เหลืออีก 2 บทความในบทนี้
เลือกอ่านหัวข้อในบทนี้
- Notional Value กับ Margin ต่างกันอย่างไร
- Leverage บอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
- Balance, Equity, Free Margin และ Margin Level คืออะไร
- มาร์จินแบบคงที่กับแบบขั้นบันไดต่างกันอย่างไร
- ตัวอย่างบัญชี: เมื่อราคาลดลงและมาร์จินเพิ่ม
- เมื่อข้อกำหนดมาร์จินเปลี่ยน ต้องตรวจอะไร
- Margin Call กับ Stop Out ต่างกันอย่างไร
- Stop Out ไม่ใช่ Stop Loss และไม่รับประกันราคาปิด
- Negative Balance Protection คุ้มครองอะไร
- ตรวจบัญชีก่อนเพิ่มสถานะ
- ทดสอบความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป
การมีเงินพอเปิดสถานะไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินพอรักษาสถานะนั้นได้ตลอดเวลา หากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง เงินทุนสุทธิในบัญชีจะลดลง ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดมาร์จินก็อาจเปลี่ยนตามเงื่อนไขของบริการได้
Margin คือเงินประกันที่ระบบกำหนดสำหรับสถานะ ส่วน Leverage เกี่ยวข้องกับการเปิดสถานะมูลค่าสูงกว่าเงินประกันที่ใช้ ทั้งสองอย่างต้องแยกจากวงเงินขาดทุนที่คุณวางแผนไว้ เพราะมาร์จินไม่ใช่ขาดทุนสูงสุดของรายการ
บทก่อนอธิบายวิธีคำนวณขนาดสถานะจากวงเงินเสี่ยงแล้ว บทนี้จะตอบต่อว่า บัญชีต้องมีเงินรองรับอย่างไร ตัวเลขใดควรติดตาม และเหตุใดระบบจึงอาจปิดสถานะก่อนที่คุณจะตั้งใจปิดเอง
Notional Value กับ Margin ต่างกันอย่างไร
Notional Value หรือมูลค่าสถานะ คือมูลค่าของปริมาณสินทรัพย์ที่สัญญาอ้างอิง ณ ราคาที่ใช้คำนวณ
สมมติสถานะ Bitcoin CFD อ้างอิง 0.10 BTC ที่ราคา 50,000 USD ต่อ BTC:
มูลค่าสถานะ = 0.10 × 50,000 = 5,000 USD
หากสัญญาสมมติกำหนดมาร์จินเริ่มต้น 20% ของมูลค่านี้:
มาร์จิน = 5,000 × 20% = 1,000 USD
ตัวเลขทั้งสองมีหน้าที่ต่างกัน:
| รายการ | จำนวนในตัวอย่าง | ความหมาย |
|---|---|---|
| มูลค่าสถานะ | 5,000 USD | มูลค่าปริมาณอ้างอิงที่รับความเคลื่อนไหวของราคา |
| มาร์จิน | 1,000 USD | เงินประกันที่ระบบกำหนดสำหรับสถานะ |
| ผลขาดทุนตามแผน | ต้องคำนวณแยก | ขึ้นกับขนาดสถานะ ระยะราคาปิดที่วางแผน และต้นทุน |
มาร์จินที่ถูกกันไว้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่สูญเสียทันที เมื่อปิดสถานะ เงินประกันที่เกี่ยวข้องจะถูกปลดตามระบบ แต่ยอดเงินที่เหลือยังต้องสะท้อนกำไรขาดทุนและค่าใช้จ่ายของรายการ
สูตรมาร์จินในตัวอย่างเป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง แพลตฟอร์มรองรับวิธีคำนวณต่างกันตามประเภทและการตั้งค่าสัญญา จึงต้องตรวจรายละเอียดของ BTCUSD ที่ใช้จริง [1]
Leverage บอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
จากตัวอย่าง มูลค่าสถานะ 5,000 USD ใช้มาร์จิน 1,000 USD มีอัตราส่วน 5 ต่อ 1 หรือเลเวอเรจเทียบกับเงินประกัน 5 เท่า
สำหรับรูปแบบที่คิดมาร์จินเป็นอัตราเดียวของมูลค่าสถานะ:
เลเวอเรจเทียบกับมาร์จิน = มูลค่าสถานะ ÷ มาร์จิน
แต่อัตราส่วนนี้ยังไม่บอกความเสี่ยงเทียบกับเงินทั้งหมดในบัญชี
สมมติผู้ซื้อขายสองคนเปิดสถานะอ้างอิง 0.10 BTC เท่ากัน ใช้มาร์จิน 1,000 USD เท่ากัน แต่มีเงินทุนสุทธิก่อนราคาเปลี่ยนต่างกัน:
| รายการ | บัญชี A | บัญชี B |
|---|---|---|
| มูลค่าสถานะเริ่มต้น | 5,000 USD | 5,000 USD |
| มาร์จิน | 1,000 USD | 1,000 USD |
| เงินทุนสุทธิในบัญชี | 2,000 USD | 5,000 USD |
| ผลขาดทุนเมื่อราคาลด 1,000 USD ต่อ BTC | 100 USD | 100 USD |
| ผลขาดทุนเทียบเงินทุนสุทธิตั้งต้น | 5% | 2% |
ตัวอย่างนี้ไม่รวมต้นทุน และสมมติว่าสถานะยังเปิดอยู่ตลอดช่วงที่พิจารณา
แม้เลเวอเรจเทียบกับมาร์จินเท่ากัน ผลกระทบต่อบัญชีก็ต่างกัน จึงต้องดูทั้ง ขนาดสถานะ เงินทุนสุทธิ และสถานะอื่นที่เปิดอยู่
หากขนาดสถานะกับราคาเปิด–ปิดเท่าเดิม การลดมาร์จินไม่ได้เพิ่มกำไรขาดทุนเป็นดอลลาร์ด้วยตัวเอง สิ่งที่ทำให้ความเสียหายเพิ่มคือการใช้เงินประกันที่ลดลงไปเปิดปริมาณมากขึ้น หรือเหลือเงินรองรับความเคลื่อนไหวของราคาน้อยลง หลักการสำคัญคือกำไรขาดทุนของ CFD อิงขนาดสถานะ ไม่ใช่เฉพาะเงินประกันที่วาง [2]
Balance, Equity, Free Margin และ Margin Level คืออะไร
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นคนละด้านของบัญชี:
| คำศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
| Balance | ยอดบัญชีจากรายการที่บันทึกแล้ว โดยยังไม่รวมกำไรขาดทุนลอยตัวของสถานะที่เปิดอยู่ |
| Equity | เงินทุนสุทธิปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนผลของสถานะที่ยังเปิดอยู่และรายการปรับที่เกี่ยวข้อง |
| Margin หรือ Used Margin | เงินประกันที่ระบบใช้อยู่ตามข้อกำหนดบัญชี |
| Free Margin | เงินทุนสุทธิส่วนที่เหลือหลังหักมาร์จินที่ใช้ |
| Margin Level | อัตราส่วน Equity ต่อ Margin แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ |
สำหรับตัวอย่างอย่างง่ายที่ไม่มีเครดิต โบนัส หรือรายการปรับอื่น:
Equity = Balance + กำไรขาดทุนลอยตัว
Free Margin = Equity − Margin
Margin Level = Equity ÷ Margin × 100
คู่มือ MetaTrader 5 อธิบายตัวเลขบัญชีและสูตร Margin Level โดยระบบจริงอาจมีรายการเพิ่มเติม เช่น เครดิตหรือค่าคอมมิชชันที่กันไว้ จึงควรอ่านยอดที่แพลตฟอร์มแสดงร่วมกับเงื่อนไขบัญชี [3]
มีสองจุดที่มักเข้าใจผิด:
- Margin Level 200% ไม่ได้แปลว่ากำไร 200% แต่หมายถึง Equity เป็นสองเท่าของ Margin ที่ใช้
- Free Margin ไม่ใช่วงเงินที่ควรนำไปเปิดสถานะเพิ่มทั้งหมด เพราะเมื่อราคาเปลี่ยน เงินส่วนนี้ก็อาจลดลง
หากไม่มีมาร์จินที่ใช้ สูตร Margin Level จะหารด้วยศูนย์ไม่ได้ จึงไม่ควรตีความช่องว่างหรือรูปแบบแสดงผลของแพลตฟอร์มว่าเป็นผลตอบแทนของบัญชี
มาร์จินแบบคงที่กับแบบขั้นบันไดต่างกันอย่างไร
คำว่า “คงที่” ต้องดูว่าหมายถึง จำนวนเงินคงที่ต่อ lot หรือ อัตราคงที่เป็นเปอร์เซ็นต์ เพราะให้ผลต่างกัน
จำนวนเงินคงที่ต่อ Lot
สมมติสัญญากำหนดมาร์จิน 10,000 USD ต่อ lot การเปิด 0.10 lot จะใช้:
0.10 × 10,000 = 1,000 USD
ในตัวอย่างนี้มาร์จินไม่เปลี่ยนตามราคาตราบใดที่ปริมาณและข้อกำหนดเดิมยังคงอยู่ แต่ผู้ให้บริการอาจมีเงื่อนไขปรับข้อกำหนดภายหลัง
อัตรามาร์จินคงที่
สมมติกำหนดอัตรา 20% อัตรานี้อาจคงที่ แต่จำนวนเงินมาร์จินไม่จำเป็นต้องคงที่ หากระบบคำนวณจากมูลค่าสถานะที่เปลี่ยนตามราคา
จึงต้องตรวจด้วยว่าใช้ราคาใดเป็นฐาน และมีการคำนวณใหม่เมื่อใด
มาร์จินแบบขั้นบันได หรือ Tiered Margin
ระบบอาจใช้อัตราต่างกันตามขนาดการถือครอง ตัวอย่างสมมติแบบแบ่งคิดเฉพาะส่วน:
| ช่วงมูลค่าสถานะ | อัตรามาร์จินสมมติ |
|---|---|
| 10,000 USD แรก | 20% |
| ส่วนที่เกิน 10,000 ถึง 20,000 USD | 30% |
หากมูลค่าสถานะรวมที่นำมาคิดเท่ากับ 15,000 USD:
มาร์จิน = (10,000 × 20%) + (5,000 × 30%) = 3,500 USD
ตัวอย่างนี้ไม่ได้ใช้อัตรา 30% กับทั้ง 15,000 USD เพราะกำหนดไว้ว่าแบ่งคิดเฉพาะส่วน อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจวิธีแบ่งขั้นของบริการจริง รวมถึงการรวมสถานะและคำสั่งรอ ไม่สมมติว่าทุกแห่งคำนวณเหมือนกัน [4]
การแบ่งคำสั่งเป็นหลายรายการจึงไม่ได้รับประกันว่าจะหลีกเลี่ยงขั้นมาร์จินที่สูงขึ้นได้ หากระบบพิจารณาปริมาณรวม
ตัวอย่างบัญชี: เมื่อราคาลดลงและมาร์จินเพิ่ม
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็น ข้อมูลสมมติทั้งหมด ใช้แสดงความสัมพันธ์ของตัวเลข ไม่ใช่อัตราหรือเกณฑ์ของผู้ให้บริการรายใด
กำหนดให้:
- บัญชี USD มี Balance เริ่มต้น 2,000 USD
- เปิด Long Bitcoin CFD แบบเส้นตรง อ้างอิง 0.10 BTC
- ราคาเปิด 50,000 USD ต่อ BTC
- มาร์จินเริ่มต้นกำหนดเป็นจำนวนเงินคงที่ 1,000 USD สำหรับสถานะนี้
- ภายหลังปรับมาร์จินของสถานะเดิมเป็น 1,600 USD
- ไม่มีสถานะอื่น คำสั่งรอ เครดิต การฝากถอน หรือต้นทุน
- เพื่อแยกผลของแต่ละปัจจัย ตัวอย่างตัดผลสเปรดออก และใช้ราคาประเมินเดียวกันตามตาราง
| สถานการณ์ | เพิ่งเปิดสถานะ | ราคาลดลง | มาร์จินเพิ่ม แต่ราคาเท่าเดิม |
|---|---|---|---|
| ราคา BTC สมมติ | 50,000 | 45,000 | 45,000 |
| Balance | 2,000 | 2,000 | 2,000 |
| กำไรขาดทุนลอยตัว | 0 | −500 | −500 |
| Equity | 2,000 | 1,500 | 1,500 |
| Margin | 1,000 | 1,000 | 1,600 |
| Free Margin | 1,000 | 500 | −100 |
| Margin Level | 200% | 150% | 93.75% |
ราคาเป็น USD ต่อ BTC ส่วนตัวเลขบัญชีเป็น USD ยกเว้น Margin Level
เมื่อราคาลดลง
ราคาเปลี่ยนจาก 50,000 เป็น 45,000 USD ต่อ BTC ผลขาดทุนลอยตัวคือ:
(45,000 − 50,000) × 0.10 = −500 USD
Equity จึงเหลือ 1,500 USD และ Free Margin เหลือ 500 USD แม้ Balance ยังแสดง 2,000 USD เพราะยังไม่ได้ปิดสถานะ
เมื่อมาร์จินเพิ่ม
ราคายังอยู่ที่ 45,000 USD ต่อ BTC จึงไม่มีผลขาดทุนจากราคาเพิ่มในขั้นนี้ แต่ Margin เปลี่ยนจาก 1,000 เป็น 1,600 USD:
Free Margin = 1,500 − 1,600 = −100 USD
Margin Level = 1,500 ÷ 1,600 × 100 = 93.75%
บัญชีจึงตึงตัวขึ้นได้แม้ราคาไม่ขยับ การเพิ่มมาร์จินในตัวอย่างไม่ได้หัก Balance เป็นค่าธรรมเนียม แต่เพิ่มเงินประกันที่ต้องรองรับ
Free Margin ติดลบในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า Equity ติดลบหรือเป็นหนี้ 100 USD แล้ว แต่บอกว่า Equity ต่ำกว่า Margin ที่ระบบกำหนด ผลที่จะตามมาต้องดูเกณฑ์บัญชี
เมื่อข้อกำหนดมาร์จินเปลี่ยน ต้องตรวจอะไร
อย่าสรุปว่าการเปลี่ยนมาร์จินมีผลเฉพาะสถานะใหม่ ต้องอ่านประกาศและข้อตกลงว่าครอบคลุมสถานะที่เปิดอยู่หรือไม่
ประเด็นที่ควรตรวจคือ:
- เปลี่ยนกับสัญลักษณ์ บัญชี และบริษัทใด
- เริ่มมีผลเมื่อใด และใช้เขตเวลาอะไร
- กระทบสถานะเดิม คำสั่งรอ หรือเฉพาะรายการใหม่
- เปลี่ยนเป็นอัตราเท่าไร และใช้ฐานคำนวณใด
- เป็นมาตรการชั่วคราวหรือไม่มีวันสิ้นสุดที่ระบุ
- หากบัญชีมีเงินรองรับไม่พอ ระบบจะดำเนินการอย่างไร
ข้อตกลงของผู้ให้บริการอาจกำหนดเงื่อนไขการเพิ่มมาร์จินไว้ จึงควรอ่านเอกสารของบริษัทที่เป็นคู่สัญญาจริง ตัวอย่างข้อตกลง IG International มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปลี่ยนมาร์จิน แต่ไม่ใช่เงื่อนไขมาตรฐานของทุกบริษัท [5]
Margin Call กับ Stop Out ต่างกันอย่างไร
Margin Call โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการที่บัญชีเข้าสู่ระดับเงินประกันไม่เพียงพอตามเกณฑ์ อาจมีการแจ้งเตือน เรียกให้เพิ่มเงินประกัน หรือจำกัดการเปิดสถานะ ขึ้นกับระบบและข้อตกลง
