🔵 LEVEL 2: BONUS TYPES | บทเรียนที่ 6 จาก 17 | บทความที่ 1 จาก 2

สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านทั้งบท

  • Rebate และ Cashback คืนเงินจากต้นทุนการเทรด จึงประเมินคนละแบบกับ Bonus Credit
  • ตัวเลขในหัวข้อโฆษณาอาจไม่ได้ใช้กับทุกสินทรัพย์
  • ไม่มีเงื่อนไขในการใช้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเงื่อนไขในการได้
  • บางโปรแกรมบังคับให้เลือกระหว่าง Cashback กับ Deposit Bonus
  • สิทธิประโยชน์ที่ผูกกับปริมาณมีความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมที่ต้องระวัง

🎯 เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะเข้าใจ

  • Rebate และ Cashback คืออะไร และทำไมจึงไม่ควรประเมินด้วยวิธีเดียวกับ Bonus Credit
  • ทำไมต้องแยก การลดต้นทุน ออกจาก การเพิ่มเครดิต
  • โครงสร้างของ Forex Rebate ที่ควรรู้ ทั้งผู้กำหนดและช่องทางการจ่าย วิธีคำนวณ และลักษณะของโปรแกรม
  • ทำไมตัวเลขเปอร์เซ็นต์ในหัวข้อโฆษณาอาจไม่ได้ใช้กับทุกสินทรัพย์
  • เงินที่ได้คืนมาจากไหน ในระบบที่จ่ายผ่านผู้แนะนำโบรกเกอร์
  • ทำไมต้องตรวจวันเริ่มและวันสิ้นสุดของโปรโมชั่นก่อนเสมอ
  • ทำไม “ไม่มีเงื่อนไขในการใช้” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีเงื่อนไขในการได้”
  • เงื่อนไขที่ทำให้คำสั่งบางประเภทไม่ถูกนับเข้า Rebate
  • ทำไมบางโปรแกรมบังคับให้เลือกระหว่าง Cashback กับ Deposit Bonus
  • วิธีคำนวณว่า Rebate ลดต้นทุนได้เท่าไรจริง
  • ความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมของสิทธิประโยชน์ที่ผูกกับปริมาณการเทรด

สำหรับมือใหม่

หลังอ่านบทความนี้ คุณควรตอบได้ว่า:

“Rebate ที่ได้คืนมา เป็นเงินของเราจริงหรือไม่ และคืนมาให้เท่าไรเมื่อเทียบกับต้นทุนที่จ่ายไป?”

สำหรับ Trader ที่มีประสบการณ์

ใช้บทความนี้เป็นกรอบในการแยก:

Who Pays → What Is Returned → Qualifying Volume → Payout Cycle → Net Cost


บทเรียนก่อนหน้านี้พาเราไปรู้จัก Bonus Credit และโปรโมชั่นที่เพิ่มเครดิตเข้าบัญชี ไม่ว่าจะเป็น No Deposit Bonus หรือ Deposit Bonus
บทเรียนนี้เปลี่ยนไปที่กลไกที่ทำงานคนละทาง

“ถ้าไม่ได้ให้เครดิตเพิ่ม แต่คืนต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว จะประเมินมูลค่าอย่างไร?”

Rebate และ Cashback คืออะไร

Rebate หรือ Cashback ในบริบทการเทรด คือสิทธิประโยชน์ที่คืนเงินหรือชดเชยต้นทุนบางส่วนให้ผู้เทรดตามกิจกรรมการซื้อขาย โดยอาจคำนวณจากสเปรด ค่าคอมมิชชั่น ปริมาณการซื้อขาย หรือสูตรอื่นตามที่แต่ละโปรแกรมกำหนด
โดยทั่วไป Rebate จะเกิดขึ้นหลังจากมีการซื้อขายที่เข้าเงื่อนไขแล้ว จึงต่างจาก Bonus Credit ในเชิงกลไก เพราะ Bonus Credit เพิ่มเครดิตให้ก่อนหรือระหว่างการเริ่มต้นเทรด
ความต่างจึงอยู่ที่ลำดับเวลาและวิธีคำนวณ ส่วนในเชิงการจัดหมวดทางการตลาดหรือทางกำกับดูแล ผู้ให้บริการบางรายอาจจัด Rebate ไว้ภายใต้หมวด Bonus หรือ Promotion ได้

แผนภาพเปรียบเทียบเส้นทางเงินสองแบบ แถวบนคือ Bonus ที่โบรกเกอร์ให้เครดิตเข้าบัญชีก่อนเทรดแต่มักถอนไม่ได้ แถวล่างคือ Rebate ที่ผู้ใช้จ่ายต้นทุนก่อน สะสมปริมาณตามรอบ แล้วจึงได้คืนบางส่วนเข้าบัญชีภายหลัง
Bonus Credit มาถึงก่อนการเทรดในรูปของเครดิต ส่วน Rebate มาถึงหลังการเทรดในรูปของการคืนหรือชดเชยต้นทุน

Bonus Credit = เพิ่มเครดิตสำหรับการเทรด · Rebate = คืนหรือชดเชยต้นทุนตามกิจกรรมการเทรด

เพราะกลไกต่างกัน การประเมินจึงต้องใช้คำถามคนละชุด

ประเด็น Bonus Credit ที่เรียนใน Level 2 บทที่ผ่านมา Rebate หรือ Cashback
มาถึงเมื่อไร ก่อนหรือขณะเริ่มเทรด หลังเทรด ตามรอบที่กำหนด
สิ่งที่ได้รับ เครดิตสำหรับใช้เทรด การคืนต้นทุนที่จ่ายไปแล้วบางส่วน
คำถามหลักในการประเมิน ถอนได้หรือไม่ ต้องทำเงื่อนไขอะไร คืนกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนจริง และคำสั่งแบบใดถูกนับ
สิ่งที่ต้องมีก่อน เข้าเงื่อนไข Eligibility และเหตุการณ์ที่ Promotion กำหนด ต้องมีการเทรดและมีต้นทุนเกิดขึ้นจริงก่อน

โครงสร้างของ Forex Rebate ที่ควรรู้

คำว่า Rebate ถูกใช้กับโปรแกรมที่มีรายละเอียดต่างกันมาก แต่ไม่มีการแบ่งประเภทที่เป็นมาตรฐานตายตัว
วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือแยกออกเป็น 3 มิติ แล้วตรวจทีละมิติกับโปรแกรมตรงหน้า

⚠️ สามข้อนี้ไม่ใช่ Rebate คนละประเภท
ทั้งสามเป็นคนละมิติของโปรแกรมเดียวกัน โปรแกรมหนึ่งจึงมีลักษณะจากหลายมิติพร้อมกันได้ เช่น โบรกเกอร์เป็นผู้จ่ายโดยตรง คำนวณเป็นจำนวนเงินต่อล็อต มีขั้นบันไดตามปริมาณการเทรด และเป็นโปรแกรมต่อเนื่อง ทั้งหมดในโปรแกรมเดียว
การถามว่าโปรแกรมนี้ “เป็นแบบไหน” จึงตอบไม่ได้ด้วยคำตอบเดียว ต้องตอบทีละมิติ
การเปิดเผย: ThaiFX อาจได้รับค่าตอบแทนจากผู้ให้บริการบางรายเมื่อผู้อ่านสมัครผ่านลิงก์บนเว็บไซต์ของเรา ตัวอย่างในบทความนี้เลือกมาเพราะเป็นหน้าโปรแกรมที่เปิดอ่านได้สาธารณะและระบุเงื่อนไขไว้ตรวจสอบย้อนกลับได้ และยกมาเพื่อแสดงว่าโครงสร้างและเงื่อนไขของแต่ละโปรแกรมต่างกันอย่างไร ไม่ใช่เพื่อแสดงว่า Rebate แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ไม่ใช่การรับรอง จัดอันดับ หรือแนะนำให้เปิดบัญชีกับรายใด

