เหลืออีก 3 บทความ
บทนี้ช่วยให้คุณ
เมื่ออ่านเรื่องคริปโต คุณอาจเจอทั้งคำว่า Ethereum, ETH และ Smart Contract อยู่ในประโยคเดียวกัน จนดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด
ทั้งสามคำเกี่ยวข้องกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน: Ethereum คือเครือข่าย ส่วน ETH คือสินทรัพย์ประจำเครือข่าย และ Smart Contract คือโปรแกรมที่ทำงานบนเครือข่ายนั้น
ความแตกต่างนี้ช่วยให้เข้าใจว่า เวลาซื้อ ETH คุณกำลังซื้ออะไร และทำไมการใช้แอปบางประเภทจึงมีค่าธรรมเนียม แม้คุณไม่ได้กำลังโอน ETH ให้ใครก็ตาม
Ethereum ต่างจาก ETH อย่างไร
Ethereum เป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่รองรับการทำงานของโปรแกรม นักพัฒนาสามารถใช้สร้างระบบโทเคน บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ และแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่บันทึกหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนเครือข่าย
ส่วน Ether ซึ่งใช้สัญลักษณ์ ETH เป็นสินทรัพย์ประจำเครือข่าย ใช้ชำระค่าธรรมเนียมและมีบทบาทในการรักษาความปลอดภัยของระบบผ่านการวางเดิมพัน หรือ Staking การถือ ETH จึงไม่ได้ทำให้คุณเป็นเจ้าของทุกโครงการที่สร้างบน Ethereum อ้างอิง: Ethereum คืออะไร
| คำที่พบ | หมายถึงอะไร | ตัวอย่างการใช้งาน |
|---|---|---|
| Ethereum | เครือข่ายบล็อกเชน | บันทึกธุรกรรมและประมวลผลโปรแกรม |
| Ether หรือ ETH | สินทรัพย์ประจำเครือข่าย | ใช้ชำระค่าธรรมเนียม |
| Smart Contract | โปรแกรมที่อยู่บนบล็อกเชน | ตรวจเงื่อนไขและเปลี่ยนข้อมูลตามคำสั่ง |
| Token หรือโทเคน | สินทรัพย์ที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมบนเครือข่าย | โทเคนของโครงการต่าง ๆ |
เวลาคนพูดว่า “ซื้อ Ethereum” โดยทั่วไปจึงหมายถึงการซื้อ ETH แต่เวลาอ่านรายละเอียดบริการ ควรแยกให้ออกว่ากำลังพูดถึงสินทรัพย์หรือเครือข่าย
Smart Contract ทำงานอย่างไร

Smart Contract คือโปรแกรมที่มีทั้งคำสั่งและข้อมูล เก็บอยู่ที่ที่อยู่หนึ่งบนบล็อกเชน เมื่อมีการเรียกใช้งาน โปรแกรมจะประมวลผลตามเงื่อนไขที่เขียนไว้
คำว่า “Smart” ไม่ได้หมายความว่าโปรแกรมคิดหรือตัดสินใจได้เหมือนมนุษย์ และคำว่า “อัตโนมัติ” ก็ไม่ได้หมายความว่าโปรแกรมจะเริ่มทำงานเองทันทีที่เวลาหรือเงื่อนไขบางอย่างมาถึง การเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่ายต้องมีธุรกรรมเข้ามากระตุ้นการทำงาน โดยอาจเรียกโปรแกรมโดยตรงหรือผ่านโปรแกรมอีกตัวหนึ่ง อ้างอิง: Smart Contract
ลองนึกถึงระบบคะแนนสมมติที่บันทึกยอดของแต่ละบัญชีไว้บนบล็อกเชน และอนุญาตให้โอนคะแนนได้
หากคุณมี 100 คะแนนและต้องการส่งให้เพื่อน 30 คะแนน ขั้นตอนอาจเป็นดังนี้:
- คุณส่งคำสั่งโอนผ่านกระเป๋า
- โปรแกรมตรวจว่าคุณมีสิทธิ์ใช้คะแนนและมียอดเพียงพอ
- หากผ่านเงื่อนไข โปรแกรมลดยอดคุณเหลือ 70 คะแนน และเพิ่มยอดเพื่อนอีก 30 คะแนน
- ผลการทำงานถูกบันทึกบนเครือข่าย
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ากฎการโอนสามารถเขียนเป็นโปรแกรมได้ แต่ไม่ได้บอกว่าคะแนนนั้นมีราคา แลกเป็นเงินได้ หรือมีประโยชน์นอกระบบจริงหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ต้องตรวจแยกจากการทำงานของโปรแกรม
ETH เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเครือข่ายอย่างไร
Ethereum ใช้ระบบ Proof of Stake ตั้งแต่ปี 2022 โดยผู้ตรวจสอบเครือข่ายที่เรียกว่า Validator วาง ETH เป็นหลักประกันและทำหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอหรือตรวจรับรองบล็อก
ผู้ตรวจสอบมีโอกาสได้รับรางวัลตามกติกา แต่ก็มีบทลงโทษ เช่น การเสียผลตอบแทนหรือถูกหัก ETH และการกระทำผิดบางประเภทอาจถูกลงโทษด้วยการตัดหลักประกันที่เรียกว่า Slashing อ้างอิง: Proof of Stake
สำหรับมือใหม่ จุดที่ควรแยกคือ การถือ ETH เฉย ๆ ไม่ได้ทำให้ได้รับรางวัล Staking โดยอัตโนมัติ การเข้าร่วม Staking เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง มีเงื่อนไขและความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถือเหรียญ
บทนี้จึงใช้เรื่อง Staking เพื่ออธิบายบทบาทของ ETH ในเครือข่าย ส่วนวิธีเข้าร่วมและการเลือกบริการควรศึกษาแยกต่างหาก
Gas คืออะไร ทำไมใช้แอปแล้วต้องเสียค่าธรรมเนียม
Gas เป็นหน่วยวัดงานที่เครือข่ายใช้ประมวลผลคำสั่ง ส่วน Gas Fee คือค่าธรรมเนียมสำหรับงานนั้น โดยชำระเป็น ETH บนเครือข่ายหลัก Ethereum หรือ Ethereum Mainnet
จึงไม่ต้องซื้อสินทรัพย์อีกตัวชื่อ “Gas” เพื่อใช้ Ethereum
ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณ Gas ที่ใช้และราคาต่อหน่วย Gas การเรียกโปรแกรมที่ทำงานหลายขั้นตอนอาจใช้ Gas มากกว่าการโอนทั่วไป และราคาต่อหน่วยก็เปลี่ยนตามสภาพการใช้งานเครือข่ายได้ อ้างอิง: Gas และค่าธรรมเนียม
ลองดูตัวอย่างสมมติของค่าประมวลผลธุรกรรมทั่วไปบน Mainnet:
| รายการ | ค่าที่สมมติ |
|---|---|
| Gas ที่ใช้จริง | 50,000 หน่วย |
| ราคาที่จ่ายจริงต่อ Gas | 20 Gwei |
| ค่าธรรมเนียม | 1,000,000 Gwei หรือ 0.001 ETH |
Gwei เป็นหน่วยย่อยของ ETH โดย 1 Gwei เท่ากับ 0.000000001 ETH
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างคำนวณ ไม่ใช่อัตราค่าธรรมเนียมปัจจุบัน และยังไม่รวมค่าบริการอื่นที่แอปอาจเรียกเก็บ
อีกคำที่อาจพบคือ Gas Limit หมายถึงเพดานจำนวนหน่วย Gas ที่อนุญาตให้ธุรกรรมใช้ ไม่ใช่จำนวน ETH ที่จะถูกหักทั้งหมดเสมอไป ส่วนการอ่านข้อมูลอย่างเดียว เช่น ตรวจยอดผ่านการเรียกดูข้อมูลเครือข่าย โดยไม่ส่งธุรกรรมเปลี่ยนข้อมูล ไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมบนเชน อ้างอิง: ธุรกรรมและ Gas Limit
ธุรกรรมล้มเหลวแล้ว ยังเสียค่า Gas หรือไม่
ต้องดูว่าล้มเหลวในขั้นตอนไหน
หากธุรกรรมถูกนำเข้าไปประมวลผลในบล็อกแล้ว แต่ทำงานไม่สำเร็จ เช่น ใช้ Gas จนหมดระหว่างทาง การเปลี่ยนข้อมูลจากการทำงานนั้นอาจถูกย้อนกลับ แต่ยังมีค่าธรรมเนียมสำหรับงานที่เครือข่ายทำไปแล้ว
ส่วนคำสั่งที่ถูกปฏิเสธก่อนเข้าไปประมวลผล ไม่ได้เสียค่า Gas บนเชนเพียงเพราะกดส่งไม่สำเร็จ ดังนั้นข้อความ “ล้มเหลว” บนหน้าจออย่างเดียวจึงยังไม่พอจะสรุปว่าเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่ อ้างอิง: Gas Limit และธุรกรรมที่ทำงานไม่สำเร็จ
โทเคนบน Ethereum เป็น ETH ทั้งหมดหรือไม่
โทเคนที่สร้างบน Ethereum เป็นคนละสินทรัพย์กับ ETH แต่ละโครงการอาจมีผู้ออก จำนวนโทเคน และเงื่อนไขการใช้งานต่างกัน
คำว่า ERC-20 ที่พบบ่อยเป็นมาตรฐานการทำงานของโทเคน เช่น วิธีตรวจยอดและโอนโทเคน เพื่อให้กระเป๋าและแอปที่รองรับทำงานร่วมกันได้ การใช้มาตรฐานนี้ไม่ได้รับรองว่าโครงการน่าเชื่อถือหรือโทเคนมีมูลค่า อ้างอิง: มาตรฐาน ERC-20
สำหรับการส่งธุรกรรมจากกระเป๋าทั่วไปที่ผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเองบน Mainnet แม้สิ่งที่โอนเป็นโทเคนอื่น ก็ยังต้องมี ETH สำหรับค่าธรรมเนียม การมีโทเคนอยู่ในกระเป๋าจึงไม่ได้แปลว่าจะส่งออกได้ทันทีหากไม่มี ETH
บางแอปอาจมีระบบออกค่าธรรมเนียมแทนผู้ใช้ จึงควรอ่านเงื่อนไขของบริการนั้นประกอบด้วย
Approve คือการอนุญาตอะไร
เวลาใช้แอปแลกเปลี่ยนโทเคน คุณอาจเจอคำขอ Approve ก่อนทำรายการ
สำหรับโทเคน ERC-20 การอนุมัติลักษณะนี้คือการกำหนดสิทธิ์ให้ที่อยู่หนึ่งใช้โทเคนของคุณได้ภายในวงเงินที่อนุญาต จึงควรตรวจทั้งผู้รับสิทธิ์ ชนิดโทเคน และจำนวนที่อนุญาต โดยเฉพาะเมื่อคำขอระบุวงเงินสูงมาก อ้างอิง: การอนุมัติสิทธิ์ใน ERC-20
การกดยืนยันจึงควรเริ่มจากการเข้าใจว่า กำลังโอนสินทรัพย์ หรือกำลังให้สิทธิ์ผู้อื่นใช้สินทรัพย์ เพราะผลของสองอย่างนี้ต่างกัน
Smart Contract มีข้อจำกัดอะไรบ้าง
การทำงานตามโปรแกรมช่วยให้ตรวจสอบกติกาได้ แต่ยังมีเรื่องที่ต้องพิจารณานอกเหนือจากคำว่า “อยู่บนบล็อกเชน”
โปรแกรมอาจมีข้อผิดพลาด
หากโค้ดมีช่องโหว่ ผู้โจมตีอาจใช้ช่องโหว่นั้นนำสินทรัพย์ออกไปได้ แม้เครือข่ายจะประมวลผลตามกติกาของตัวเองอย่างถูกต้อง การตรวจสอบโค้ดหรือ Audit ช่วยค้นหาปัญหา แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะพบครบทุกจุด อ้างอิง: ความปลอดภัยของ Smart Contract
ข้อมูลจากโลกภายนอกต้องมีช่องทางนำเข้า
Smart Contract ไม่สามารถรู้ข้อมูลนอกเครือข่ายได้เองโดยตรง เช่น อุณหภูมิ ราคาจากตลาดภายนอก หรือผลการแข่งขัน จึงต้องอาศัยระบบนำข้อมูลเข้าที่เรียกว่า Oracle
สมมติว่าโปรแกรมจ่ายเงินตามปริมาณฝน โปรแกรมต้องได้รับข้อมูลฝนก่อนจึงจะตรวจเงื่อนไขได้ หากข้อมูลที่ป้อนผิด ผลลัพธ์ก็อาจผิดจากเหตุการณ์จริง แม้โปรแกรมจะคำนวณตามคำสั่งอย่างถูกต้องก็ตาม อ้างอิง: Oracle
บางระบบเปลี่ยนกติกาการทำงานได้
โค้ดที่นำขึ้นบล็อกเชนแล้วไม่สามารถแก้ทับได้โดยตรงเหมือนไฟล์ทั่วไป แต่แอปบางระบบออกแบบให้เปลี่ยนไปเรียกใช้โค้ดชุดใหม่ได้
ดังนั้น ก่อนใช้บริการควรดูว่าใครมีสิทธิ์อัปเกรดระบบ และสิทธิ์นั้นเปลี่ยนพฤติกรรมของโปรแกรมได้มากเพียงใด คำว่า “Smart Contract” เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ากติกาทั้งหมดจะคงเดิมตลอดไป อ้างอิง: การอัปเกรด Smart Contract
ETH มีจำนวนจำกัดเหมือน Bitcoin หรือไม่
ภายใต้กติกาปัจจุบัน ETH ไม่มีเพดานจำนวนเหรียญแบบตายตัวที่ 21 ล้านหน่วยเหมือน Bitcoin จำนวน ETH เปลี่ยนจากกลไกสำคัญสองด้าน ได้แก่ การออก ETH ใหม่เป็นรางวัลของระบบ และการเผา ETH จากค่าธรรมเนียมบางส่วน
การเผาหมายถึงการนำ ETH ส่วนนั้นออกจากการหมุนเวียนอย่างถาวร แต่เมื่อยังมีการออกเหรียญใหม่ด้วย จึงต้องเปรียบเทียบทั้งสองด้าน:
- หากออกใหม่มากกว่าเผา จำนวน ETH สุทธิเพิ่มขึ้น
- หากเผามากกว่าออกใหม่ จำนวน ETH สุทธิลดลง
จึงไม่ควรสรุปว่า ETH ลดจำนวนลงตลอดเวลาเพียงเพราะมีกลไกเผาเหรียญ อ้างอิง: ETH และอุปทาน
และถึงจำนวนเหรียญจะลดลงในช่วงหนึ่ง ก็ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าราคาต้องเพิ่มขึ้น เพราะจำนวนเหรียญไม่ได้บอกว่าผู้ซื้อยินดีจ่ายเท่าไร
Layer 2 เกี่ยวข้องกับ Ethereum อย่างไร
เมื่อศึกษาต่อ คุณอาจพบชื่อเครือข่ายที่เรียกว่า Layer 2 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยรองรับการใช้งานและลดต้นทุน โดยเชื่อมโยงกับ Ethereum ในการตรวจสอบหรือชำระผลธุรกรรมตามรูปแบบของระบบนั้น
อย่างไรก็ตาม แต่ละเครือข่ายมีเทคโนโลยีและความเสี่ยงต่างกัน จึงไม่ควรนำค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขของ Ethereum Mainnet ไปใช้เหมารวมกับทุก Layer 2 อ้างอิง: Layer 2
ในบทนี้ ให้จำไว้ก่อนว่า ชื่อสินทรัพย์กับชื่อเครือข่ายเป็นคนละข้อมูล เมื่อไปถึงบทการโอนคริปโต เราจะใช้ความแตกต่างนี้ตรวจสอบต้นทางและปลายทางก่อนส่งจริง
ลองตรวจความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป
1. ซื้อ ETH แล้ว เท่ากับซื้อโทเคนทุกโครงการบน Ethereum หรือไม่?
ไม่เท่ากัน คุณถือ ETH ส่วนโทเคนของแต่ละโครงการเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่ง
2. Smart Contract จะเริ่มทำงานเองทันทีเมื่อครบกำหนดเวลาหรือไม่?
ไม่ใช่เพียงเพราะเวลาผ่านไป ต้องมีการเรียกใช้งานที่กระตุ้นให้โปรแกรมตรวจเงื่อนไขและดำเนินการ
3. ธุรกรรมไม่สำเร็จ แปลว่าไม่เสียค่าธรรมเนียมเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป หากเข้าไปประมวลผลในบล็อกแล้ว ยังอาจมีค่าธรรมเนียมสำหรับงานที่ทำไป
4. โทเคนใช้มาตรฐาน ERC-20 แปลว่าโครงการผ่านการรับรองหรือไม่?
ไม่ใช่ มาตรฐานช่วยให้ระบบทำงานร่วมกันได้ ส่วนความน่าเชื่อถือของโครงการต้องตรวจแยกต่างหาก
5. มีการเผา ETH แปลว่าจำนวนเหรียญลดลงตลอดเวลาหรือไม่?
ไม่ใช่ ต้องเปรียบเทียบกับจำนวน ETH ที่ออกใหม่ในช่วงเดียวกันด้วย
Share This Story, Choose Your Platform!
โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์
ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส
โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ
ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี
เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้
ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
รู้จักแต่ละโบรกเกอร์
อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ
เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน
เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 4 · เข้าใจราคาและตลาด บทที่ […]
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 1 · รู้จักคริปโต บทที่ 1 จาก […]
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 4 · เข้าใจราคาและตลาด บทที่ […]
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 4 · เข้าใจราคาและตลาด บทที่ […]

