บทความที่ 1 / 4 ในบทนี้

เหลืออีก 3 บทความในบทนี้

บทนี้ช่วยให้คุณ

ราคา Bitcoin และคริปโตขยับจากการซื้อขายของผู้ร่วมตลาด โดยมีสภาพคล่องเป็นตัวกำหนดว่าคำสั่งซื้อขายจะกระทบราคามากน้อยเพียงใด ส่วนดอกเบี้ย ข่าวเศรษฐกิจ กฎระเบียบ และเหตุการณ์ของแต่ละโครงการ เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเปลี่ยนใจว่าจะซื้อ ขาย หรือถือไว้

เวลาราคาขึ้นหรือลงแรง เราจึงมักเห็นคำอธิบายหลายแบบสำหรับเหตุการณ์เดียวกัน บางข่าวบอกว่าเป็นผลจากธนาคารกลาง บางข่าวชี้ไปที่เงินลงทุนของสถาบัน ขณะที่อีกข่าวพูดถึงการบังคับปิดสถานะของผู้ใช้เลเวอเรจ

คำอธิบายเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องพร้อมกัน แต่การเกิดขึ้นในเวลาใกล้กันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าอะไรเป็นสาเหตุหลัก

บทนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังราคา และฝึกอ่านข่าวโดยแยกให้ออกว่า อะไรคือเหตุการณ์ที่ยืนยันแล้ว อะไรคือกลไกที่เป็นไปได้ และอะไรยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

1. ราคา Bitcoin เกิดจากการซื้อขายอย่างไร

แผนภาพอธิบายกลไกสมุดคำสั่งซื้อขาย Order Book ส่วนต่าง Spread การทำงานของ Bid และ Ask และการเกิด Slippage เมื่อสั่งซื้อขายในตลาดคริปโต โดย ThaiFX
ภาพประกอบ: สรุปกลไกสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) และปัจจัยสภาพคล่องที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา

ในตลาดที่ใช้ สมุดคำสั่งซื้อขาย หรือ Order Book ผู้ซื้อและผู้ขายจะเสนอราคาและจำนวนที่ต้องการซื้อขายไว้ เมื่อคำสั่งตรงกันจึงเกิดธุรกรรมขึ้น

ข้อมูลพื้นฐานที่พบในสมุดคำสั่งมีสองฝั่ง ได้แก่

  • Bid: ราคาที่มีผู้เสนอซื้อ
  • Ask: ราคาที่มีผู้เสนอขาย

ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อสูงสุดกับราคาเสนอขายต่ำสุดเรียกว่า Spread

หากมีผู้ต้องการซื้อทันทีมากกว่าจำนวนเหรียญที่เสนอขายอยู่ ณ ราคาต่ำสุด คำสั่งนั้นอาจต้องซื้อส่วนที่เหลือจากระดับราคาที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน คำสั่งขายขนาดใหญ่อาจต้องจับคู่กับราคาเสนอซื้อที่ต่ำลงเรื่อย ๆ ราคาที่ได้จริงจึงอาจต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง เรียกว่า Slippage [1]

ดังนั้น คำว่า “ราคาขึ้นเพราะคนซื้อมากกว่าคนขาย” จึงเป็นคำอธิบายที่ยังไม่ครบ ทุกธุรกรรมที่จับคู่สำเร็จมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ฝ่ายใดยอมซื้อหรือขายที่ราคาใหม่ และมีคำสั่งฝั่งตรงข้ามรองรับอยู่มากเพียงใด

สภาพคล่องมีผลต่อความแรงของราคา

สภาพคล่องในที่นี้หมายถึงความสามารถในการซื้อขายปริมาณหนึ่งได้ โดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนไปมาก

ตลาดที่มีคำสั่งรองรับหนาแน่นใกล้ราคาปัจจุบันมักรับคำสั่งขนาดใหญ่ได้ดีกว่าตลาดที่มีคำสั่งบาง แต่คำสั่งที่เห็นสามารถถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ สภาพคล่องจึงไม่ได้คงที่ตลอดเวลา