มิติที่ 1 — ใครกำหนด Rebate และจ่ายผ่านช่องทางใด

มิตินี้กำหนดว่าใครเป็นผู้ตั้งอัตราที่คุณได้รับ และคุณต้องเข้าร่วมผ่านช่องทางใด

ต้องแยกสองคำถามออกจากกัน: ใครกำหนดอัตรา กับ ใครเป็นผู้ดำเนินการโอนเงิน ไม่จำเป็นต้องเป็นรายเดียวกัน ในบางระบบผู้แนะนำเป็นผู้กำหนดอัตราให้ลูกค้าของตน แต่ผู้ให้บริการเป็นผู้ดำเนินการจ่ายให้ มิตินี้จึงเป็นเรื่องของโครงสร้างการจัดสรรสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องว่าเงินออกจากบัญชีของใคร
โครงสร้างการจัดสรร ลักษณะ สิ่งที่ต้องตรวจ
โบรกเกอร์จ่ายให้ผู้เทรดโดยตรง ผู้ให้บริการเป็นผู้กำหนดอัตราและจ่ายเข้าบัญชีเอง อัตราและเงื่อนไขอยู่บนหน้าโปรแกรมของผู้ให้บริการ
ผ่านผู้แนะนำ ผู้แนะนำได้ค่าตอบแทนจากกิจกรรมการซื้อขายของลูกค้าที่ตนแนะนำ แล้วกำหนดให้ส่วนหนึ่งถูกจ่ายกลับ โดยผู้ดำเนินการโอนเงินอาจเป็นผู้ให้บริการหรือผู้แนะนำ ขึ้นอยู่กับระบบ อัตราที่คุณได้อาจต่างจากผู้ใช้รายอื่น และต้องตรวจว่าต้องสมัครผ่านผู้แนะนำหรือห้ามผ่าน
FACT — ตัวอย่างของฝั่งผู้แนะนำ Exness ระบุในหน้า Introducing Broker Program ว่าผู้แนะนำสามารถใช้ระบบ Flexible rebate management เพื่อกำหนดการจ่าย Rebate อัตโนมัติเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน พร้อมกำหนดกติกาการจ่ายได้เอง และระบุว่าผู้แนะนำสามารถได้รับส่วนแบ่งรายได้สูงสุด 40%
ตัวเลข 40% นี้เป็นอัตราส่วนแบ่งรายได้ของผู้แนะนำ ไม่ใช่อัตรา Rebate ที่ลูกค้าจะได้รับ
FACT — Tickmill ระบุในหน้า Introducing Broker ว่าผู้แนะนำสามารถให้ Rebate กับลูกค้าของตนได้ โดยผู้ให้บริการเป็นผู้ดำเนินการจ่ายให้ และค่าตอบแทนของผู้แนะนำคิดจากกิจกรรมการซื้อขายของลูกค้าที่แนะนำมา
ANALYSIS — เมื่อจ่ายผ่านผู้แนะนำ ต้องแยกตัวเลขออกเป็นสองชั้น คือ ค่าตอบแทนที่ผู้แนะนำได้รับจากผู้ให้บริการ และ Rebate ที่ผู้แนะนำกำหนดให้ลูกค้าได้รับ
สองตัวเลขนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ดังนั้นตัวเลขค่าคอมมิชชั่นหรือผลตอบแทนที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรมผู้แนะนำไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นอัตรา Cashback ของลูกค้า
และเพราะค่าตอบแทนของผู้แนะนำผูกกับกิจกรรมการซื้อขายของลูกค้าที่แนะนำมา ผู้อ่านจึงควรรับรู้ว่าผู้แนะนำมีแรงจูงใจที่ผูกกับปริมาณการเทรดของคุณ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรประเมินอัตราและเงื่อนไขด้วยตัวเลขของตัวเอง ไม่ใช่จากคำแนะนำเพียงอย่างเดียว

มิติที่ 2 — Rebate คำนวณอย่างไร

มิตินี้กำหนดว่าคุณคำนวณยอดที่จะได้คืนล่วงหน้าได้หรือไม่ และตัวเลขที่โฆษณาบอกอะไรกับคุณ

ภายในมิตินี้ต้องแยกอีกสองชั้น
ฐานคำนวณ — จำนวนเงินคงที่ต่อล็อต หรือเปอร์เซ็นต์ของสเปรดหรือค่าคอมมิชชั่น
โครงสร้างอัตรา — อัตราคงที่ หรืออัตราที่เปลี่ยนตามปริมาณการเทรด
สองชั้นนี้ประกอบกันได้อิสระ โปรแกรมหนึ่งจึงเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่นและมีขั้นบันไดตามปริมาณพร้อมกันได้
ชั้นและตัวเลือก สิ่งที่ตัวเลขบอก ตัวอย่างที่พบในหน้าโปรแกรม
ฐานคำนวณ
จำนวนเงินคงที่ต่อล็อต
รู้ยอดล่วงหน้าได้ถ้ารู้ปริมาณ แต่ไม่บอกว่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน RoboForex ระบุวิธี Fixed Rebates Payout · Pepperstone ระบุ 0.7 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับ FX บัญชี Razor
ฐานคำนวณ
เปอร์เซ็นต์ของสเปรดหรือค่าคอมมิชชั่น
บอกสัดส่วนต้นทุนที่ได้คืนทันที แต่ยอดเงินขึ้นกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง Forex4you ระบุคืนสเปรดและค่าคอมมิชชั่น 40% · RoboForex ระบุวิธีคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่น
โครงสร้างอัตรา
อัตราคงที่ หรือเปลี่ยนตามปริมาณการเทรด
อัตราอาจคงที่ทุกระดับ หรือเปลี่ยนตามปริมาณการเทรด หากเป็นแบบขั้นบันไดอาจสร้างแรงจูงใจให้ไต่ระดับ RoboForex ระบุอัตรา 5% · 7% · 10% ตามช่วง 10 ถึง 1,000 · 1,000 ถึง 3,000 · มากกว่า 3,000 ล็อต
FACT — หน้าโปรแกรม Cashback ของ RoboForex Ltd ระบุว่าเงินคืนคำนวณจากปริมาณของตำแหน่งที่ปิดในบัญชี โดยต้องซื้อขายอย่างน้อย 10 ล็อตต่อเดือน และคิดให้ในวันแรกของแต่ละเดือนในรูปของยอดคงเหลือ พร้อมข้อความ “เงินคืน” ในประวัติบัญชี
หน้าเดียวกันระบุวิธีคำนวณไว้สองแบบตามประเภทบัญชี คือการจ่ายคืนแบบอัตราคงที่ต่อล็อต และการคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าคอมมิชชั่น
FACT — หน้าโปรแกรมเงินคืนของ Forex4you ซึ่งดำเนินการโดย E-Global Trade & Finance Group, Inc. ระบุว่าเป็นการคืนสเปรดและค่าคอมมิชชั่น 40% และระบุตัวเลขสูงสุดที่คืนได้ไว้ที่ 8 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับคำสั่งสกุลเงิน EUR/USD
ANALYSIS — มิตินี้อธิบายว่าทำไมตัวเลขอัตราของสองโปรแกรมเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะ “คืน 40%” กับ “คืน 0.7 ดอลลาร์ต่อล็อต” อยู่คนละหน่วย ต้องแปลงเป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตก่อนจึงจะเทียบได้ ซึ่งเป็นวิธีที่อธิบายไว้ในหัวข้อการคำนวณด้านล่าง

