Leverage เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในการเทรด Forex
หลายคนมองว่า:
Leverage สูง = ทำกำไรได้มากขึ้น
แต่ความจริงต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง:
Leverage กำหนดว่าเราต้องใช้ Margin เท่าไรเพื่อถือ Position หนึ่ง
กับ
Position Size กำหนดว่าเงินในบัญชีจะตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคามากแค่ไหน
ถ้า Position Size เท่าเดิม การเปลี่ยน Leverage ไม่ได้ทำให้กำไรหรือขาดทุนต่อ pip ของ Position นั้นเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นคือ เมื่อ Trader ใช้ Margin ที่ลดลงจาก Leverage สูงไปเปิด Position ที่ใหญ่ขึ้น
นี่คือหัวใจของการใช้ Leverage ให้ถูกต้อง
หากยังไม่เข้าใจพื้นฐานว่า Leverage และ Margin คืออะไร แนะนำให้อ่านก่อนที่ Leverage และ Margin คืออะไร?
Leverage ใช้ทำอะไรใน Forex?
ในทางปฏิบัติ Leverage ทำให้ Trader สามารถถือ Exposure ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงิน Margin ที่ต้องวางเพื่อเปิด Position
สมมติ Position มี Exposure:
$10,000
หาก Margin Requirement = 10%
Margin ที่ต้องใช้คือ:
$10,000 × 10% = $1,000
แต่ถ้า Margin Requirement ลดเหลือ:
2%
Margin ที่ต้องใช้สำหรับ Exposure เดิมคือ:
$10,000 × 2% = $200
สิ่งที่เปลี่ยนคือ:
Margin Required
สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนคือ:
Exposure = $10,000
ถ้า Position ยังมีขนาดเท่าเดิม การเคลื่อนไหวของราคาเท่ากันก็ยังสร้างกำไรหรือขาดทุนจาก Exposure เดิม
ดังนั้น:
Leverage สูงขึ้นไม่ได้ทำให้ Position เดิมทำเงินต่อ pip มากขึ้น แต่มันทำให้ใช้ Margin น้อยลงเพื่อถือ Position เดิม
ตัวเลขทั้งหมดในตัวอย่างนี้เป็นสมมติฐานเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่เงื่อนไขของ Broker ใด
ตัวอย่าง: Leverage 1:20 กับ 1:100 ต่างกันอย่างไร?
สมมติ Exposure เท่ากันที่:
$10,000
| Leverage | Margin Requirement โดยประมาณ | Margin สำหรับ Exposure $10,000 | Exposure |
|---|---|---|---|
| 1:20 | 5% | $500 | $10,000 |
| 1:100 | 1% | $100 | $10,000 |
ในตัวอย่างนี้ Leverage 1:100 ทำให้ใช้ Margin น้อยกว่า 1:20
แต่ Position ยังมี Exposure:
$10,000 เท่ากัน
ดังนั้นถ้าราคาเคลื่อนในสัดส่วนเดียวกัน ผลกำไรหรือขาดทุนก่อนต้นทุนจาก Position ทั้งสองก็ยังสัมพันธ์กับ Exposure $10,000 เหมือนกัน
นี่เป็นประเด็นที่มือใหม่มักเข้าใจผิด

แล้วทำไม Leverage สูงจึงถูกมองว่าเสี่ยง?
เพราะ Leverage สูงทำให้ Trader สามารถ เปิด Exposure ที่ใหญ่ขึ้นด้วย Margin เท่าเดิม
สมมติ Trader มี Margin ที่พร้อมใช้:
$1,000
ในทางคณิตศาสตร์:
ที่ Leverage 1:20
Maximum Theoretical Exposure ตามอัตราส่วน =
$1,000 × 20 = $20,000
ที่ Leverage 1:100
Maximum Theoretical Exposure =
$1,000 × 100 = $100,000
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ:
Maximum Exposure ที่ระบบเปิดให้ ไม่ได้หมายความว่าเป็น Exposure ที่ควรใช้
ถ้า Trader ใช้ Leverage สูงเพื่อเพิ่ม Position จาก $20,000 เป็น $100,000 ผลกระทบของการเคลื่อนไหวของราคาต่อ Equity ก็สูงขึ้นตาม Exposure
ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 1:100 เพียงอย่างเดียว
ปัญหาเกิดเมื่อ:
Leverage สูง → เปิด Position ใหญ่ขึ้น → Loss ต่อการเคลื่อนไหวของราคาใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุน
Leverage ไม่ได้กำหนดกำไรต่อ Pip โดยตรง
สมมติ Trader สองคนเปิด EUR/USD ด้วย Position Size เท่ากัน
Trader A:
Leverage 1:30
Trader B:
Leverage 1:500
ถ้าทั้งสองเปิด Position Size เท่ากันที่ราคาเดียวกัน และสมมติไม่มีความแตกต่างด้านต้นทุนหรือ Execution:
กำไร/ขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาเท่ากัน
สิ่งที่ต่างกันหลัก ๆ คือ:
Margin ที่ถูกใช้เพื่อรองรับ Position
จึงไม่ควรคิดว่า:
1:500 ทำกำไรเร็วกว่า 1:30
ถ้า Position Size เท่ากัน
คำที่แม่นกว่าคือ:
1:500 อาจทำให้ใช้ Margin น้อยกว่าในการถือ Position เดียวกัน และเปิดโอกาสให้ Trader เพิ่ม Exposure ได้มากกว่า หากเลือกจะทำเช่นนั้น
Margin ไม่ใช่ Maximum Loss
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดคือ:
“ใช้ Margin $100 แปลว่าเสี่ยงสูงสุด $100”
ไม่ถูกต้อง
Margin คือจำนวนเงินที่ระบบกำหนดให้ใช้รองรับ Position
ไม่ได้เป็น Stop Loss และไม่ได้กำหนด Maximum Loss ของ Trade โดยตัวมันเอง
ตัวอย่าง:
Exposure = $10,000
Margin Requirement = 1%
Margin Required = $100
แต่ Position ยังคงมี Exposure $10,000
ถ้าราคาเคลื่อนผิดทาง ผลขาดทุนจะเกิดจาก Exposure และการเปลี่ยนแปลงของราคา ไม่ได้หยุดอัตโนมัติที่ $100 เพียงเพราะ Margin เริ่มต้นเท่ากับ $100
CFTC อธิบายตัวอย่างคล้ายกันว่า Margin Requirement 2% สามารถทำให้ผู้เทรดถือ Position $100,000 โดยใช้ $2,000 และเตือนว่า Leverage ขยายทั้งกำไรและขาดทุน
แหล่งข้อมูล:
https://www.cftc.gov/LearnAndProtect/AdvisoriesAndArticles/CustomerAdvisory_MustKnowForex.html
แล้วควรเลือก Leverage เท่าไร?
ไม่มี Leverage ตัวเลขเดียวที่เหมาะกับ Trader ทุกคน
คำถาม:
“ควรใช้ Leverage 1:100 หรือ 1:500?”
จึงยังไม่ใช่คำถามที่ดีที่สุด
ควรถามก่อนว่า:
“ฉันต้องการถือ Position Size เท่าไร และ Position นั้นสร้าง Risk ต่อบัญชีเท่าไร?”
ลำดับคิดที่มีเหตุผลกว่าคือ:
Risk → Stop Loss → Position Size → Margin Required → ตรวจว่า Leverage รองรับหรือไม่
ไม่ใช่:
Leverage สูงสุด → ดูว่าเปิด Lot ได้เท่าไร → เปิดตาม Maximum
นี่เป็นการเปลี่ยน Leverage จาก “เครื่องมือจัดการ Margin” ให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
วิธีใช้ Leverage โดยเริ่มจาก Risk
สมมติบัญชีมีเงิน:
$5,000
และ Strategy กำหนดว่าหาก Trade ผิด จะยอมรับการขาดทุนตาม Risk Budget ที่ Trader เลือกไว้
ขั้นตอนควรเป็น:
1. หาจุดที่แนวคิด Trade ผิด
เช่น Stop Loss ต้องอยู่ห่าง Entry ตาม Market Structure ที่ Strategy กำหนด
2. กำหนดจำนวนเงินที่ยอมเสีย
จำนวนนี้ต้องเหมาะกับเงินทุนและ Risk Plan
3. คำนวณ Position Size
Position Size ต้องสัมพันธ์กับ:
Risk Amount + Stop Distance + Pip/Point Value
4. คำนวณ Margin
เมื่อทราบ Position Size แล้ว จึงดูว่า Margin Requirement สำหรับ Position นั้นเป็นเท่าไร
5. ตรวจ Free Margin และ Portfolio Risk
แม้ Position เดียวจะผ่าน Margin Requirement แต่ต้องดู Position อื่นที่เปิดอยู่ด้วย
วิธีคิดนี้ทำให้:
Risk เป็นตัวกำหนด Position
แทนที่จะให้:
Leverage เป็นตัวกำหนด Position
ตัวอย่างการใช้ Leverage แบบผิดวิธี
สมมติ Broker อนุญาต Leverage:
1:500
Trader เห็นว่า Free Margin ยังเหลือจำนวนมาก จึงเพิ่ม Position เพราะคิดว่า:
“ยังเปิดได้อีก”
นี่เป็นการตัดสินใจจาก:
Margin Capacity
ไม่ใช่:
Risk Capacity
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
Platform บอกเราได้ว่า:
ระบบอนุญาตให้เปิด Position อีกหรือไม่
แต่ไม่ได้บอกว่า:
การเปิด Position เพิ่มเหมาะสมกับ Risk Plan หรือไม่
ดังนั้น:
Free Margin เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการรองรับ Position ไม่ใช่คำแนะนำว่าควรใช้ความสามารถนั้นทั้งหมด
ใช้ Leverage ต่ำแล้วปลอดภัยกว่าเสมอไหม?
ไม่ควรสรุปแบบนั้นโดยดู Leverage อย่างเดียว
สมมติ:
Trader A ใช้ Leverage 1:500 แต่ถือ Exposure $10,000
Trader B ใช้ Leverage 1:30 แต่ถือ Exposure $50,000
หากพิจารณาเฉพาะผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของราคา Trader B อาจมี Exposure สูงกว่า แม้ Account Leverage ต่ำกว่า
ดังนั้น Risk ต้องดูอย่างน้อย:
- Account Equity
- Exposure
- Position Size
- Stop Distance
- Instrument
- Volatility
- จำนวน Position ที่เปิด
- Correlation
- Trading Costs
ไม่ใช่ดู Leverage Ratio ตัวเดียว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง Leverage สูงทำให้ Trader สามารถขยาย Exposure ได้ง่ายกว่า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหน่วยงานกำกับหลายแห่งจำกัด Leverage สำหรับ Retail Clients
ทำไม FCA จำกัด Leverage ของ Retail Trader?
FCA กำหนดข้อจำกัดสำหรับ CFDs และผลิตภัณฑ์ที่อยู่ใน Scope เช่น leveraged rolling spot forex ที่เสนอแก่ Retail Consumers
ภายใต้กฎดังกล่าว Leverage ถูกจำกัดแตกต่างกันตาม Underlying Asset โดยรวมอยู่ระหว่าง:
30:1 ถึง 2:1
และ FCA กำหนด Margin Close-out Rule เมื่อ Net Equity ของบัญชีลดต่ำกว่า 50% ของ Margin Requirement ที่ต้องใช้รักษา Open Positions
ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นกฎสำหรับผลิตภัณฑ์และลูกค้าที่อยู่ภายใต้ Scope ของ FCA
ไม่ใช่ “กฎ Leverage ของ Forex ทั่วโลก”
แหล่งข้อมูล:
https://www.fca.org.uk/firms/contract-for-differences
https://handbook.fca.org.uk/handbook/cobs22/cobs22s5
Leverage 1:30 ของ FCA หมายถึงอะไร?
สำหรับ Major FX Pair ภายใต้ FCA Retail CFD Rules Margin ขั้นต่ำคือประมาณ:
3.33% ของ Exposure
ซึ่งสอดคล้องกับ Leverage สูงสุดประมาณ:
30:1
ตัวอย่างสมมติ:
Exposure = $30,000
Margin Requirement = 3.33%
Margin ประมาณ:
$999
หรือประมาณ $1,000
แนวคิดสำคัญคือ Retail Client ไม่สามารถใช้เงิน Margin เพียงเล็กน้อยเกินระดับที่กฎกำหนดเพื่อขยาย Exposure ของผลิตภัณฑ์ใน Scope
สำหรับสินทรัพย์อื่น FCA กำหนดอัตราที่แตกต่างออกไปตามประเภท Underlying
ดังนั้นอย่านำเลข 30:1 ไปพูดว่า:
“Forex ทั่วโลกใช้ Leverage สูงสุด 1:30”
เพราะไม่ถูกต้องในเชิง Scope
Margin Level คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับ Leverage?