เมื่ออ่านข่าวว่ามีการซื้อหรือขายจำนวนมาก คำถามที่ควรถามต่อคือ จำนวนดังกล่าวมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับสภาพคล่องของตลาดนั้นในเวลานั้น

2. ดอกเบี้ย ดอลลาร์ และเงินในระบบเกี่ยวข้องอย่างไร

คริปโตไม่ได้แยกขาดจากระบบการเงิน ผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งถือทั้งเงินสด ตราสารหนี้ หุ้น และคริปโต เมื่อผลตอบแทนหรือต้นทุนของสินทรัพย์กลุ่มหนึ่งเปลี่ยน การตัดสินใจจัดสรรเงินก็อาจเปลี่ยนตาม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อธิบายว่า นโยบายการเงินส่งผลผ่านหลายช่องทาง ทั้งต้นทุนการกู้ยืม ราคาสินทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน และความคาดหวังเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต [2]

สำหรับการศึกษาตลาดคริปโต สามารถแยกช่องทางสำคัญได้ดังนี้

ปัจจัย ช่องทางที่อาจส่งผลต่อตลาด
ดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุน ต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจทำให้ผู้ลงทุนลดการใช้เงินกู้หรือปรับลดสถานะ
ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางเลือก เมื่อเงินฝากหรือตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนน่าสนใจขึ้น ผู้ลงทุนอาจทบทวนว่าการรับความเสี่ยงเพิ่มคุ้มค่าหรือไม่
ความคาดหวังต่อเศรษฐกิจ แนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายในอนาคตอาจมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยไม่ได้แปลว่า Bitcoin ต้องขึ้น และการขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้แปลว่าต้องลงทันที ผู้ลงทุนอาจคาดการณ์การตัดสินใจนั้นไว้แล้ว หรือให้น้ำหนักกับเหตุผลที่ธนาคารกลางเปลี่ยนนโยบายมากกว่า

คำว่า “เงินในระบบเพิ่มขึ้น” ก็ต้องระบุให้ชัดว่าหมายถึงเงินประเภทใด เช่น เงินสำรองธนาคาร ปริมาณเงิน หรือความสะดวกในการหาเงินทุน ไม่ควรนำตัวเลขเหล่านี้ไปเท่ากับเงินที่จะเข้าซื้อคริปโตโดยตรง

นอกจากนี้ สภาพคล่องทางการเงินกับสภาพคล่องในสมุดคำสั่งเป็นคนละเรื่อง แม้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อให้ลงทุนมากขึ้น เหรียญบางตัวก็ยังซื้อขายได้ยากหากมีผู้เสนอซื้อขายน้อย

คนไทยต้องแยกราคาดอลลาร์ออกจากราคาเงินบาทด้วย

การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินมีผลต่อมูลค่าเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แม้ราคา Bitcoin ในดอลลาร์จะไม่เปลี่ยนก็ตาม

ตัวอย่างสมมติ: กำหนดให้ Bitcoin มีราคา 100,000 ดอลลาร์ต่อ BTC เท่าเดิม

อัตราแลกเปลี่ยน มูลค่าที่คำนวณเป็นเงินบาทต่อ BTC
35 บาทต่อดอลลาร์ 3,500,000 บาท
33 บาทต่อดอลลาร์ 3,300,000 บาท

คำนวณจาก ราคา BTC ในดอลลาร์ × จำนวนบาทต่อดอลลาร์

ตัวอย่างนี้แสดงเฉพาะผลจากการแปลงค่าเงิน ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและส่วนต่างราคาของตลาดแต่ละแห่ง จึงไม่ใช่ราคาซื้อขายที่รับประกันว่าจะทำรายการได้จริง

3. ภาวะรับความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงคืออะไร

Risk-on คือภาวะที่ผู้ลงทุนโดยรวมเต็มใจรับความเสี่ยงมากขึ้น ส่วน Risk-off คือภาวะที่ผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่องมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ลงทุนกังวลต่อเศรษฐกิจ อาจลดการถือสินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน คริปโตจึงอาจปรับตัวลงพร้อมหุ้นได้ แม้ในวันนั้นจะไม่มีข่าวเสียหายเกี่ยวกับเครือข่าย Bitcoin โดยตรง

งานวิจัยในชุด IMF Working Papers ที่เผยแพร่ปี 2023 พบความเชื่อมโยงระหว่างตลาดคริปโตกับหุ้นที่เพิ่มขึ้นในข้อมูลที่ศึกษา และพบว่านโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้นส่งผลต่อตลาดคริปโตผ่านช่องทางการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน [3]

ผลวิจัยนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมคริปโตจึงตอบสนองต่อภาวะการเงินได้ แต่ไม่ใช่กฎว่าราคาคริปโตกับหุ้นต้องเคลื่อนไหวเหมือนกันทุกวัน

เวลาเปรียบเทียบตลาดจึงควรถามด้วยว่า กำลังดูช่วงเวลาใดและใช้ข้อมูลแบบไหน การเคลื่อนไหวไปทางเดียวกันในหนึ่งสัปดาห์ยังไม่ยืนยันว่าความสัมพันธ์นั้นจะคงอยู่ตลอดไป

4. เงินสถาบันและผลิตภัณฑ์ลงทุนส่งผลต่อราคาอย่างไร

ผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิง Bitcoin ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาได้หลายรูปแบบ แต่โครงสร้างของผลิตภัณฑ์มีผลต่อวิธีที่เงินลงทุนเชื่อมกับตลาดคริปโต

ตัวอย่างที่ควรแยกให้ออกคือ

  • ผลิตภัณฑ์แบบ Spot: ถือสินทรัพย์คริปโตจริงตามโครงสร้างของผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภัณฑ์แบบ Futures: ถือสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงสินทรัพย์นั้น

Investor.gov ซึ่งเป็นเว็บไซต์ความรู้ผู้ลงทุนของ SEC สหรัฐฯ อธิบายความแตกต่างนี้ไว้ในเอกสารเกี่ยวกับ Bitcoin และ Ether ETPs โดย ETP เป็นคำรวมของผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ [4]

เมื่อนำมาอ่านข่าว จึงไม่ควรสรุปว่าเงินที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภทกลายเป็นคำสั่งซื้อ Bitcoin จริงทันทีในจำนวนเท่ากัน ต้องดูว่าผลิตภัณฑ์ถืออะไร และข้อมูลที่รายงานหมายถึงอะไร

โดยเฉพาะคำว่า มูลค่าซื้อขาย ซึ่งเป็นยอดการซื้อขายระหว่างผู้ร่วมตลาด ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับ เงินไหลเข้าสุทธิของผลิตภัณฑ์

แม้มีเงินไหลเข้าในช่องทางหนึ่ง ราคาก็ยังอาจลดลงได้หากมีแรงขายจากส่วนอื่นมากกว่า การอ่านข่าวเงินสถาบันจึงควรวางไว้ร่วมกับภาพตลาดทั้งหมด ส่วนวิธีแยก Net Flows, AUM และมูลค่าซื้อขาย จะอธิบายในบทความเรื่อง Bitcoin ETF โดยเฉพาะ

5. กฎหมาย การแฮก และเหตุการณ์สำคัญเปลี่ยนราคาได้อย่างไร

ข่าวหนึ่งข่าวอาจเปลี่ยนทั้งความคาดหวังและความสามารถในการทำธุรกรรม เช่น ข่าวที่กระทบช่องทางให้บริการอาจทำให้ผู้ลงทุนบางกลุ่มเข้าถึงตลาดได้ยากขึ้น ขณะที่เหตุโจมตีระบบอาจทำให้ผู้ใช้กังวลต่อการเก็บรักษาทรัพย์สิน