Stop Out คือการบังคับปิดสถานะเมื่อบัญชีเข้าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อจัดการภาวะเงินประกันไม่เพียงพอ
ต้องตรวจทั้ง ค่าของเกณฑ์และวิธีวัด เพราะเอกสาร MQL5 ระบุว่าระดับ Margin Call และ Stop Out สามารถกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินได้ [6]
คำว่า Margin Call จึงไม่ควรถูกตีความว่าจะมีเจ้าหน้าที่โทรมา หรือมีเวลารอให้เติมเงินแน่นอนก่อนถูกปิดสถานะ
ใช้เกณฑ์สมมติกับบัญชีตัวอย่าง
สมมติบัญชีในตัวอย่างใช้เกณฑ์ดังนี้:
- เข้า Margin Call เมื่อ Margin Level เท่ากับหรือต่ำกว่า 100%
- เข้า Stop Out เมื่อ Margin Level เท่ากับหรือต่ำกว่า 50%
- เมื่อถึง Stop Out ระบบปิดสถานะที่มีอยู่ทั้งหมด
- ไม่มีเหตุบังคับปิดอื่นก่อนหน้านั้น
เมื่อมาร์จินเพิ่มเป็น 1,600 USD และ Margin Level เหลือ 93.75% บัญชีจะเข้า Margin Call ตามเกณฑ์สมมติ แต่ยังไม่ถึง Stop Out
หากราคาลดต่อเป็น 38,000 USD ต่อ BTC:
ผลขาดทุนลอยตัว = (38,000 − 50,000) × 0.10 = −1,200 USD
Equity = 2,000 − 1,200 = 800 USD
Margin Level = 800 ÷ 1,600 × 100 = 50%
จึงถึงเกณฑ์ Stop Out ของตัวอย่าง
ถ้าสมมติว่าปิดได้ที่ราคา 38,000 พอดี และไม่มีต้นทุน:
| รายการหลังปิดสถานะ | จำนวน |
|---|---|
| Balance | 800 USD |
| กำไรขาดทุนลอยตัว | 0 USD |
| Equity | 800 USD |
| Margin | 0 USD |
| Free Margin | 800 USD |
การปลดมาร์จินไม่ได้ทำให้ผลขาดทุน 1,200 USD กลับมา แต่เปลี่ยนผลขาดทุนจากลอยตัวเป็นรายการที่บันทึกใน Balance แล้ว
ตัวเลข 100% และ 50% ในส่วนนี้เป็นเกณฑ์สมมติเท่านั้น บริษัทจริงอาจใช้ฐานคำนวณและวิธีปิดต่างกัน เช่น ปิดบางส่วนหรือเลือกปิดบางสถานะก่อน
Stop Out ไม่ใช่ Stop Loss และไม่รับประกันราคาปิด
Stop Loss เป็นคำสั่งที่คุณใช้วางแผนปิดสถานะตามระดับราคา ส่วน Stop Out เป็นกลไกของบัญชีเมื่อเข้าเกณฑ์เงินประกัน
บัญชีจึงอาจถูก Stop Out ก่อนถึง Stop Loss ที่ตั้งไว้ได้ เช่น มีสถานะอื่นขาดทุนร่วมกัน หรือข้อกำหนดมาร์จินเพิ่ม
นอกจากนี้ การถึงเกณฑ์บังคับปิดไม่ได้รับประกันว่าจะปิดได้ตรงราคาที่คำนวณ โดยเฉพาะเมื่อราคาเปลี่ยนเร็วหรือสภาพคล่องไม่เพียงพอ ความเสี่ยงด้านราคาดำเนินการเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยง CFD [2]
หากมีหลายสถานะ ต้องตรวจว่าบริษัทพิจารณาความเพียงพอระดับบัญชีอย่างไร และเลือกปิดรายการใดก่อน ไม่ควรสมมติว่าจะปิดเฉพาะรายการที่คุณมองว่าเสี่ยงที่สุด
Negative Balance Protection คุ้มครองอะไร
Negative Balance Protection หรือการคุ้มครองยอดติดลบ เป็นมาตรการจำกัดความรับผิดตามขอบเขตที่กำหนด ไม่ใช่การป้องกันการขาดทุนจากการซื้อขาย
ตัวอย่างคำอธิบายของ ESMA กล่าวถึงการจำกัดความรับผิดรวมของลูกค้ารายย่อยจาก CFD ที่เชื่อมกับบัญชีไว้ที่เงินในบัญชี CFD นั้น ไม่ได้จำกัดความเสียหายไว้แค่มาร์จินของรายการใดรายการหนึ่ง [7]
ก่อนนำสิทธิ์นี้มาใช้ประเมินบัญชี ต้องตรวจ:
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องยืนยัน |
|---|---|
| บริษัทคู่สัญญา | บัญชีเปิดกับนิติบุคคลใด |
| ประเภทลูกค้า | ได้รับสถานะรายย่อยหรือประเภทอื่น |
| ผลิตภัณฑ์และบัญชี | สิทธิ์ครอบคลุม CFD และบัญชีใด |
| ที่มาของสิทธิ์ | เป็นสิทธิ์ตามกฎหมายหรือข้อเสนอเพิ่มเติมในสัญญา |
| ขอบเขตและข้อยกเว้น | ใช้ในกรณีใด และมีกระบวนการปรับยอดอย่างไร |
การมีสิทธิ์คุ้มครองยอดติดลบยังหมายความว่าเงินในบัญชีสามารถสูญเสียได้ และไม่ใช่ประกันเงินฝากหรือการรับรองว่าจะได้เงินคืนเมื่อผู้ให้บริการมีปัญหา
หากสิทธิ์มาจากกฎหมาย ต้องอ่านข้อตกลงให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ถือว่าข้อความยกเว้นของบริษัทสามารถลบสิทธิ์ตามกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ
ตรวจบัญชีก่อนเพิ่มสถานะ
ก่อนเพิ่ม lot ควรตรวจสองเรื่องแยกกัน: ความเสี่ยงจากราคาอยู่ในแผนหรือไม่ และบัญชีมีเงินรองรับข้อกำหนดมาร์จินหรือไม่
ใช้คำถามต่อไปนี้ตรวจความพร้อม:
- Equity ปัจจุบันเท่าไร? ไม่ดูเฉพาะ Balance เมื่อยังมีสถานะเปิดอยู่
- หลังเปิดรายการใหม่ Margin จะเพิ่มเท่าไร? รวมขั้นมาร์จินและคำสั่งรอที่เกี่ยวข้อง
- Free Margin และ Margin Level จะเหลือเท่าไร? ตรวจทั้งก่อนและหลังเพิ่มสถานะ
- หากหลายสถานะขาดทุนพร้อมกัน บัญชีจะเป็นอย่างไร? โดยเฉพาะรายการที่อ้างอิงสินทรัพย์เคลื่อนไหวใกล้กัน
- มีประกาศปรับมาร์จินหรือไม่? ตรวจผลต่อสถานะเดิมและเวลาที่เริ่มใช้
- Margin Call และ Stop Out วัดจากอะไร? ระบุฐานคำนวณและหน่วยให้ชัด
- Stop Loss ตามแผนอยู่ก่อนเกณฑ์บังคับปิดหรือไม่? พร้อมพิจารณาราคาที่อาจคลาดเคลื่อน
- หากต้องลดความเสี่ยง จะดำเนินการได้เมื่อใด? ตรวจเวลาบริการและข้อจำกัดคำสั่ง
การเติมเงินอาจช่วยเพิ่ม Equity และความสามารถรองรับมาร์จิน แต่ไม่ได้เปลี่ยนสถานะที่ขาดทุนให้เป็นสถานะกำไร และเพิ่มเงินที่นำเข้าไปเผชิญความเสี่ยงด้วย จึงต้องประเมินแผนทั้งหมด ไม่เติมเงินเพียงเพื่อเลื่อนการปิดสถานะออกไปโดยไม่มีขอบเขต
ทดสอบความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป
Balance 3,000 USD ขาดทุนลอยตัว 400 USD และใช้ Margin 1,000 USD จะเหลือ Free Margin เท่าไร?
หากไม่มีรายการปรับอื่น Equity เท่ากับ 2,600 USD ดังนั้น Free Margin เท่ากับ 1,600 USD และ Margin Level เท่ากับ 260%
มาร์จินเพิ่มแต่ราคาไม่เปลี่ยน Equity ต้องลดลงด้วยหรือไม่?
ไม่จำเป็น หากไม่มีผลกำไรขาดทุนหรือต้นทุนเพิ่ม Equity อาจเท่าเดิม แต่ Free Margin และ Margin Level ลดลงได้
Margin Level 50% หมายความว่าขาดทุนไปครึ่งบัญชีหรือไม่?
ไม่ใช่ หมายถึง Equity เท่ากับครึ่งหนึ่งของ Margin ตามฐานที่ใช้ในสูตร ไม่ได้บอกเปอร์เซ็นต์ขาดทุนจากเงินตั้งต้น
มี Negative Balance Protection แล้วขาดทุนได้ไม่เกินมาร์จินของรายการใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ ต้องดูขอบเขตสิทธิ์ โดยมาตรการที่คุ้มครองระดับบัญชีอาจยังทำให้สูญเสียเงินทั้งหมดในบัญชีที่เกี่ยวข้องได้
บทถัดไปคือ บทที่ 5 บทความที่ 5: รวมต้นทุนคริปโต CFD ก่อนเปรียบเทียบ เพื่อคำนวณสเปรด คอมมิชชัน และค่าถือสถานะบนฐานเดียวกัน
ส่วนเวลาให้บริการ ช่องว่างราคา และ Slippage จะอธิบายต่อใน บทที่ 5 บทความที่ 6: เวลาเทรด วันหยุด Gap และ Slippage
กลับไปเลือกเส้นทางเรียนได้ที่ สารบัญความรู้คริปโต ThaiFX
หมายเหตุแหล่งอ้างอิง: ตรวจข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม 2026 เอกสาร MetaQuotes ใช้อธิบายการคำนวณและข้อมูลบัญชี เอกสาร IG ใช้ประกอบตัวอย่างรูปแบบมาร์จินและข้อกำหนดบริการ ส่วน ASIC และ ESMA ใช้อธิบายความเสี่ยงและขอบเขตการคุ้มครอง ไม่ได้ยืนยันว่าทุกบัญชีของผู้สมัครไทยได้รับสิทธิ์เดียวกัน ตัวเลขและเกณฑ์บัญชีในบทเป็นข้อมูลสมมติเพื่อการเรียนรู้
บทเรื่องเวลาเทรด วันหยุด Gap และ Slippage อยู่ระหว่างเตรียมเผยแพร่
แหล่งอ้างอิง
Share This Story, Choose Your Platform!
โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์
ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส
โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ
ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี
เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้
ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
รู้จักแต่ละโบรกเกอร์
อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ
เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน
เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 4 · เข้าใจราคาและตลาด บทที่ […]
LEVEL 1 · รู้จักคริปโตบทที่ 1 จาก 57 บทความ · เรียนตามล […]
เส้นทางความรู้คริปโต LEVEL 1 · รู้จักคริปโต บทที่ 1 จาก […]