โดยทั่วไป Platform จำนวนมากใช้แนวคิด:
Margin Level = Equity ÷ Used Margin × 100
ตัวอย่างสมมติ:
Equity = $2,000
Used Margin = $500
Margin Level =
$2,000 ÷ $500 × 100 = 400%
ถ้า Equity ลดลงจาก Floating Loss:
Equity = $1,000
Used Margin = $500
Margin Level =
200%
แต่ต้องระวังว่า Formula, Labels, Margin Call และ Stop-out Threshold สามารถแตกต่างตาม Broker, Account และ Jurisdiction
ดังนั้นต้องตรวจ Product Specification และ Account Terms ของผู้ให้บริการจริง
Margin Call กับ Stop Out ไม่เหมือนกันเสมอไป
Trader มักใช้สองคำนี้ปนกัน
Margin Call
โดยทั่วไปหมายถึงสถานการณ์ที่ Equity/Margin อยู่ในระดับที่ผู้ให้บริการแจ้งเตือนหรือจำกัดบางอย่างตามเงื่อนไข
Stop Out / Margin Close-out
เกี่ยวข้องกับระดับที่ Position อาจถูกปิดตามกฎของ Broker หรือ Regulation
แต่คำจำกัดความและ Threshold ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
ตัวอย่าง FCA มี Margin Close-out Rule ที่ 50% ของ Required Margin สำหรับ Retail Clients ภายใต้ผลิตภัณฑ์ใน Scope แต่ไม่ควรเอา 50% นี้ไปใช้เป็นกฎของ Broker ทุกแห่ง
ดังนั้นก่อนเปิดบัญชีควรตรวจ:
- Margin Call Level
- Stop-out Level
- วิธีคำนวณ Margin Level
- Position ใดถูกปิดก่อน
- Margin Requirement เปลี่ยนระหว่างข่าวหรือ Weekend หรือไม่
- Hedged Position ใช้ Margin อย่างไร
Leverage สูงมีประโยชน์อะไร?
Leverage สูงสามารถมีประโยชน์ในเชิง Capital Efficiency / Margin Efficiency
ตัวอย่างเช่น Trader ที่ควบคุม Position Size อยู่แล้วอาจไม่จำเป็นต้องล็อก Margin จำนวนมากเกินไปสำหรับ Exposure เดิม
แต่ประโยชน์นี้ต้องแยกจาก:
“มี Margin เหลือจึงควรเปิด Position เพิ่ม”
Leverage มีประโยชน์เมื่อช่วยจัดการการใช้ Margin
มันเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงเมื่อ:
Margin ที่เหลือถูกตีความว่าเป็นงบสำหรับเพิ่ม Risk
ใช้ Leverage สูงแต่ Risk ต่ำได้หรือไม่?
เป็นไปได้ในเชิงโครงสร้าง หาก Trader ใช้ Leverage สูงแต่ยังจำกัด Position Size และ Exposure
ตัวอย่าง:
Account A มี Leverage 1:500
แต่ Trader เปิด Position Size เล็กตาม Risk Plan
Account B มี Leverage 1:50
แต่ Trader ใช้ Margin เกือบเต็มเพื่อเปิด Position ใหญ่
Account A ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากกว่า Account B เพียงเพราะตัวเลข Leverage สูงกว่า
แต่ Leverage สูงทำให้ Account A มี ความสามารถในการเพิ่ม Exposure มากกว่า
ดังนั้นสิ่งที่ต้องควบคุมคือ:
Actual Exposure
ไม่ใช่เพียง:
Maximum Available Leverage
5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Leverage
1. Leverage 1:500 ทำกำไรต่อ Pip มากกว่า 1:100
ไม่จริง ถ้า Position Size เท่ากัน
กำไร/ขาดทุนต่อ Pip ขึ้นกับ Position Size และ Instrument ไม่ใช่ Maximum Account Leverage เพียงอย่างเดียว
2. Margin $100 หมายถึงขาดทุนสูงสุด $100
ไม่จริง Margin ไม่ใช่ Maximum Loss
3. Free Margin เยอะ แปลว่ายังควรเปิด Trade เพิ่ม
ไม่จริง Free Margin บอกความสามารถด้าน Margin ไม่ได้บอกว่าควรเพิ่ม Risk
4. Leverage ต่ำปลอดภัยเสมอ
ไม่จำเป็น ต้องดู Actual Exposure และ Position Size ร่วมด้วย
5. Leverage สูงทำให้เงินในบัญชีเพิ่มขึ้น
ไม่จริง Leverage ไม่ใช่เงินที่ Broker ให้เป็นทุนของเรา
มันเป็นกลไกที่ทำให้ใช้ Margin น้อยลงเมื่อเทียบกับ Exposure
ก่อนเปิด Position ให้ถาม 7 ข้อนี้
1. Position นี้มี Exposure เท่าไร?
อย่าดูเพียง Margin Required
2. ถ้าราคาไปถึง Stop Loss จะเสียประมาณเท่าไร?
นี่คือ Risk ที่เกี่ยวข้องกับ Trade มากกว่า Margin
3. Position Size มาจาก Risk Plan หรือมาจาก Maximum Lot ที่ Account เปิดได้?
ถ้าเป็นอย่างหลังควรทบทวน
4. Position อื่นในบัญชีมี Risk ร่วมกันหรือไม่?
EUR/USD และ GBP/USD อาจตอบสนองต่อปัจจัย USD พร้อมกันได้ในบางสถานการณ์ ตัวเลข Position แยกกันไม่ได้แปลว่า Risk อิสระกันเสมอ
5. Used Margin และ Free Margin เหลือเท่าไร?
ควรรู้ แต่ไม่ใช้เป็นเหตุผลเดียวในการเพิ่ม Trade
6. Margin Requirement ของ Broker สามารถเปลี่ยนได้หรือไม่?
ตรวจ Terms โดยเฉพาะข่าวสำคัญ Weekend หรือสินทรัพย์เฉพาะ
7. ถ้าไม่มี Leverage สูง ฉันยังจะเปิด Position Size นี้อยู่หรือไม่?
คำถามนี้ช่วยจับพฤติกรรมที่กำลังใช้ Leverage ผลักให้ตัวเองรับ Exposure มากเกินแผน
Leverage กับมือใหม่
สำหรับมือใหม่ เป้าหมายแรกไม่ควรเป็น:
“หา Broker ที่ให้ Leverage สูงที่สุด”
แต่ควรเข้าใจลำดับนี้ก่อน:
Balance → Equity → Position Size → Pip Value → Stop Loss → Risk → Margin → Leverage
เมื่อเข้าใจแล้วจะเห็นว่า:
Leverage เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ
ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าการเทรดจะดีหรือไม่ดี
Trader ที่มี Leverage 1:500 แต่รู้ว่าตัวเองควรถือ Position Size เท่าไร อาจควบคุม Risk ได้ดีกว่า Trader ที่ใช้ 1:30 แต่เปิด Exposure ใหญ่เกินเงินทุน
คำถามที่พบบ่อย
Leverage Forex คืออะไรแบบสั้น ๆ?
Leverage เป็นกลไกที่ทำให้ Trader สามารถถือ Exposure ที่สูงกว่า Margin ที่วางเพื่อเปิด Position รายละเอียดพื้นฐานอ่านได้ที่ Leverage และ Margin คืออะไร?
Leverage ยิ่งสูงยิ่งกำไรเยอะจริงไหม?
ไม่จริงหาก Position Size เท่าเดิม Leverage สูงขึ้นลด Margin Required สำหรับ Exposure เดิม แต่ไม่ได้เพิ่มกำไรต่อ Pip ของ Position เดิม
Leverage ยิ่งสูงยิ่งขาดทุนเยอะไหม?
ไม่จำเป็นถ้า Actual Position Size เท่าเดิม แต่ Leverage สูงเปิดโอกาสให้เพิ่ม Exposure ได้มากขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มทั้งกำไรและขาดทุนได้
Leverage 1:500 หมายถึงอะไร?
ในเชิงอัตราส่วน หมายถึงความสัมพันธ์สูงสุดระหว่าง Exposure กับ Margin ตามเงื่อนไขนั้นประมาณ 500 ต่อ 1 แต่ Margin Calculation จริงอาจแตกต่างตาม Instrument, Account และ Broker
ควรใช้ Leverage เท่าไร?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน ควรกำหนด Position Size จาก Risk ก่อน แล้วตรวจว่า Leverage และ Margin รองรับ Position นั้นหรือไม่
Leverage กับ Margin ต่างกันอย่างไร?
Leverage เป็นอัตราส่วนระหว่าง Exposure กับเงินที่ใช้รองรับ Position ส่วน Margin คือจำนวนเงินที่ต้องใช้ตาม Margin Requirement เพื่อเปิดหรือรักษา Position
Margin คือเงินที่เสียถ้า Trade ผิดไหม?