งานศึกษาของ BIS ที่เผยแพร่ปี 2018 พบว่าปฏิกิริยาของตลาดต่อข่าวกำกับดูแลแตกต่างกันตามประเภทของข่าว จึงไม่ควรเหมารวมว่ากฎระเบียบทุกชนิดส่งผลต่อราคาในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ผลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากเหตุการณ์ในอดีต ไม่ใช่คำทำนายสำหรับประกาศครั้งต่อไป [5]

วิธีอ่านข่าวประเภทนี้ให้ชัดขึ้น คือแยกคำถามออกเป็นสามข้อ

คำถาม สิ่งที่ควรตรวจ
เกิดอะไรขึ้นจริง เป็นข่าวลือ ข้อเสนอ ประกาศทางการ หรือเหตุการณ์ที่ยืนยันแล้ว
กระทบส่วนใด เครือข่าย แอป กระเป๋า ผู้รับฝาก หรือแพลตฟอร์มซื้อขาย
กระทบผ่านกลไกใด การเข้าถึงบริการ การถอนทรัพย์สิน ต้นทุน หรือความเชื่อมั่น

ตัวอย่างเช่น ข่าวว่าแพลตฟอร์มแห่งหนึ่งถูกขโมยสินทรัพย์ ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าระบบตรวจสอบธุรกรรมของ Bitcoin ถูกเจาะด้วย ต้องตรวจว่าความเสียหายเกิดที่ส่วนใด

เช่นเดียวกับข่าวกฎหมาย ต้องแยกว่าเป็นเพียงข้อเสนอหรือมีผลใช้บังคับแล้ว รวมถึงครอบคลุมกิจกรรมและประเทศใด ก่อนนำไปอธิบายผลต่อตลาด

6. เลเวอเรจและการบังคับปิดสถานะทำให้ราคาเคลื่อนไหวแรงขึ้นได้อย่างไร

Leverage หรือเลเวอเรจ ทำให้ผู้ซื้อขายรับความเสี่ยงจากสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินประกันที่วางไว้ เมื่อราคาเคลื่อนไหวผิดทาง เงินประกันอาจไม่เพียงพอต่อข้อกำหนด และระบบอาจลดหรือปิดสถานะโดยอัตโนมัติ เรียกว่า Liquidation

เอกสารของผู้ให้บริการอนุพันธ์ เช่น Coinbase อธิบายว่าการปิดสถานะอาจเกิดขึ้นบางส่วนหรือทั้งหมดเมื่อหลักประกันไม่เพียงพอ โดยรายละเอียดขึ้นกับข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์นั้น [6]

ในตลาดสัญญาที่ปิดสถานะด้วยคำสั่งฝั่งตรงข้าม กลไกพื้นฐานคือ

  • ปิด Long: เกิดคำสั่งขายเพื่อลดหรือปิดสถานะ
  • ปิด Short: เกิดคำสั่งซื้อเพื่อลดหรือปิดสถานะ

ตัวอย่างการจัดการความเสี่ยงของ Coinbase แสดงการส่งคำสั่งซื้อเพื่อบังคับลดสถานะ Short ไว้อย่างชัดเจน แต่เกณฑ์และวิธีดำเนินการของแต่ละผู้ให้บริการอาจต่างกัน [7]

หากมีหลายสถานะถูกบังคับปิดใกล้เคียงกัน และตลาดมีคำสั่งรองรับไม่มาก แรงซื้อหรือขายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวต่อ แล้วกระทบสถานะอื่นตามมาได้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการบังคับปิดสถานะในตลาดอนุพันธ์ ไม่ใช่ยอดซื้อขายเหรียญจริงในตลาด Spot แบบหนึ่งต่อหนึ่ง และไม่ควรใช้เป็นคำอธิบายว่าทุกครั้งที่ราคาขยับแรงต้องเกิดจากเลเวอเรจ

