ยงจากตลาดที่เงินคืนไม่ได้ชดเชย
ไต่ขั้นบันไดแล้วอัตราใหม่ใช้กับปริมาณทั้งหมดหรือเฉพาะส่วนที่เกิน?
ต้องตรวจจากเอกสารหรือสอบถามผู้ให้บริการ หน้าโปรแกรมที่ยกมาแสดงเพียงช่วงปริมาณและอัตราของแต่ละช่วง โดยไม่ได้ระบุวิธีนำอัตราไปใช้ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เปลี่ยนผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมเงินคืนที่ได้จริงน้อยกว่าที่คำนวณไว้?
สาเหตุที่พบบ่อยคือคำนวณจากปริมาณรวมทั้งหมดโดยไม่หักคำสั่งที่ไม่เข้าเงื่อนไข หรือใช้อัตราเดียวกับทุกเครื่องมือทั้งที่อัตราต่างกัน หรือไม่ได้แปลงหน่วยของบัญชีแบบเซ็นต์

สรุป

สองรูปแบบการคำนวณที่บทความนี้ใช้เป็นตัวอย่างคือ อัตราคงที่ต่อล็อต และเปอร์เซ็นต์ของฐานต้นทุนที่โปรแกรมกำหนด ซึ่งบอกข้อมูลคนละอย่างและต้องแปลงเป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตก่อนจึงจะเทียบกันได้
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ:

ยอดเงินคืนที่ได้ ≠ ต้นทุนที่ลดลงจริง ≠ ประโยชน์สุทธิที่เกิดกับคุณ

และจุดที่มักถูกมองข้ามมากที่สุดคือ เงินคืนก้อนเดียวกันอาจให้ผลสุทธิเป็นบวกหรือติดลบก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าปริมาณที่ทำให้ได้เงินคืนนั้นเป็นปริมาณที่คุณจะเทรดอยู่แล้ว หรือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นมาเพราะโปรแกรม

📌 ตรวจความเข้าใจก่อนไปบทเรียนถัดไป

รายการนี้ใช้ตรวจว่าคุณเข้าใจแนวคิดของบทความนี้แล้วหรือยัง ต่างจากรายการ 6 ข้อข้างบนซึ่งใช้รวบรวมข้อมูลก่อนคำนวณ

  • คำนวณเงินคืนทั้งแบบอัตราคงที่ต่อล็อตและแบบเปอร์เซ็นต์ได้
  • แปลงยอดรวมให้เป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตได้
  • รู้ว่าอัตราคงที่ต่อล็อตไม่บอกสัดส่วนต้นทุนที่ได้คืน จนกว่าจะรู้ต้นทุนของตัวเอง
  • แปลงหน่วยของบัญชีแบบเซ็นต์ได้ถูกต้อง
  • แยกปริมาณตามปกติออกจากปริมาณส่วนเพิ่มได้
  • ใช้เกณฑ์เทียบเงินคืนส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่วนเพิ่มตัดสินได้
  • รู้ว่าต้องถามเรื่องวิธีนำอัตราขั้นบันไดไปใช้ก่อนวางแผนปริมาณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจำจากบทความนี้:

คำนวณเงินคืนด้วยปริมาณที่คุณเทรดอยู่แล้วเป็นฐาน แล้วแปลงเป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อต — ถ้าตัวเลขยังดูคุ้มเมื่อไม่เปลี่ยนวิธีเทรดเลย นั่นคือประโยชน์ที่แท้จริงของโปรแกรม

📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิง

  • RoboForex — Cashback (Rebates) program ใช้เป็นแหล่งของวิธีคำนวณสองแบบ ตัวอย่างการคำนวณสามชุดของบัญชี ProCent, Pro และ ECN อัตราตามช่วงปริมาณ 5% 7% และ 10% เกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน การไม่นับปริมาณ CFD และการที่อัตราของบัญชีเซ็นต์คิดเป็น 10% ของบัญชี Pro — roboforex.com
  • European Securities and Markets Authority (ESMA) — Product Intervention Analysis — Measures on Contracts for Differences (ESMA50-162-215) หัวข้อ Restriction on incentives — esma.europa.eu

อัตราเงินคืน ตัวอย่างการคำนวณ เกณฑ์ขั้นต่ำ และช่วงปริมาณที่ยกมาในบทความนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรมของผู้ให้บริการเฉพาะรายและเฉพาะโปรแกรมที่อ้างอิงไว้ ตรวจสอบข้อมูลเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ไม่ใช่กฎกลางของ Rebate หรือ Cashback ทุกแห่ง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรตรวจสอบหน้าโปรแกรมฉบับปัจจุบันของผู้ให้บริการที่คุณพิจารณาเสมอ ส่วนการหารเพื่อแปลงเป็นหน่วยต่อล็อต และตัวอย่างเรื่องปริมาณส่วนเพิ่มซึ่งสมมติต้นทุนไว้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล็อต เป็นการคำนวณของ ThaiFX เพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรม

🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง

การซื้อขาย Forex, CFD และผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage มีความเสี่ยงสูง การคำนวณเงินคืนบอกได้เพียงว่าต้นทุนลดลงเท่าไร ไม่ได้บอกว่าการเทรดจะมีกำไรหรือไม่ และไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาด
ไม่ควรใช้ผลการคำนวณเป็นเหตุผลในการเพิ่มปริมาณหรือความถี่ในการซื้อขาย เพื่อให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไต่ขั้นบันไดอัตรา
การวิเคราะห์ของ ESMA ที่ใช้ประกอบมาตรการจำกัดการเสนอ CFD แก่ลูกค้ารายย่อย ระบุว่าสิทธิประโยชน์ในลักษณะนี้สามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยออกจากความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ดึงดูดลูกค้ารายย่อย และกระตุ้นให้เกิดการเทรด โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทกำหนดให้ลูกค้าฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายตามเงื่อนไข
ผู้ให้บริการบางรายสงวนสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายเงินคืนโดยไม่ต้องแสดงเหตุผล และเงื่อนไขของโปรแกรมเปลี่ยนแปลงได้
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำการลงทุน คำแนะนำทางกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี

📚 บทเรียนถัดไป

บทเรียนที่ 7: Bonus และ Promotion ประเภทอื่น

จบบทเรียนที่ 6 แล้ว และจบสิทธิประโยชน์สองกลุ่มใหญ่คือกลุ่มที่ให้เครดิตก่อนเทรด กับกลุ่มที่คืนต้นทุนหลังเทรด
บทเรียนถัดไปเป็นบทสุดท้ายของ Level 2 ซึ่งรวบรวมสิ่งที่เหลือ:
“ยังมี Promotion แบบไหนอีกที่ไม่เข้าพวกกับสองกลุ่มที่ผ่านมา?”
เราจะดู Loyalty, Volume, Referral, Promo Code, Contest และ Rewards ว่าแต่ละแบบผูกกับอะไร ประเมินอย่างไร และแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะผูกกับพฤติกรรมมากกว่าผูกกับเงิน

📚 ดูสารบัญหลักสูตรทั้ง 6 Level และ 17 บทเรียน

Share This Story, Choose Your Platform!

โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน

จะดีกว่าไหมหากได้เงินทุนมาเทรดฟรี ๆ กำไรก็สามารถถอนออกมาได้