เหลืออีก 1 บทความในบทนี้
เลือกอ่านหัวข้อในบทนี้
- ก่อนเปรียบเทียบ ต้องใช้เงื่อนไขเดียวกัน
- สเปรด: แยกหน่วยราคา จำนวนเงิน และเปอร์เซ็นต์
- คอมมิชชัน: อ่านให้ครบว่าคิดต่ออะไรและกี่ข้าง
- ค่าถือสถานะ: ดูวิธีคิดและเวลาที่เริ่มเรียกเก็บ
- Swap-free ต้องตรวจอะไรบ้าง
- ค่าแปลงสกุลเงิน: ตรวจว่าระบบแปลงยอดใด
- ค่าถือ CFD ต่างจาก Funding Rate ของ Perpetual อย่างไร
- ตัวอย่างรวมต้นทุนการถือ 1, 7 และ 30 วัน
- เมื่อตรวจรายการจริง อย่าหักต้นทุนซ้ำ
- นำข้อมูลต้นทุนไปอ่านรีวิวอย่างไร
- ตรวจความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป
ก่อนเปรียบเทียบผู้ให้บริการคริปโต CFD คุณต้องรู้ว่าการเปิด ถือ และปิดสถานะหนึ่งครั้งมีต้นทุนอะไรบ้าง เพราะสเปรดที่แคบกว่าไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมจะต่ำกว่าเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อถือสถานะผ่านหลายรอบเรียกเก็บค่าถือ
ต้นทุนที่ควรตรวจประกอบด้วย สเปรด คอมมิชชัน ค่าถือสถานะ และค่าแปลงสกุลเงินเมื่อเกี่ยวข้อง ส่วนบัญชีที่ระบุว่า Swap-free ต้องอ่านต่อว่าได้รับยกเว้นรายการใด มีเงื่อนไขอย่างไร และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่
บทนี้จะช่วยให้คุณแปลงค่าใช้จ่ายแต่ละรูปแบบเป็นจำนวนเงิน แล้วเปรียบเทียบบนปริมาณสินทรัพย์ ทิศทาง และระยะเวลาถือเดียวกัน โดยใช้ตัวอย่างสัญญาสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคำนวณอย่างชัดเจน
ก่อนเปรียบเทียบ ต้องใช้เงื่อนไขเดียวกัน
สมมติว่าผู้ให้บริการสองแห่งมีสัญญาชื่อ BTCUSD เหมือนกัน แต่แห่งหนึ่งกำหนดให้ 1 Lot อ้างอิง 1 BTC ขณะที่อีกแห่งกำหนดให้ 1 Lot อ้างอิง 10 BTC การเทียบค่าใช้จ่ายของคำสั่งขนาด 0.1 Lot จึงยังไม่ใช่การเปรียบเทียบปริมาณเท่ากัน
ควรเริ่มจากกำหนดว่า ต้องการเปรียบเทียบสถานะที่อ้างอิง BTC เท่าไร แล้วจึงแปลงเป็น Lot ตามขนาดสัญญาของแต่ละแห่ง
สำหรับตัวอย่างหลักในบทนี้ เราจะใช้เงื่อนไขต่อไปนี้:
| รายการ | ฐานเปรียบเทียบ |
|---|---|
| ผลิตภัณฑ์ | Bitcoin CFD แบบเชิงเส้น คำนวณกำไรขาดทุนเป็น USD |
| ปริมาณอ้างอิง | 0.1 BTC |
| ทิศทาง | Long |
| ราคาอ้างอิงสำหรับคำนวณ | 50,000 USD ต่อ BTC |
| มูลค่าสถานะอ้างอิง | 5,000 USD |
| สกุลเงินบัญชี | USD |
| การซื้อขาย | เปิดหนึ่งครั้งและปิดทั้งหมดหนึ่งครั้ง |
| ระยะเวลาถือ | เปรียบเทียบกรณีผ่านรอบเรียกเก็บ 1, 7 และ 30 รอบ |
หากต้องการเปรียบเทียบฝั่ง Short ต้องใช้ค่าถือของฝั่ง Short โดยเฉพาะ ไม่ควรนำตัวเลขของ Long ไปใช้แทน
ส่วนการเปรียบเทียบสเปรดจริง ควรเก็บข้อมูลในช่วงเวลาและภาวะตลาดใกล้เคียงกันด้วย สเปรดต่ำสุดที่โฆษณาไว้กับสเปรดเฉลี่ยที่พบระหว่างใช้งานเป็นข้อมูลคนละประเภท
สเปรด: แยกหน่วยราคา จำนวนเงิน และเปอร์เซ็นต์
Spread หรือสเปรด คือส่วนต่างระหว่างราคา Ask กับ Bid โดยทั่วไปการซื้อใช้ราคา Ask และการขายใช้ราคา Bid ดังนั้นสถานะ Long จึงเปิดด้วยการซื้อที่ Ask และปิดด้วยการขายที่ Bid ส่วนสถานะ Short ใช้ลำดับตรงกันข้าม ตามหลักการซื้อขายที่อธิบายในคู่มือ MetaTrader 5 [1]
ลองใช้ราคาสมมตินี้:
- Bid: 49,980 USD ต่อ BTC
- Ask: 50,020 USD ต่อ BTC
- ราคากึ่งกลาง: 50,000 USD ต่อ BTC
- ปริมาณสถานะ: 0.1 BTC
เราสามารถอธิบายสเปรดชุดเดียวกันได้สามรูปแบบ
| รูปแบบ | วิธีคำนวณ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| ส่วนต่างในหน่วยราคา | 50,020 − 49,980 | 40 USD ต่อ BTC |
| ผลเป็นจำนวนเงินสำหรับ 0.1 BTC | 40 × 0.1 | 4 USD |
| สเปรดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคากึ่งกลาง | 40 ÷ 50,000 × 100 | 0.08% |
ตัวเลข 40 USD ในตัวอย่างจึงไม่ได้แปลว่าสถานะทุกขนาดมีต้นทุนสเปรด 40 USD เพราะต้องคูณด้วยปริมาณ BTC ที่สัญญาอ้างอิงก่อน
หากแพลตฟอร์มแสดงสเปรดเป็น Point ต้องตรวจเพิ่มว่า 1 Point เท่ากับราคาเปลี่ยนเท่าไร จึงจะแปลงเป็น USD ต่อ BTC และเป็นจำนวนเงินของสถานะได้
สเปรดเป็นเปอร์เซ็นต์ต้องระบุฐานคำนวณด้วย ในบทนี้ใช้ราคากึ่งกลาง ไม่ได้ใช้เงินประกันหรือยอดเงินในบัญชีเป็นฐาน
ระวังนับสเปรดซ้ำ
หากเปิด Long 0.1 BTC ที่ Ask 50,020 แล้วปิดทันทีที่ Bid 49,980 โดยราคาเสนอซื้อขายไม่เปลี่ยนและไม่มี Slippage ผลจากส่วนต่างราคาคือ:
(49,980 − 50,020) × 0.1 = −4 USD
สเปรดรวมอยู่ในราคาที่ใช้คำนวณแล้ว จึงไม่ควรหัก “ค่าสเปรด 4 USD” ซ้ำอีกครั้ง เอกสารค่าธรรมเนียมของ IG อธิบายเช่นกันว่าสเปรดฝังอยู่ในราคาซื้อขาย ไม่ได้แสดงเป็นค่าธรรมเนียมแยกเสมอไป [2]
สำหรับการประมาณต้นทุนเทียบกับราคากึ่งกลาง หากสเปรดสมมาตรรอบราคากึ่งกลาง ต้นทุนสเปรดของการเปิดและปิดหนึ่งรอบคำนวณได้จาก:
ปริมาณ BTC × [(สเปรดตอนเปิด ÷ 2) + (สเปรดตอนปิด ÷ 2)]
เมื่อสเปรดตอนเปิดและปิดเท่ากันที่ 40 USD ต่อ BTC ผลจึงเป็น 4 USD สำหรับ 0.1 BTC ไม่ใช่ 8 USD
แต่ถ้าสเปรดตอนปิดกว้างขึ้น ต้นทุนก็เปลี่ยนตาม ตัวเลขที่เห็นตอนเปิดจึงยังไม่ใช่ต้นทุนสเปรดสุดท้ายของรายการนั้น
คอมมิชชัน: อ่านให้ครบว่าคิดต่ออะไรและกี่ข้าง
Commission คือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตามโครงสร้างของบัญชีหรือผลิตภัณฑ์ ก่อนใช้ตัวเลขต้องตรวจทั้ง ฐานคำนวณ และ จำนวนครั้งที่เรียกเก็บ
คำว่า “ต่อข้าง” หมายถึงคิดแยกตอนเปิดและตอนปิด ส่วน “ไป–กลับ” หรือ Round trip หมายถึงรวมทั้งสองข้างตามเงื่อนไขที่ระบุแล้ว
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นโครงสร้างสมมติ ไม่ใช่อัตราของผู้ให้บริการรายใด:
| รูปแบบที่ระบุ | สมมติฐาน | คอมมิชชันรวมเปิด–ปิด |
|---|---|---|
| 10 USD ต่อ Lot ต่อข้าง | เปิด 0.1 Lot และปิด 0.1 Lot | 2 USD |
| 20 USD ต่อ Lot ไป–กลับ | ซื้อขายครบหนึ่งรอบ ขนาด 0.1 Lot | 2 USD |
| 0.02% ของมูลค่าซื้อขายต่อข้าง | มูลค่าตอนเปิดและปิดข้างละ 5,000 USD | 2 USD |
ในแถวสุดท้าย หากมูลค่าตอนปิดเปลี่ยน คอมมิชชันตอนปิดก็อาจเปลี่ยนด้วย เพราะคิดจากมูลค่าซื้อขายของแต่ละข้าง
นอกจากนี้ต้องตรวจว่ามีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อคำสั่งหรือต่อรายการหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากคำนวณตามอัตราแล้วได้ 0.20 USD แต่มีขั้นต่ำ 1 USD ค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมาใช้คือ 1 USD ตามเงื่อนไขนั้น
บัญชีที่ไม่มีคอมมิชชันยังอาจมีต้นทุนจากสเปรดและค่าถือสถานะ จึงควรเปรียบเทียบยอดรวม ไม่ใช้รายการใดรายการหนึ่งตัดสิน
ค่าถือสถานะ: ดูวิธีคิดและเวลาที่เริ่มเรียกเก็บ
ค่าถือสถานะอาจใช้ชื่อว่า Overnight funding, Financing หรือ Swap สิ่งที่ต้องอ่านคือหน่วย อัตรา ฐานคำนวณ และรอบเรียกเก็บของสัญญาที่ใช้งาน
ตัวอย่างเช่น เอกสารคริปโต CFD ของ IG UK ระบุการปรับค่าถือเมื่อสถานะยังเปิดผ่านเวลาที่กำหนด โดยคำนวณจากมูลค่าสถานะเต็ม และอัตราอาจเปลี่ยนตามเงื่อนไขตลาด เอกสารดังกล่าวเป็นของผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า Professional ในสหราชอาณาจักร จึงใช้แสดงตัวอย่างกลไก ไม่ใช่เงื่อนไขมาตรฐานสำหรับผู้ใช้ไทยหรือทุกบริษัท [3]
ตัวอย่างการคำนวณจากอัตราต่อวัน
สมมติว่าสัญญากำหนดให้หักค่าถือ Long ที่ 0.03% ต่อวัน จากมูลค่าสถานะอ้างอิง 5,000 USD:
ค่าถือต่อรอบ = 5,000 × 0.0003 = 1.50 USD
หากผ่านรอบเรียกเก็บ 7 รอบ และฐานคำนวณกับอัตราไม่เปลี่ยน:
ค่าถือรวม = 1.50 × 7 = 10.50 USD
อัตรา 0.03% เป็นอัตราต่อวันในตัวอย่างอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำไปหาร 360 หรือ 365 ซ้ำ
ถ้าเอกสารแสดงเป็นอัตราต่อปี จึงค่อยแปลงตามจำนวนวันที่สัญญากำหนด โดยต้องตรวจว่าอัตรารวมค่าบริหารไว้แล้วหรือยัง
แพลตฟอร์มอย่าง MetaTrader รองรับวิธีคำนวณ Swap หลายแบบ ทั้งหน่วย Point จำนวนเงิน และอัตราร้อยละที่อ้างอิงราคาเปิดหรือราคาขณะคำนวณ ดังนั้นตัวเลขในช่อง Swap เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอ่านวิธีคำนวณประกอบด้วย [4]
จำนวนวันที่ถืออาจไม่เท่ากับจำนวนรอบที่ถูกคิดเงิน
การเปิดสถานะก่อนเวลาตัดรอบแล้วปิดหลังเวลานั้นอาจผ่านหนึ่งรอบเรียกเก็บ แม้ถือจริงไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญา
ก่อนประมาณค่าใช้จ่ายจึงควรตรวจว่า:
- ใช้เวลาตัดรอบใด และเป็นเขตเวลาอะไร
- คิดทุกวันหรือเฉพาะวันที่กำหนด
- วันหยุดหรือวันใดมีการคิดหลายวันรวมกัน
- อัตราฝั่ง Long และ Short ต่างกันอย่างไร
- ค่าถือเป็นยอดหักหรือยอดรับ และเปลี่ยนได้เมื่อใด
ไม่ควรนำกติกา Swap สามเท่าที่เคยพบใน Forex ไปใช้กับคริปโต CFD โดยอัตโนมัติ เพราะต้องตรวจเงื่อนไขของแต่ละสัญญา
Swap-free ต้องตรวจอะไรบ้าง
Swap-free หมายถึงการยกเว้น Swap ตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ได้ยืนยันว่าการถือสถานะไม่มีค่าใช้จ่ายทุกประเภท
ตัวอย่างเช่น หน้า Swap-free ของ Pepperstone ระบุค่าบริหารเมื่อถือถึงช่วงเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นว่าการไม่มี Swap อาจยังมีค่าถือในรูปแบบอื่นได้ แต่รายละเอียดของบัญชีดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปสรุปแทนทุกบัญชีหรือทุกสินทรัพย์ [5]
สำหรับคริปโต CFD ควรตรวจให้ครบว่า:
| สิ่งที่ต้องตรวจ | คำถามที่ต้องตอบ |
|---|---|
| ผู้มีสิทธิ | ประเทศ บริษัทที่ทำสัญญา และประเภทบัญชีของคุณได้รับสิทธิหรือไม่ |
| สัญญาที่ครอบคลุม | BTCUSD หรือคริปโตที่ต้องการซื้อขายอยู่ในรายการยกเว้นหรือไม่ |
| ระยะเวลายกเว้น | ยกเว้นตลอดการถือหรือเฉพาะช่วงแรก |
| ค่าใช้จ่ายอื่น | มีค่าบริหารหรือค่าถือทดแทนหรือไม่ |
| รอบเรียกเก็บ | เริ่มนับจากเมื่อไร และคิดซ้ำอย่างไร |
| การเปลี่ยนสิทธิ | มีเงื่อนไขยกเลิกสิทธิหรือปรับค่าใช้จ่ายอย่างไร |
หากยังไม่รู้ว่าค่าบริหารคิดอย่างไร ก็ยังไม่ควรกรอกต้นทุนการถือเป็นศูนย์เพียงเพราะชื่อบัญชีมีคำว่า Swap-free
ค่าแปลงสกุลเงิน: ตรวจว่าระบบแปลงยอดใด
เมื่อสกุลเงินที่ใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่างจากสกุลเงินบัญชี อาจมีการแปลงเงินและมีต้นทุนตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ
ประเด็นสำคัญคือ ระบบนำยอดใดมาแปลง เช่น กำไรขาดทุนที่รับรู้ คอมมิชชัน หรือรายการค่าถือ ไม่ควรนำค่าธรรมเนียมแปลงเงินไปคูณมูลค่าสถานะเต็มโดยไม่มีข้อกำหนดรองรับ
ตัวอย่างเอกสารของ IG UK อธิบายการแปลงรายการกำไรขาดทุนที่รับรู้และรายการปรับปรุงบางประเภทเข้าสกุลเงินหลักของบัญชี จึงต้องแยกการแปลงยอดเหล่านี้ออกจากมูลค่าอ้างอิงของสัญญา [6]
ในการเปรียบเทียบ ให้ตรวจทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนเพิ่มในอัตรา ค่าธรรมเนียมแยก และเวลาที่ระบบแปลงเงินจริง เพื่อไม่ให้นับค่าใช้จ่ายเดียวกันซ้ำ
ตัวอย่างหลักของบทนี้ใช้บัญชี USD และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็น USD จึงกำหนดให้ไม่มีการแปลงสกุลเงินภายในตัวอย่าง ส่วนต้นทุนฝากหรือถอนเงินบาทต้องประเมินแยกตามช่องทางที่ใช้จริง
ค่าถือ CFD ต่างจาก Funding Rate ของ Perpetual อย่างไร
คำว่า Funding ปรากฏได้ในทั้ง CFD และ Perpetual จึงต้องดูประเภทผลิตภัณฑ์ก่อนตีความ
ค่าถือคริปโต CFD เป็นรายการตามวิธีคำนวณของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจรวมองค์ประกอบต้นทุนเงินทุนและค่าบริหาร ส่วน Funding ของ Perpetual เป็นกลไกที่ใช้ช่วยให้ราคาสัญญาเคลื่อนไหวใกล้ราคาอ้างอิง โดยมีการจ่ายระหว่างผู้ถือสถานะสองฝั่งตามกติกาของตลาดนั้น
ตัวอย่างเอกสาร Coinbase Global Derivatives ระบุว่า เมื่อ Funding Rate เป็นบวก ฝั่ง Long จ่ายให้ Short และเมื่อเป็นลบ ฝั่ง Short จ่ายให้ Long พร้อมแยกหน่วยอัตราที่แสดงออกจากวิธีคำนวณและจ่ายจริง [7]
จึงไม่ควรนำ Funding Rate จากตลาด Perpetual ไปใช้ประมาณค่าถือของบัญชี CFD แม้ทั้งสองสัญญาจะอ้างอิง Bitcoin เหมือนกันก็ตาม
ตัวอย่างรวมต้นทุนการถือ 1, 7 และ 30 วัน
ต่อไปนี้เป็น สัญญาสมมติ A และ B เพื่อแสดงวิธีเปรียบเทียบ ไม่ใช่ราคาเสนอหรืออัตราค่าธรรมเนียมของบริษัทจริง
ทั้งสองสัญญาใช้ฐานเดียวกัน:
- Long ปริมาณอ้างอิง 0.1 BTC
- ราคากึ่งกลางคงที่ 50,000 USD ต่อ BTC
- มูลค่าสถานะที่ใช้คิดค่าถือคงที่ 5,000 USD
- สเปรดสมมาตรรอบราคากึ่งกลางและไม่เปลี่ยนระหว่างเปิดกับปิด
- ไม่มี Slippage ไม่มีการเพิ่มหรือลดสถานะ
- คอมมิชชันไม่มีขั้นต่ำ และรวมเปิด–ปิดแล้ว
- อัตราค่าถือรวมค่าบริหารแล้ว คงที่ และเป็นยอดหักทั้งหมด
- คิดค่าถือวันละหนึ่งรอบทุกวัน ไม่มีการคิดหลายเท่า
- การถือ 1, 7 และ 30 วันในตาราง หมายถึงผ่านรอบเรียกเก็บ 1, 7 และ 30 รอบตามลำดับ
- ไม่มีค่าแปลงเงินหรือค่าธรรมเนียมอื่นในตัวอย่าง และไม่รวมภาษี
| รายการ | สัญญา A | สัญญา B |
|---|---|---|
| สเปรดในหน่วยราคา | 40 USD ต่อ BTC | 20 USD ต่อ BTC |
| ต้นทุนสเปรดสำหรับ 0.1 BTC ครบเปิด–ปิด | 4 USD | 2 USD |
| คอมมิชชันรวมเปิด–ปิด | 2 USD | 2 USD |
| อัตราค่าถือต่อวัน | 0.03% | 0.05% |
| ค่าถือต่อรอบจากฐาน 5,000 USD | 1.50 USD | 2.50 USD |
เมื่อแยกองค์ประกอบครบแล้ว ต้นทุนรวมในแบบจำลองนี้คือ:
ต้นทุนรวม = ต้นทุนสเปรด + คอมมิชชันรวมเปิด–ปิด + ค่าถือสะสม
| ระยะเวลาถือ | สเปรด A | คอมมิชชัน A | ค่าถือ A | รวม A | สเปรด B | คอมมิชชัน B | ค่าถือ B | รวม B |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 วัน | 4 | 2 | 1.50 | 7.50 | 2 | 2 | 2.50 | 6.50 |
| 7 วัน | 4 | 2 | 10.50 | 16.50 | 2 | 2 | 17.50 | 21.50 |
| 30 วัน | 4 | 2 | 45.00 | 51.00 | 2 | 2 | 75.00 | 79.00 |
ตัวเลขทั้งหมดในตารางเป็น USD
ภายใต้สมมติฐานนี้ สัญญา B มีต้นทุนต่ำกว่าเมื่อผ่านหนึ่งรอบเรียกเก็บ เพราะประหยัดสเปรดได้ 2 USD แต่มีค่าถือสูงกว่าวันละ 1 USD
เมื่อผ่านสองรอบ ทั้งสองสัญญามีต้นทุนเท่ากันที่ 9 USD และหลังจากนั้นสัญญา A มีต้นทุนต่ำกว่า
ผลดังกล่าวใช้ได้กับตัวเลขและเงื่อนไขสมมติชุดนี้เท่านั้น หากราคา อัตราค่าถือ หรือสเปรดเปลี่ยน จุดที่ต้นทุนเท่ากันก็เปลี่ยนตาม
เนื่องจากตัวอย่างกำหนดให้ราคากึ่งกลางไม่เคลื่อนไหว ผลสุทธิจึงเป็นขาดทุนเท่ากับต้นทุนรวมของแต่ละกรณี เช่น สัญญา A ที่ถือ 30 วันมีผลสุทธิ −51 USD
เมื่อตรวจรายการจริง อย่าหักต้นทุนซ้ำ
ตารางข้างต้นเริ่มจากราคากึ่งกลาง จึงแยกสเปรดออกมาเป็นองค์ประกอบต้นทุน เพื่อให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายเกิดจากส่วนใด
แต่เมื่อตรวจรายการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง ต้องเริ่มจากดูว่ารายงานรวมอะไรไว้แล้ว
สำหรับ CFD แบบเชิงเส้นที่ใช้ในบทนี้:
กำไรขาดทุน Long จากราคาซื้อขายจริง
= (ราคาปิดจริง − ราคาเปิดจริง) × ปริมาณ BTC
ถ้าราคาเปิดจริงเป็น Ask และราคาปิดจริงเป็น Bid ผลของสเปรดรวมอยู่ในส่วนต่างนี้แล้ว จากนั้นจึงปรับด้วยคอมมิชชัน ค่าถือ และค่าใช้จ่ายอื่นที่ยังไม่รวมอยู่ในยอดดังกล่าว
เช่นเดียวกับ Slippage หากใช้ราคาที่ดำเนินการจริง ผลจากการได้ราคาต่างจากที่คาดก็สะท้อนอยู่ในกำไรขาดทุนแล้ว ไม่ควรหักซ้ำเป็นค่าธรรมเนียมอีกครั้ง
วิธีตรวจที่ช่วยลดความผิดพลาดคือแยกยอดออกเป็นสามส่วน:
- กำไรขาดทุนจากราคาซื้อขายจริง
- รายการหักหรือรับเพิ่มเติม เช่น คอมมิชชันและค่าถือ
- ยอดสุทธิหลังรวมรายการที่เกี่ยวข้องครบแล้ว
หากแพลตฟอร์มแสดงยอดสุทธิที่รวมบางรายการอยู่แล้ว ต้องใช้รายละเอียดประวัติรายการประกอบก่อนคำนวณต่อ
นำข้อมูลต้นทุนไปอ่านรีวิวอย่างไร
เมื่อเข้าใจวิธีรวมต้นทุนแล้ว คุณสามารถใช้ หน้ารีวิวและคู่มือเลือกโบรกเกอร์ของ ThaiFX เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาผู้ให้บริการ แล้วตรวจเงื่อนไขของบัญชีและสัญญาที่เกี่ยวข้องกับคุณอีกครั้ง
ก่อนใช้ข้อมูลในรีวิวเปรียบเทียบ ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้:
| ข้อมูลที่ควรมี | เหตุผลที่ต้องตรวจ |
|---|---|
| ชื่อบริษัทที่ทำสัญญาและประเภทบัญชี | แบรนด์เดียวกันอาจมีเงื่อนไขต่างกัน |
| Symbol และ Contract Size | แปลง Lot เป็นปริมาณ BTC ให้เท่ากัน |
| สเปรดพร้อมหน่วยและช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล | แยกค่าขั้นต่ำ ค่าเฉลี่ย และค่าที่พบจริง |
| คอมมิชชันต่อข้างหรือไป–กลับ | รวมทั้งตอนเปิดและปิดให้ครบ |
| ค่าถือแยก Long และ Short | ใช้อัตราตรงกับทิศทางที่จะเปรียบเทียบ |
| วิธีคิดและรอบเรียกเก็บ | ประมาณต้นทุนตามระยะเวลาถือได้ |
| เงื่อนไข Swap-free | ตรวจสิทธิและค่าใช้จ่ายอื่น |
| การแปลงสกุลเงิน | รวมเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องจริง |
| วันที่ตรวจข้อมูล | รู้ว่าต้องยืนยันตัวเลขใดใหม่ก่อนใช้งาน |
หากรีวิวมีเพียง “สเปรดเริ่มต้น” แต่ไม่มีค่าถือ ก็ยังใช้สรุปต้นทุนของการถือ 7 หรือ 30 วันไม่ได้
นอกจากนี้ ต้นทุนต่ำกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปรียบเทียบ ยังต้องพิจารณาคุณภาพการดำเนินคำสั่ง เงื่อนไขถอนเงิน ความน่าเชื่อถือของคู่สัญญา และการคุ้มครองที่ใช้กับบัญชีด้วย
ตรวจความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป
ก่อนจบบท ลองตรวจว่าคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือไม่:
- สเปรด 40 USD ต่อ BTC สำหรับสถานะ 0.1 BTC แปลงเป็นจำนวนเงินเท่าไร?
- คอมมิชชันที่ระบุเป็นต่อข้างหรือรวมไป–กลับ?
- ค่าถือใช้ฐานมูลค่าสถานะ ราคาเปิด หรือวิธีอื่น?
- ช่วงเวลาที่จะถือผ่านรอบเรียกเก็บกี่ครั้ง?
- บัญชี Swap-free ครอบคลุมสัญญาคริปโตที่ต้องการหรือไม่?
- กำไรขาดทุนที่กำลังอ่านรวมสเปรดและค่าใช้จ่ายใดไว้แล้ว?
หากตอบได้ครบ คุณจะสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจากเงื่อนไขของสัญญาได้ชัดเจนขึ้น และลดข้อผิดพลาดจากการเทียบ Lot ไม่เท่ากัน ใช้อัตราผิดหน่วย หรือนับต้นทุนซ้ำ
บทถัดไปคือ บทที่ 5 บทความที่ 6: เวลาเทรด วันหยุด Gap และ Slippage ซึ่งจะอธิบายว่าเวลาบริการและการดำเนินคำสั่งส่งผลต่อการถือและปิดสถานะอย่างไร หรือกลับไปเลือกเส้นทางเรียนที่ หน้าหลักเรียนคริปโตของ ThaiFX
หมายเหตุแหล่งอ้างอิง: ตรวจเมื่อ 5 ตุลาคม 2026 เอกสารของผู้ให้บริการใช้ประกอบคำอธิบายกลไกตามขอบเขตของเอกสารนั้น ส่วนตัวเลขในตารางเปรียบเทียบเป็นข้อมูลสมมติทั้งหมด
แหล่งอ้างอิง
Share This Story, Choose Your Platform!
โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์
ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส
โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ
ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี
เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้
ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
รู้จักแต่ละโบรกเกอร์
อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ
เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน
เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 4 · เข้าใจราคาและตลาด บทที่ […]
LEVEL 1 · รู้จักคริปโตบทที่ 1 จาก 57 บทความ · เรียนตามล […]
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 2 · กระเป๋าและความปลอดภัย บท […]