7. ทำไม Bitcoin กับเหรียญอื่นจึงไม่ได้ขึ้นลงเท่ากัน

คริปโตหลายชนิดอาจได้รับผลจากปัจจัยร่วม เช่น ภาวะการเงินและความเต็มใจรับความเสี่ยง แต่แต่ละสินทรัพย์ยังมีปัจจัยเฉพาะของตัวเอง

สำหรับ Bitcoin กติกาการออกเหรียญเป็นส่วนสำคัญของด้านอุปทาน แต่ราคายังขึ้นกับความต้องการซื้อและความเต็มใจขายของผู้ถือด้วย การมีอุปทานจำกัดจึงไม่ได้รับประกันว่าราคาจะเพิ่มขึ้น [8]

ส่วน ETH มีบทบาทในการจ่ายค่าธรรมเนียมและช่วยรักษาความปลอดภัยของ Ethereum ผ่านการ Staking จึงมีบริบทการใช้งานต่างจาก Bitcoin [9]

เมื่อศึกษาเหรียญอื่น ควรเพิ่มคำถามเฉพาะสินทรัพย์เข้าไปด้วย

ประเด็น คำถามที่ควรถาม
การใช้งาน ผู้ใช้จำเป็นต้องถือหรือใช้โทเคนนี้อย่างไร
อุปทาน มีการออกเหรียญหรือปลดล็อกเหรียญเพิ่มเมื่อใด
ผู้ถือรายใหญ่ มีการถือกระจุกตัวหรือไม่ และการขายอาจกระทบตลาดเพียงใด
สภาพคล่อง มีคำสั่งซื้อขายรองรับมากพอหรือไม่
ความเสี่ยงของโครงการ มีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนการใช้งาน ความปลอดภัย หรือสิทธิของผู้ถือ

ตารางนี้เป็นกรอบสำหรับตรวจข้อมูล ไม่ใช่สูตรจัดอันดับเหรียญ ตัวอย่างเช่น การปลดล็อกทำให้เหรียญบางส่วนสามารถโอนได้ตามเงื่อนไข แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าผู้ได้รับเหรียญจะขายทั้งหมดทันที

ในทำนองเดียวกัน จำนวนผู้ใช้โครงการที่เพิ่มขึ้นก็ยังต้องตรวจต่อว่า เชื่อมกับความต้องการใช้โทเคนอย่างไร ไม่ควรข้ามจากคำว่า “โครงการเติบโต” ไปสู่ข้อสรุปว่า “ราคาเหรียญต้องขึ้น”

8. อ่านข่าวอย่างไรไม่ให้สรุปเร็วเกินไป

วิธีฝึกที่ใช้ได้กับข่าวหลายประเภท คือเขียนแยกสี่ส่วนให้ครบ ได้แก่ เหตุการณ์ กลไก หลักฐาน และคำอธิบายทางเลือก

ตัวอย่างสมมติ: ลดดอกเบี้ยแล้วทำไม Bitcoin กลับลง

สมมติว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ และราคา Bitcoin ในตลาดที่เราติดตามลดลง 3% ภายในสองชั่วโมงหลังประกาศ