มิติที่ 3 — โปรแกรมมีลักษณะอย่างไร

มิตินี้กำหนดว่าสิทธิ์ของคุณอยู่ได้นานแค่ไหน และคำสั่งของคุณเข้าเงื่อนไขหรือไม่

ภายในมิตินี้มีสองเรื่องที่ต้องตรวจแยกกัน
ระยะเวลาของโปรแกรม — เป็นโปรแกรมต่อเนื่อง หรือเป็นโปรโมชั่นที่มีกำหนดเวลา
เงื่อนไขของโปรแกรม — ปริมาณขั้นต่ำ สินทรัพย์ที่นับ ประเภทบัญชี และเงื่อนไขระดับคำสั่ง
เรื่องที่ตรวจ สิ่งที่ต้องตรวจ
ระยะเวลา
โปรแกรมต่อเนื่อง
ผู้ให้บริการสงวนสิทธิ์เปลี่ยนหรือยุติเมื่อใด และแจ้งล่วงหน้าหรือไม่
ระยะเวลา
โปรโมชั่นที่มีกำหนดเวลา
วันเริ่มและวันสิ้นสุด และการซื้อขายช่วงใดที่นับ
เงื่อนไข
เงื่อนไขเพิ่มเติมที่อาจมี
ปริมาณขั้นต่ำ · สินทรัพย์ที่นับ · ประเภทบัญชี · เงื่อนไขระดับคำสั่ง
FACT — ตัวอย่างของโปรโมชั่นที่มีระยะเวลา เอกสารข้อกำหนดโปรโมชั่น 10% Rebate ของ Pepperstone Markets Limited กำหนดขอบเขตไว้ที่การซื้อขายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567
เอกสารเดียวกันกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมว่าต้องลงทะเบียนบัญชีโดยตรงกับผู้ให้บริการ ไม่ผ่านผู้แนะนำโบรกเกอร์ และระบุว่าเงินคืนใช้ได้กับการซื้อขายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันถัดไปหลังจากลงทะเบียนเข้าร่วมสำเร็จ โดยไม่ให้เงินคืนกับกิจกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
ANALYSIS — ตัวอย่างของ Tickmill และ Exness เทียบกับ Promotion ของ Pepperstone แสดงให้เห็นว่า ช่องทางการสมัครต้องตรวจแยกจากชื่อ Rebate เพราะบางระบบออกแบบให้เงินคืนทำงานผ่านผู้แนะนำ ขณะที่ Promotion ของ Pepperstone ฉบับนี้กำหนดให้ลูกค้าลงทะเบียนโดยตรงและไม่ผ่านผู้แนะนำ จึงไม่ควรอนุมานช่องทางรับ Rebate จากชื่อโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว
และเนื่องจากทั้งสี่ตัวอย่างที่ยกมามีลักษณะจากหลายมิติผสมกัน จึงยกมาเพื่อแสดงว่าโครงสร้างและเงื่อนไขต่างกันได้อย่างไร ไม่ใช่เพื่อจัดว่า Rebate แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ANALYSIS — เมื่อรวมทั้งสามมิติ คำถามแรกที่ต้องถามจึงไม่ใช่ “คืนกี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “ใครกำหนด Rebate และจ่ายผ่านช่องทางใด คำนวณด้วยวิธีใด และโปรแกรมมีลักษณะอย่างไร”
เพราะถ้าจ่ายผ่านผู้แนะนำ อัตราที่คุณได้รับอาจขึ้นอยู่กับอัตราที่ผู้แนะนำกำหนดภายใต้ระบบและเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการรองรับ ผู้ใช้สองคนที่เทรดกับโบรกเกอร์เดียวกันจึงอาจได้อัตราต่างกันได้

ตัวเลขในหัวข้อโฆษณาอาจไม่ได้ใช้กับทุกสินทรัพย์

โปรโมชั่นที่พาดหัวด้วยเปอร์เซ็นต์เดียว เช่น “เงินคืน 10%” อาจใช้อัตราคนละแบบกับสินทรัพย์แต่ละกลุ่มเมื่อเปิดเอกสารดู

FACT — เอกสารข้อกำหนดของโปรโมชั่นที่ยกมานิยามคำว่า Rebate ไว้ว่าคือ 10% ของสเปรดขั้นต่ำ หรือหากซื้อขาย FX ด้วยบัญชี Razor จะหมายถึง 10% ของค่าคอมมิชชั่น
แต่ในหัวข้อ “ข้อเสนอ” ของเอกสารเดียวกัน อัตราที่ระบุแยกตามกลุ่มสินทรัพย์ดังนี้
กลุ่มสินทรัพย์ อัตราที่เอกสารระบุ หน่วยที่ใช้
FX บนบัญชีประเภท Razor 0.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งล็อต จำนวนเงินคงที่
FX บนบัญชีมาตรฐาน 1 จุด หน่วยราคา
สินค้าโภคภัณฑ์ 10% ของสเปรดขั้นต่ำ เปอร์เซ็นต์
ดัชนี 10% ของสเปรดขั้นต่ำ เปอร์เซ็นต์
ANALYSIS — สิ่งที่ตารางนี้แสดงคือตัวเลขในหัวข้อโฆษณาและอัตราในเอกสารอาจอยู่คนละหน่วยกัน สำหรับกลุ่ม FX เอกสารระบุเป็นจำนวนเงินต่อล็อตและหน่วยราคา ส่วนเปอร์เซ็นต์ใช้กับสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนี
ผลในทางปฏิบัติคือผู้ที่เทรด FX เป็นหลักไม่สามารถคำนวณเงินคืนจากเปอร์เซ็นต์ในหัวข้อได้โดยตรง ต้องใช้อัตราเฉพาะที่เอกสารกำหนดสำหรับ FX และประเภทบัญชีของตนแทน จึงต้องเปิดเอกสารก่อนประเมินเสมอ

ตรวจวันเริ่มและวันสิ้นสุดก่อนเสมอ

โปรแกรมเงินคืนมีทั้งแบบที่ให้ต่อเนื่องและแบบที่เป็นแคมเปญมีกำหนดเวลา ซึ่งต่างกันมากในทางปฏิบัติ

FACT — เอกสารข้อกำหนดของโปรโมชั่นที่ยกมาระบุขอบเขตไว้ที่การซื้อขายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 และหน้าโปรโมชั่นระบุว่าข้อเสนอสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เมื่อ ThaiFX เปิดตรวจเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 หน้าโปรโมชั่นและเอกสารดังกล่าวยังเปิดอ่านได้อยู่
⚠️ บทเรียนที่ใช้ได้กับทุกโปรโมชั่น
การที่หน้าโปรโมชั่นยังเปิดได้ ไม่ได้แปลว่าโปรโมชั่นนั้นยังใช้งานได้ หน้าเว็บอาจยังคงอยู่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ยังไม่ได้ถูกนำออก หรือถูกเก็บไว้เพื่ออ้างอิง
เราไม่สามารถสรุปแทนผู้ให้บริการได้ว่าเหตุใดหน้าดังกล่าวยังอยู่ หรือมีเอกสารฉบับใหม่กว่าที่เราไม่พบหรือไม่ สิ่งที่ผู้อ่านทำได้คือหาวันเริ่มและวันสิ้นสุดในเอกสารก่อนเสมอ และสอบถามผู้ให้บริการโดยตรงหากไม่พบวันที่

“ไม่มีเงื่อนไขในการใช้” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีเงื่อนไขในการได้”

โปรแกรมเงินคืนบางรายใช้จุดขายว่าเงินที่ได้คืนไม่ใช่เครดิตโบนัส จึงไม่มีข้อจำกัดในการใช้เพิ่มเติม

FACT — หน้าโปรแกรมของ RoboForex ระบุว่า รีเบตสำหรับการเทรดไม่ใช่เงินโบนัส จึงสามารถใช้ได้ตามความต้องการของผู้ใช้เองโดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม

ข้อความนี้เป็นคุณสมบัติของโปรแกรมรายนั้นตามที่หน้าโปรแกรมระบุ ไม่ใช่กฎกลางของ Rebate ทุกโปรแกรม และครอบคลุมเฉพาะการใช้เงินหลังได้รับแล้ว ซึ่งเป็นความต่างจาก Bonus Credit ที่เรียนในบทที่ผ่านมา
แต่ต้องแยกให้ออกจากเงื่อนไขในการได้รับ ซึ่งหน้าโปรแกรมเดียวกันก็ระบุไว้หลายข้อ

เงื่อนไขที่หน้าโปรแกรมระบุ แหล่ง
ต้องเป็นลูกค้าที่ผ่านการยืนยันตัวตน RoboForex
ต้องซื้อขายอย่างน้อย 10 ล็อตต่อเดือน RoboForex
ปริมาณการเทรด CFD ไม่ถูกนำมาพิจารณา คำนวณจากคู่สกุลเงินและโลหะ RoboForex
อัตราสำหรับบัญชีประเภท Cent น้อยกว่าบัญชีประเภท Pro ถึง 10 เท่า RoboForex
ผู้ให้บริการสงวนสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายเงินคืนโดยไม่ต้องแสดงเหตุผลและ/หรือแจ้งล่วงหน้า RoboForex
มีเงื่อนไข MTP หรือ Minimum Trade Points โดยหน้าโปรแกรมพันธมิตรของผู้ให้บริการรายเดียวกันอธิบายว่าเป็นระดับขั้นต่ำของคำสั่งเป็น pip ที่คำสั่งนั้นต้องถึงจึงจะได้รับค่าตอบแทน Forex4you
มีเงื่อนไข MTT คือเวลาซื้อขายขั้นต่ำ 3 นาที นับจากเปิดคำสั่งถึงปิดคำสั่ง Forex4you
ไม่มีการคืนเงินสำหรับคำสั่งที่ทำให้ยอดเงินในบัญชีติดลบ Forex4you
บัญชีต้องไม่ได้ลงทะเบียนภายใต้บัญชีพันธมิตร Forex4you
ต้องลงทะเบียนบัญชีโดยตรง ไม่ผ่านผู้แนะนำโบรกเกอร์ Pepperstone
ไม่ให้เงินคืนกับการซื้อขายที่เกิดขึ้นก่อนลงทะเบียนเข้าร่วมสำเร็จ Pepperstone
ใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นของผู้ให้บริการรายเดียวกันไม่ได้ Pepperstone
หากคำสั่งถูกยกเลิกหรือเพิกถอนภายหลัง ผู้ให้บริการจะหักมูลค่าเงินคืนออกจากส่วนของผู้ใช้ในบัญชี Pepperstone
ใช้เงินคืนเพื่อครอบคลุม Margin ไม่ได้จนกว่าเงินจะถูกเครดิตเข้าบัญชี Pepperstone
ได้รับเงินคืนครั้งหนึ่งไม่ถือเป็นการรับประกันว่าจะได้รับในครั้งต่อไป Pepperstone
⚠️ สามข้อที่กระทบวิธีเทรดโดยตรง
เงื่อนไขเวลาถือคำสั่งขั้นต่ำ ทำให้คำสั่งที่เปิดและปิดเร็วกว่าเกณฑ์อาจไม่ถูกนับเข้าเงินคืน ซึ่งกระทบผู้ที่ใช้วิธีเทรดระยะสั้นมากโดยตรง
เงื่อนไข MTP ซึ่งเป็นระดับขั้นต่ำของคำสั่งเป็น pip ทำให้คำสั่งที่ไม่ถึงระดับ MTP ตามที่โปรแกรมกำหนดอาจไม่ได้รับค่าตอบแทน แม้จะถือครบเวลาแล้วก็ตาม
การไม่นับปริมาณ CFD ในบางโปรแกรม ทำให้ผู้ที่ซื้อขายสินทรัพย์ซึ่งโปรแกรมจัดอยู่ในกลุ่ม CFD ที่ไม่นับ อาจสะสมปริมาณไม่ถึงเกณฑ์ แม้จะมีปริมาณการซื้อขายสูง
ทั้งสามข้อเป็นเงื่อนไขของโปรแกรมเฉพาะที่ยกมา ไม่ใช่กฎกลางของ Rebate ทุกแห่ง จึงต้องเปิดหน้าโปรแกรมที่คุณพิจารณาจริงเพื่อตรวจ

บางโปรแกรมบังคับให้เลือกระหว่าง Cashback กับ Deposit Bonus

นี่คือจุดที่บทเรียนนี้เชื่อมกับบทเรียนที่ 4 โดยตรง และเป็นเรื่องที่ผู้อ่านต้องตัดสินใจก่อนสมัคร

FACT — หน้าโปรแกรมเงินคืนของ Forex4you ระบุว่าโปรแกรมนี้สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับโบนัสเครดิตเงินฝาก โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องไม่มีโบนัสเครดิตเหลืออยู่บนบัญชีเทรดในขณะนั้น และระบุว่าผู้ที่ใช้โปรแกรมคืนเงินไม่สามารถใช้โบนัสเครดิตเงินฝากได้
ANALYSIS — เมื่อสองอย่างใช้ร่วมกันไม่ได้ การเลือกจึงกลายเป็นการเทียบสิ่งที่ต่างกันโดยธรรมชาติ คือเครดิตก้อนเดียวที่ได้ตอนฝากเงิน กับการลดต้นทุนที่ทยอยได้ตามปริมาณการเทรด
ผลของการเลือกจึงขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณเทรดจริงต่อเดือน ไม่ใช่ตัวเลขที่โฆษณาว่าอย่างไหนสูงกว่า ยิ่งมีปริมาณการเทรดที่เข้าเงื่อนไขมาก Rebate ที่สะสมได้ก็อาจเพิ่มขึ้นตามสูตรของโปรแกรม ส่วน Bonus ก้อนเดียวมักมีเพดานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

เพดานของ Deposit Bonus และการคำนวณอธิบายไว้ใน บทเรียนที่ 4 ส่วนการเปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงอยู่ใน บทเรียนที่ 13

Rebate ลดต้นทุนได้เท่าไรจริง

Rebate หลายรูปแบบสามารถแปลงกลับมาเป็นต้นทุนสุทธิได้ค่อนข้างตรง เมื่อทราบสูตรคำนวณและคำสั่งที่เข้าเงื่อนไข ขณะที่ Bonus Credit ต้องพิจารณาเงื่อนไขการใช้และการถอนแยกต่างหาก

แผนภูมิแท่งแสดงต้นทุนต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานที่ 10 ดอลลาร์ เมื่อได้รับเงินคืน 10 25 และ 40 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนสุทธิเหลือ 9.00 7.50 และ 6.00 ดอลลาร์ตามลำดับ
ตัวอย่างเชิงคำนวณภายใต้สมมติฐานต้นทุน 10 ดอลลาร์ต่อล็อต เพื่อแสดงว่าอัตราเงินคืนเปลี่ยนต้นทุนสุทธิอย่างไร
สมมติฐานของการคำนวณ

  • เทรด 1 ล็อตมาตรฐานในคู่เงินที่ 1 pip มีมูลค่า 10 ดอลลาร์ต่อล็อต
  • Spread สมมติ 1.0 pip จึงมีต้นทุนต่อรอบการเทรดเท่ากับ 10 ดอลลาร์ และไม่คิด Commission หรือ Swap
  • คำสั่งนั้นเข้าเงื่อนไขของโปรแกรมทุกข้อ
อัตราเงินคืน ได้คืน ต้นทุนสุทธิ เทียบเป็นสเปรด
ไม่มีเงินคืน 0 10.00 เท่ากับ 1.00 pip
10% 1.00 9.00 เท่ากับ 0.90 pip
25% 2.50 7.50 เท่ากับ 0.75 pip
40% 4.00 6.00 เท่ากับ 0.60 pip

ตัวเลขในตารางนี้เป็นตัวอย่างเชิงคำนวณของ ThaiFX เพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรมของผู้ให้บริการรายใด ส่วนอัตรา 40% ยกมาจากหน้าโปรแกรมของ Forex4you เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงในการคำนวณเท่านั้น

ANALYSIS — สำหรับคู่เงินที่มีโครงสร้างและขนาดสัญญาเทียบเคียงกัน การแปลงเงินคืนกลับเป็นต้นทุนต่อล็อตหรือหน่วย pip ช่วยให้เปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น เพราะเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ให้อยู่ในหน่วยเดียวกับต้นทุน
ส่วนการเทียบข้ามสินทรัพย์หรือข้ามประเภทบัญชีที่โครงสร้างค่าธรรมเนียมต่างกัน ควรใช้ต้นทุนสุทธิต่อรอบการเทรดที่มูลค่าสัญญาเท่ากัน แทนการเทียบด้วย pip
โบรกเกอร์ที่สเปรดกว้างกว่าแต่มีเงินคืนสูง อาจให้ต้นทุนสุทธิใกล้เคียงหรือมากกว่าโบรกเกอร์ที่สเปรดแคบกว่าแต่ไม่มีเงินคืน จึงต้องคำนวณเป็นตัวเลขก่อนสรุป ไม่ใช่ดูจากอัตราเงินคืนอย่างเดียว

วิธีคำนวณต้นทุนแบบละเอียดรวม Commission และ Swap อยู่ใน บทเรียนที่ 12 ส่วนพื้นฐานเรื่องสเปรดอยู่ที่ Spread คืออะไร

ความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมของสิทธิประโยชน์ที่ผูกกับปริมาณ

Rebate สามารถช่วยลดต้นทุนการซื้อขายได้เมื่อผู้ใช้ได้รับเงินคืนตามเงื่อนไข แต่โครงสร้างของมันอาจสร้างแรงจูงใจให้เพิ่มปริมาณการเทรด

⚠️ กลไกที่ต้องเข้าใจ
ในโปรแกรมที่คำนวณ Rebate ตามปริมาณการเทรด เงินคืนจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่เข้าเงื่อนไข และบางโปรแกรมมีขั้นบันไดที่ให้อัตราสูงขึ้นเมื่อปริมาณสูงขึ้น รวมถึงมีปริมาณขั้นต่ำต่อเดือนที่ต้องทำให้ถึงก่อนจึงจะได้รับ
โครงสร้างนี้ทำให้เกิดคำถามที่ผู้ใช้ต้องตอบกับตัวเองว่า ปริมาณที่เทรดเพิ่มขึ้นนั้นมาจากแผนการเทรด หรือมาจากการไล่ให้ถึงเกณฑ์
ANALYSIS — ในโปรแกรมที่เงินคืนคำนวณเป็นสัดส่วนของต้นทุน ยิ่งเทรดมากยิ่งได้คืนมาก แต่ก็ยิ่งมีต้นทุนการซื้อขายเพิ่มขึ้นด้วย การเทรดเพิ่มเพียงเพื่อให้ได้เงินคืนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นวิธีลดต้นทุนรวม
ตัวอย่างจากตารางข้างต้น ที่อัตราคืน 40% การเทรดเพิ่ม 1 ล็อตทำให้ได้คืนเพิ่ม 4 ดอลลาร์ แต่จ่ายต้นทุนเพิ่ม 10 ดอลลาร์ สุทธิแล้วยังเป็นการจ่ายเพิ่ม 6 ดอลลาร์ พร้อมรับความเสี่ยงจากตลาดเพิ่มอีกหนึ่งคำสั่ง
ภายใต้ตัวอย่างที่เงินคืนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนและอัตราคืนต่ำกว่า 100% ต้นทุนส่วนเพิ่มหลังหักเงินคืนยังคงเป็นบวก ส่วนโปรแกรมที่ใช้อัตราคงที่ต่อล็อตต้องคำนวณด้วยตัวเลขของโปรแกรมนั้นเอง
การวิเคราะห์ของ ESMA ที่ใช้ประกอบมาตรการจำกัดการเสนอ CFD แก่ลูกค้ารายย่อย ระบุว่าสิทธิประโยชน์ในลักษณะนี้สามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยออกจากความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ดึงดูดลูกค้ารายย่อย และกระตุ้นให้เกิดการเทรด โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทกำหนดให้ลูกค้าฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายตามเงื่อนไข
Rebate จึงควรถูกมองว่าเป็นการชดเชยต้นทุนบางส่วนที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ใช่เหตุผลในการเทรดเพิ่ม

สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Rebate และ Cashback

❌ “Rebate ประเมินเหมือน Bonus Credit ได้”
ไม่ควร เพราะแม้ผู้ให้บริการบางรายอาจจัด Rebate หรือ Cashback ไว้ภายใต้หมวด Bonus หรือ Promotion แต่กลไกทางเศรษฐศาสตร์ต่างจาก Bonus Credit ที่เพิ่มเครดิตให้บัญชี โดย Rebate มักผูกกับกิจกรรมการซื้อขายและคืนหรือชดเชยต้นทุนภายหลัง
❌ “Rebate ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย”
ไม่จริง ข้อความว่าไม่มีข้อจำกัดในการใช้เป็นคุณสมบัติที่โปรแกรมบางรายระบุไว้สำหรับการใช้เงินหลังได้รับแล้ว ไม่ใช่กฎกลางของทุกโปรแกรม และไม่ครอบคลุมเงื่อนไขในการได้รับ ซึ่งอาจมีทั้งปริมาณขั้นต่ำต่อเดือน การยืนยันตัวตน เวลาถือคำสั่งขั้นต่ำ ระดับขั้นต่ำเป็น pip และประเภทสินทรัพย์ที่นับ
❌ “เทรดมากขึ้นเพื่อได้เงินคืนมากขึ้น คุ้มกว่า”
ไม่ใช่ การเทรดเพิ่มทำให้ทั้งต้นทุนและเงินคืนเพิ่มพร้อมกัน และในโปรแกรมที่เงินคืนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนโดยมีอัตราคืนต่ำกว่า 100% ต้นทุนส่วนเพิ่มหลังหักเงินคืนยังคงเป็นบวก
❌ “ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ในหัวข้อโฆษณาใช้กับทุกสินทรัพย์”
ไม่จำเป็น เอกสารที่ยกมาในบทนี้ระบุอัตราสำหรับ FX เป็นจำนวนเงินต่อล็อตและหน่วยราคา ส่วนเปอร์เซ็นต์ใช้กับสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนี
❌ “หน้าโปรโมชั่นยังเปิดได้ แปลว่าโปรโมชั่นยังใช้ได้”
ไม่จำเป็น หน้าโปรโมชั่นหนึ่งที่ยกมาในบทนี้ระบุวันสิ้นสุดไว้ในตัวหน้าเอง แต่ยังเปิดอ่านได้ในวันที่เราตรวจ จึงต้องหาวันเริ่มและวันสิ้นสุดในเอกสารก่อนเสมอ
❌ “ตัวเลขผลตอบแทนที่ผู้แนะนำได้รับ คืออัตราที่เราจะได้คืน”
ไม่ใช่ ตัวเลขบนหน้าโปรแกรมผู้แนะนำเป็นผลตอบแทนที่ผู้แนะนำได้รับจากผู้ให้บริการ ส่วนอัตราที่ผู้เทรดได้คืนคือส่วนที่ผู้แนะนำเลือกกำหนดให้อีกทอดหนึ่ง
❌ “อัตราเงินคืนสูงกว่า แปลว่าต้นทุนสุทธิต่ำกว่า”
ไม่จำเป็น ต้องดูสเปรดและค่าคอมมิชชั่นตั้งต้นประกอบ เพราะเงินคืนคำนวณจากต้นทุนที่จ่ายไป
❌ “ทุกคำสั่งที่เทรดได้เงินคืนหมด”
ไม่จำเป็น บางโปรแกรมกำหนดเวลาถือคำสั่งขั้นต่ำ ระดับขั้นต่ำเป็น pip หรือไม่คืนให้กับคำสั่งที่ทำให้ยอดเงินติดลบ
❌ “รับ Cashback แล้วยังรับ Deposit Bonus ได้ด้วย”
ไม่จำเป็น โปรแกรมที่ยกมาในบทนี้ระบุว่าผู้ที่ใช้โปรแกรมคืนเงินไม่สามารถใช้โบนัสเครดิตเงินฝากได้ ส่วนโปรแกรมอื่นต้องตรวจเงื่อนไขของตัวเอง

9 หัวข้อที่ต้องเปิดหาก่อนสมัครโปรแกรมเงินคืน

รายการนี้ใช้เปิดหน้าโปรแกรมและเอกสารจริงแล้วไล่หาทีละหัวข้อ ไม่ใช่การทบทวนความเข้าใจ

  1. โครงสร้างการจ่าย — ใครกำหนดอัตรา Rebate และใครเป็นผู้ดำเนินการจ่าย
  2. คืนจากอะไร — จากค่าคอมมิชชั่น จากสเปรด หรือเป็นอัตราคงที่ต่อล็อต
  3. ปริมาณขั้นต่ำ — ต้องเทรดเท่าไรต่อรอบจึงจะได้รับ และมีขั้นบันไดหรือไม่
  4. สินทรัพย์ที่นับ — คู่สกุลเงิน โลหะ ดัชนี หรือ CFD ถูกนับรวมหรือไม่
  5. เงื่อนไขระดับคำสั่ง — เวลาถือขั้นต่ำ ระยะทางขั้นต่ำเป็น pip เช่น MTP หรือข้อยกเว้นอื่น
  6. รอบการจ่ายและรูปแบบที่ได้รับ — รายสัปดาห์หรือรายเดือน และเข้าเป็นยอดคงเหลือหรือรูปแบบอื่น
  7. ข้อจำกัดที่ตัดสิทธิ์ — ใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นได้หรือไม่ และผู้ให้บริการสงวนสิทธิ์อะไรไว้บ้าง
  8. วันเริ่มและวันสิ้นสุด — เป็นโปรแกรมต่อเนื่องหรือแคมเปญมีกำหนดเวลา และการซื้อขายช่วงใดที่นับ
  9. ช่องทางการสมัคร — ต้องสมัครตรงกับผู้ให้บริการ หรือผ่านผู้แนะนำ และมีผลต่อสิทธิ์อย่างไร
คำที่ใช้ค้นหาในหน้าโปรแกรมหรือเอกสารได้ทันที: Rebate, Cashback, per lot, commission, minimum volume, eligible instruments, holding time, payout, exclude, reserve the right, promotion period, eligibility, IB

⛔ บทความนี้ไม่ครอบคลุมอะไร

บทความนี้อธิบายว่า Rebate และ Cashback คืออะไรและทำงานอย่างไร ส่วนหัวข้อต่อไปนี้มีบทเฉพาะ:

หัวข้อ เรียนต่อที่
วิธีคำนวณ Rebate ต่อล็อตและการเทียบว่าคุ้มหรือไม่ บทความถัดไป: วิธีคำนวณ Forex Rebate
Deposit Bonus และเพดานการคำนวณ บทเรียนที่ 4: Deposit Bonus คืออะไร
Bonus และ Promotion ประเภทอื่น เช่น Loyalty, Volume, Referral, Promo Code และ Rewards บทเรียนที่ 7: Bonus และ Promotion ประเภทอื่น
Trading Requirement และปริมาณส่วนเพิ่มจากที่เทรดตามปกติ บทเรียนที่ 9: Trading Requirement
การประเมินมูลค่าที่แท้จริงและความเหมาะสมกับผู้ใช้ บทเรียนที่ 13: Real Economic Value

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Rebate กับ Cashback ต่างกันไหม?
หน้าโปรแกรมที่ยกมาในบทความนี้ใช้สองคำนี้แทนกัน โดยหน้าหนึ่งใช้ชื่อว่าเงินคืนหรือแคชแบ็กและอธิบายว่าเป็นรีเบต ส่วนอีกแหล่งอธิบายว่า Rebate รู้จักกันในชื่อ Cash Back จึงไม่ควรถือว่าสองคำนี้เป็นกลไกที่ต่างกันโดยอัตโนมัติ ให้ดูจากรายละเอียดของโปรแกรมแทน
เงินที่ได้คืนถอนออกได้ไหม?
ต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน หน้าโปรแกรมที่ยกมาระบุว่าเงินคืนไม่ใช่เงินโบนัส จึงใช้ได้ตามความต้องการของผู้ใช้เองโดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อความเกี่ยวกับการใช้เงิน ไม่ใช่การยืนยันว่าถอนออกได้ทันที สิทธิ์และเงื่อนไขการถอนเงินเป็นคนละเรื่องและอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการถอนของผู้ให้บริการแต่ละราย จึงต้องตรวจจากเอกสารและหน้าโปรแกรมของผู้ให้บริการที่คุณใช้จริง
ต้องเทรดเท่าไรถึงจะได้เงินคืน?
ขึ้นอยู่กับโปรแกรม ตัวอย่างหนึ่งที่ยกมากำหนดปริมาณขั้นต่ำไว้ที่ 10 ล็อตต่อเดือน และแบ่งอัตราตามช่วงปริมาณ ส่วนโปรแกรมอื่นอาจใช้เกณฑ์ต่างออกไปหรือไม่มีขั้นต่ำเลย
เทรดสั้นมากจะได้เงินคืนไหม?
ต้องตรวจเงื่อนไขระดับคำสั่งสองอย่างคู่กัน โปรแกรมหนึ่งที่ยกมากำหนดเวลาซื้อขายขั้นต่ำไว้ที่ 3 นาทีนับจากเปิดถึงปิดคำสั่ง และยังมีเงื่อนไข MTP ซึ่งเป็นระดับขั้นต่ำของคำสั่งเป็น pip คำสั่งที่ไม่ถึงเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งจึงอาจไม่ได้รับค่าตอบแทน
เทรดดัชนีหรือสินค้าโภคภัณฑ์นับรวมไหม?
ต้องตรวจรายการสินทรัพย์ที่นับ โปรแกรมหนึ่งที่ยกมาระบุว่าคำนวณจากคู่สกุลเงินและโลหะ โดยไม่นำปริมาณการเทรด CFD มาพิจารณา
รับ Cashback พร้อมกับ Deposit Bonus ได้ไหม?
โปรแกรมหนึ่งที่ยกมาระบุว่าไม่ได้ โดยกำหนดว่าต้องไม่มีโบนัสเครดิตเหลืออยู่บนบัญชี และผู้ที่ใช้โปรแกรมคืนเงินไม่สามารถใช้โบนัสเครดิตเงินฝากได้ ส่วนโปรแกรมอื่นต้องตรวจเงื่อนไขของตัวเอง
อัตราเงินคืนสูงกว่า แปลว่าดีกว่าเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะเงินคืนคำนวณจากต้นทุนที่จ่ายไป จึงต้องดูสเปรดและค่าคอมมิชชั่นตั้งต้นประกอบ วิธีเทียบที่ใช้ได้ดีคือแปลงเป็นต้นทุนสุทธิต่อล็อตแล้วเทียบกันที่มูลค่าสัญญาเท่ากัน
สมัครผ่านผู้แนะนำโบรกเกอร์แล้วยังได้เงินคืนไหม?
ขึ้นอยู่กับโปรแกรม บางระบบ Rebate ทำงานผ่านผู้แนะนำ โดยผู้แนะนำสามารถกำหนดหรือจัดสรร Rebate ให้ลูกค้าภายใต้ระบบของผู้ให้บริการ ขณะที่บางโปรแกรมกำหนดให้ลูกค้าต้องสมัครโดยตรงกับผู้ให้บริการและไม่ผ่านผู้แนะนำ จึงต้องตรวจเงื่อนไขของโปรแกรมที่สนใจก่อนสมัคร
เทรดไปก่อนแล้วค่อยสมัครโปรแกรม จะได้เงินคืนย้อนหลังไหม?
ต้องตรวจเงื่อนไข เอกสารหนึ่งที่ยกมาระบุว่าเงินคืนใช้ได้กับการซื้อขายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันถัดไปหลังลงทะเบียนเข้าร่วมสำเร็จ และระบุตรงว่าไม่ให้เงินคืนกับกิจกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
ทำไมคนที่เทรดกับโบรกเกอร์เดียวกันได้อัตราไม่เท่ากัน?
เป็นไปได้หากเงินคืนนั้นจ่ายผ่านผู้แนะนำโบรกเกอร์ เพราะหน้าโปรแกรมผู้แนะนำที่ยกมาระบุว่ามีระบบให้ผู้แนะนำจัดการการจ่าย Rebate ให้ลูกค้าของตนได้ อัตราที่ผู้ใช้แต่ละคนได้รับจึงอาจต่างกันภายใต้ระบบและเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการรองรับ ส่วนรายละเอียดว่าผู้แนะนำกำหนดอัตราและรอบการจ่ายได้ในระดับใด ต้องตรวจจากเอกสารของผู้ให้บริการรายนั้น
เงินที่ได้คืนมาจากไหน?
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของโปรแกรม หากเป็น Rebate ที่จ่ายผ่านผู้แนะนำ ผู้แนะนำจะได้รับค่าตอบแทนจากผู้ให้บริการตามกิจกรรมการซื้อขายของลูกค้าที่ตนแนะนำ และกำหนดให้ส่วนหนึ่งถูกจ่ายกลับไปยังลูกค้าเป็น Rebate ส่วนโปรแกรมที่ผู้ให้บริการจ่ายตรงจะใช้สูตรของผู้ให้บริการเอง เช่น คำนวณจากปริมาณการซื้อขาย ค่าคอมมิชชั่น หรือสเปรดตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของแต่ละโปรแกรม

สรุป

Rebate และ Cashback คือสิทธิประโยชน์ที่คืนเงินหรือชดเชยต้นทุนบางส่วนตามกิจกรรมการซื้อขาย โดยเกิดขึ้นหลังจากมีการซื้อขายที่เข้าเงื่อนไขแล้ว จึงไม่ควรประเมินด้วยวิธีเดียวกับ Bonus Credit ที่เพิ่มเครดิตให้ก่อนหรือระหว่างการเริ่มต้นเทรด
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ:

ไม่มีเงื่อนไขในการใช้ ≠ ไม่มีเงื่อนไขในการได้ ≠ เทรดเพิ่มแล้วคุ้มขึ้น

และจุดที่มักถูกมองข้ามมากที่สุดคือ ในโปรแกรมที่เงินคืนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนโดยมีอัตราคืนต่ำกว่า 100% การเทรดเพิ่มเพื่อไล่ให้ถึงเกณฑ์ทำให้ต้นทุนส่วนเพิ่มหลังหักเงินคืนยังคงเป็นบวก

📌 ตรวจความเข้าใจก่อนไปบทความถัดไป

รายการนี้ใช้ตรวจว่าคุณเข้าใจแนวคิดของบทความนี้แล้วหรือยัง ต่างจากรายการ 9 หัวข้อข้างบนซึ่งใช้ตรวจหน้าโปรแกรม

  • อธิบายได้ว่า Rebate ต่างจาก Bonus Credit ในเชิงกลไก ตรงลำดับเวลาและวิธีคำนวณ
  • รู้ว่าต้องถามก่อนว่า ใครกำหนด Rebate และจ่ายผ่านช่องทางใด ก่อนถามว่าคืนกี่เปอร์เซ็นต์
  • แยก เงื่อนไขในการใช้ ออกจาก เงื่อนไขในการได้ ได้
  • รู้ว่าคำสั่งบางประเภทอาจไม่ถูกนับ เช่น จากเวลาถือขั้นต่ำหรือประเภทสินทรัพย์
  • เข้าใจว่าบางโปรแกรมใช้ร่วมกับ Deposit Bonus ไม่ได้
  • คำนวณต้นทุนสุทธิหลังเงินคืน และแปลงเป็นหน่วย pip ได้
  • เข้าใจว่าการเทรดเพิ่มเพื่อไล่เกณฑ์ทำให้จ่ายเพิ่มมากกว่าที่ได้คืน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจำจากบทความนี้:

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ Rebate ช่วยชดเชยต้นทุนการซื้อขายบางส่วนที่ผู้ใช้มีอยู่แล้ว ไม่ควรมองเป็นรายได้จากการลงทุนที่เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุนรองรับ และไม่ใช่เหตุผลในการเทรดเพิ่ม — วิธีประเมินที่ตรงที่สุดคือคำนวณต้นทุนสุทธิต่อล็อตหลังเงินคืน แล้วเทียบกับทางเลือกอื่นในหน่วยเดียวกัน

📚 หมายเหตุเรื่องแหล่งอ้างอิง

  • RoboForex — Cashback (Rebates) program ใช้เป็นตัวอย่างของเงินคืนที่โบรกเกอร์จ่ายตรงตามปริมาณ รวมถึงปริมาณขั้นต่ำ 10 ล็อตต่อเดือน การคำนวณจากคู่สกุลเงินและโลหะโดยไม่นับ CFD อัตราของบัญชี Cent ที่น้อยกว่าบัญชี Pro 10 เท่า ข้อความว่าเงินคืนไม่ใช่โบนัส และสิทธิ์ของผู้ให้บริการในการปฏิเสธการจ่ายโดยไม่ต้องแสดงเหตุผล — roboforex.com
  • Forex4you — 40% Cashback Bonus Program ใช้เป็นตัวอย่างของการคืนสัดส่วนของสเปรดและค่าคอมมิชชั่น ตัวเลขสูงสุด 8 ดอลลาร์ต่อล็อตสำหรับ EUR/USD เงื่อนไข MTP และ MTT 3 นาที การไม่คืนเงินสำหรับคำสั่งที่ทำให้ยอดเงินติดลบ และข้อกำหนดที่ใช้ร่วมกับโบนัสเครดิตเงินฝากไม่ได้ — forex4you.com/en/cashback
  • Forex4you — Partner Commission Calculator ใช้เป็นแหล่งของนิยาม MTP ว่าเป็นระดับขั้นต่ำของคำสั่งเป็น pip ที่คำสั่งนั้นต้องถึงจึงจะได้รับค่าตอบแทน — partners.forex4you.com/en/commission-calculator
  • Tickmill — Introducing Broker ใช้เป็นแหล่งว่าผู้แนะนำสามารถให้ Rebate กับลูกค้าของตนโดยผู้ให้บริการเป็นผู้จ่ายให้ และค่าตอบแทนของผู้แนะนำคิดจากกิจกรรมการซื้อขายของลูกค้าที่แนะนำมา — tickmill.com/partners
  • Exness — Introducing Broker Program ใช้เป็นแหล่งของระบบ Flexible rebate management ที่ตั้งจ่ายอัตโนมัติรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน และอัตราผลตอบแทนสูงสุด 40% ของผู้แนะนำ — exnessaffiliates.com
  • Pepperstone Markets Limited — ข้อกำหนดและเงื่อนไข โปรโมชั่น 10% Rebate ใช้เป็นตัวอย่างของโปรโมชั่นเงินคืนที่มีกำหนดเวลา อัตราที่แยกตามกลุ่มสินทรัพย์ และเงื่อนไขการสมัครโดยตรงไม่ผ่านผู้แนะนำ เอกสารระบุขอบเขตการซื้อขายไว้ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 — เอกสารข้อกำหนดฉบับ PDF · หน้าโปรโมชั่น
  • European Securities and Markets Authority (ESMA) — Product Intervention Analysis — Measures on Contracts for Differences (ESMA50-162-215) หัวข้อ Restriction on incentives — esma.europa.eu

อัตราเงินคืน ปริมาณขั้นต่ำ เงื่อนไขระดับคำสั่ง ช่วงเวลาของโปรโมชั่น และข้อจำกัดที่ยกมาในบทความนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรมและเอกสารของผู้ให้บริการเฉพาะรายและเฉพาะโปรแกรมที่อ้างอิงไว้ ตรวจสอบข้อมูลเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 โดยโปรโมชั่นบางรายการที่ยกมาระบุวันสิ้นสุดไว้ในตัวเอกสารเอง จึงยกมาเพื่อแสดงกลไกและเงื่อนไขเท่านั้น ไม่ใช่การระบุว่ายังเปิดรับอยู่ ไม่ใช่กฎกลางของ Rebate หรือ Cashback ทุกแห่ง และเงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรตรวจสอบหน้าโปรแกรมและเอกสารฉบับปัจจุบันของผู้ให้บริการที่คุณพิจารณาเสมอ ส่วนตัวเลขในภาพประกอบและตารางคำนวณต้นทุนสุทธิเป็นตัวอย่างเชิงคำนวณของ ThaiFX เพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าโปรแกรมของผู้ให้บริการรายใด

🛑 คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง

การซื้อขาย Forex, CFD และผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage มีความเสี่ยงสูง Rebate และ Cashback ลดต้นทุนบางส่วน แต่ไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาด และไม่ได้ทำให้ต้นทุนการเทรดเป็นศูนย์
ไม่ควรเพิ่มปริมาณหรือความถี่ในการซื้อขายเพียงเพื่อให้ถึงเกณฑ์ปริมาณขั้นต่ำ หรือเพื่อไต่ขั้นบันไดอัตราเงินคืน
การวิเคราะห์ของ ESMA ที่ใช้ประกอบมาตรการจำกัดการเสนอ CFD แก่ลูกค้ารายย่อย ระบุว่าสิทธิประโยชน์ในลักษณะนี้สามารถเบี่ยงความสนใจของลูกค้ารายย่อยออกจากความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ดึงดูดลูกค้ารายย่อย และกระตุ้นให้เกิดการเทรด โดยสิทธิประโยชน์บางประเภทกำหนดให้ลูกค้าฝากเงินและทำจำนวนการซื้อขายตามเงื่อนไข
เงื่อนไขของโปรแกรมเงินคืนเปลี่ยนแปลงได้ และผู้ให้บริการบางรายสงวนสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายโดยไม่ต้องแสดงเหตุผล
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำการลงทุน คำแนะนำทางกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี

📚 บทความถัดไป

วิธีคำนวณ Forex Rebate และดูว่าคุ้มจริงหรือไม่

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า Rebate ทำงานอย่างไร และควรแยกวิเคราะห์ผู้กำหนดและช่องทางการจ่าย วิธีคำนวณ และลักษณะของโปรแกรมอย่างไร
บทความถัดไปจะลงไปที่ตัวเลข:
“คำนวณอย่างไรว่าเงินคืนที่ได้ ลดต้นทุนของเราจริงเท่าไร และคุ้มกับสิ่งที่ต้องแลกหรือไม่?”
เราจะดูวิธีคำนวณเงินคืนต่อล็อต การเทียบกับสเปรดและค่าคอมมิชชั่นตั้งต้น การแปลงเป็นหน่วยเดียวกันเพื่อเทียบข้ามโบรกเกอร์ และวิธีแยกปริมาณที่คุณเทรดตามปกติออกจากปริมาณที่เทรดเพิ่มเพราะโปรแกรม

📚 ดูสารบัญหลักสูตรทั้ง 6 Level และ 17 บทเรียน

Share This Story, Choose Your Platform!

โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน

จะดีกว่าไหมหากได้เงินทุนมาเทรดฟรี ๆ กำไรก็สามารถถอนออกมาได้