ไม่ใช่ Margin ไม่ใช่ Maximum Loss ของ Position
ใช้ Leverage สูงแต่เปิด Lot เล็กได้ไหม?
ได้ หาก Account และ Broker อนุญาต Maximum Leverage ไม่ได้บังคับให้ Trader ต้องใช้ Exposure สูงสุด
สรุป: ใช้ Leverage อย่างไรให้เข้าใจ Risk จริง
หลักสำคัญที่สุดของการใช้ Leverage คือ:
อย่าเริ่มจากคำถามว่า Broker ให้ Leverage เท่าไร แล้วค่อยดูว่าจะเปิดได้กี่ Lot
ให้เริ่มจาก:
ฉันยอมเสียเท่าไร → Stop อยู่ตรงไหน → Position Size ควรเท่าไร → Position ต้องใช้ Margin เท่าไร
จากนั้นจึงดูว่า:
Leverage ที่ Account มีเพียงพอหรือไม่
จำความสัมพันธ์นี้ไว้:
Leverage สูงขึ้น → Margin Required สำหรับ Exposure เดิมลดลง
แต่:
Position Size เท่าเดิม → P/L ต่อการเคลื่อนไหวของราคายังคงสัมพันธ์กับ Position เดิม
และ:
ใช้ Margin ที่เหลือเพิ่ม Position → Exposure เพิ่ม → Risk เพิ่ม
ดังนั้น Leverage ไม่ควรถูกมองเป็นเครื่องมือ:
“ทำเงินให้เร็วขึ้น”
แต่ควรถูกมองเป็น:
เครื่องมือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Margin กับ Exposure
สุดท้าย สิ่งที่ทำให้ Account เสี่ยงไม่ใช่ตัวเลข 1:30, 1:100 หรือ 1:500 เพียงอย่างเดียว
แต่คือ:
Trader นำความสามารถในการใช้ Leverage นั้นไปสร้าง Exposure มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับเงินทุนและ Risk ที่รับได้
แหล่งอ้างอิง
U.S. Commodity Futures Trading Commission (CFTC) — Eight Things You Should Know Before Trading Forex
ใช้ตรวจสอบกลไก Margin/Leverage และความเสี่ยงของ OTC Forex รวมถึงตัวอย่าง Margin 2% สำหรับ Position $100,000
https://www.cftc.gov/LearnAndProtect/AdvisoriesAndArticles/CustomerAdvisory_MustKnowForex.html
Financial Conduct Authority (FCA) — Contract for Differences
ใช้ตรวจสอบข้อจำกัด Leverage สำหรับ Retail CFDs และ CFD-like Products ภายใต้ Scope ของ FCA
https://www.fca.org.uk/firms/contract-for-differences
Financial Conduct Authority (FCA) — COBS 22.5
ใช้ตรวจสอบ Margin Requirements, leveraged rolling spot forex และ Margin Close-out Rule สำหรับ Retail Clients ภายใต้ Scope ของกฎ FCA
https://handbook.fca.org.uk/handbook/cobs22/cobs22s5
Financial Conduct Authority (FCA) — PS19/18: Restricting contract for difference products sold to retail clients
ใช้ตรวจสอบเหตุผลและโครงสร้างของมาตรการ Leverage Limits, Margin Close-out และ Negative Balance Protection สำหรับ Retail CFDs
คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง
Forex, CFD และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Leverage มีความเสี่ยงสูง Leverage สามารถทำให้ Trader รับ Exposure ที่สูงเมื่อเทียบกับ Margin และหากนำความสามารถดังกล่าวไปเพิ่ม Position Size ผลขาดทุนต่อเงินทุนสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Leverage, Margin Requirement, Margin Call, Stop-out และ Negative Balance Protection แตกต่างกันตามประเทศ Legal Entity, Account Type, Instrument และผู้ให้บริการ ควรตรวจ Product Specification และ Account Terms ของ Broker ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือคำแนะนำให้ใช้ Leverage ระดับใด
Share This Story, Choose Your Platform!
CFD ย่อมาจาก Contract for Difference หรือ “สัญญาซื้อขาย […]
เทคนิคการจัดการความเสี่ยงในการเทรด Forex ปกป้องเงินทุนแ […]