ตัวเลขทั้งหมดในกรณีนี้สร้างขึ้นเพื่อฝึกวิเคราะห์ ไม่ใช่เหตุการณ์หรือราคาจริง

ขั้นตอน วิธีพิจารณา
1. ระบุเหตุการณ์ ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ราคาลดลง 3% ในช่วงเวลาที่กำหนด
2. เสนอกลไกที่เป็นไปได้ ผู้ลงทุนอาจคาดว่าจะลดมากกว่านี้ หรือกังวลต่อข้อความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายครั้งต่อไป
3. หาหลักฐานสนับสนุน ตรวจประกาศและการแถลงข่าว เปรียบเทียบความคาดหวังก่อนประชุมกับผลจริง และดูการเคลื่อนไหวของตลาดอื่นในเวลาเดียวกัน
4. ตรวจคำอธิบายอื่น มีข่าวเฉพาะคริปโต แรงขายขนาดใหญ่ สภาพคล่องลดลง หรือการบังคับปิดสถานะเกิดร่วมด้วยหรือไม่
5. เขียนข้อสรุปตามหลักฐาน หากยังไม่มีข้อมูลเพิ่ม ยืนยันได้เพียงว่าราคาลดลงหลังประกาศ แต่ยังระบุไม่ได้ว่าปัจจัยใดมีน้ำหนักมากที่สุด

หากตรวจพบหลักฐานว่าตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยมากกว่าผลที่เกิดขึ้นจริง อาจอธิบายได้ว่า ความผิดหวังเมื่อเทียบกับความคาดหวังเดิมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เป็นไปได้

แต่ยังไม่ควรสรุปว่าการลดดอกเบี้ยเป็นสาเหตุทั้งหมด หรือใช้กรณีเดียวตั้งกฎว่าการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะทำให้ Bitcoin ลงอีก

ก่อนเชื่อคำอธิบายราคา ลองตรวจห้าข้อนี้

  1. ข่าวมีแหล่งต้นทางที่ตรวจสอบได้หรือยัง
  2. ราคาที่กล่าวถึงมาจากตลาดใด สกุลเงินอะไร และช่วงเวลาใด
  3. มีคำอธิบายหรือไม่ว่าข่าวเปลี่ยนพฤติกรรมซื้อขายผ่านกลไกใด
  4. ข้อมูลที่นำมาใช้ตรงกับข้อสรุปหรือไม่ เช่น มูลค่าซื้อขายกับเงินไหลเข้าสุทธิเป็นคนละตัวเลข
  5. มีเหตุการณ์อื่นที่อาจอธิบายการเคลื่อนไหวเดียวกันได้หรือไม่

คุณไม่จำเป็นต้องหาคำตอบที่แน่นอนได้ทุกครั้ง การระบุว่า “หลักฐานยังไม่พอ” ช่วยให้เข้าใจตลาดได้ตรงกว่าการเลือกคำอธิบายที่ฟังดูเข้าท่าที่สุดเพียงเรื่องเดียว

เรียนต่อเรื่องอุปทานและเงินลงทุน

บทความถัดไปคือ บทที่ 4 บทความที่ 2: Bitcoin Halving คืออะไร และเกี่ยวข้องกับวัฏจักรตลาดอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจว่า Halving ลดอะไร เหตุใดอุปทานใหม่จึงต่างจากเหรียญที่มีผู้พร้อมขาย และควรอ่านประวัติราคาแต่ละรอบอย่างไร

จากนั้นจึงต่อด้วย บทที่ 4 บทความที่ 3: Bitcoin ETF และการอ่านเงินไหลเข้าออก เพื่อแยก Net Flows, AUM และมูลค่าซื้อขายให้ชัดเจน

เลือกเส้นทางอื่นได้จาก สารบัญเรียนคริปโต ThaiFX

แหล่งอ้างอิง

  1. Coinbase — What is an order book?
  2. Federal Reserve — Monetary Policy: How Does It Work?
  3. IMF Working Paper (2023) — The Crypto Cycle and US Monetary Policy
  4. Investor.gov — Bitcoin and Ether ETPs
  5. BIS (2018) — Regulating cryptocurrencies: assessing market reactions
  6. Coinbase — Liquidation management
  7. Coinbase — Margin ratio and liquidation risk management
  8. Bitcoin.org — FAQ: ราคาและอุปทาน
  9. Ethereum.org — What is Ether?

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี

เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้

ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

รู้จักแต่ละโบรกเกอร์

อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ

ดูรีวิวโบรกเกอร์ →

เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน

เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง