บทความที่ 5 / 6 ในบทนี้

เหลืออีก 1 บทความในบทนี้

ก่อนเปรียบเทียบผู้ให้บริการคริปโต CFD คุณต้องรู้ว่าการเปิด ถือ และปิดสถานะหนึ่งครั้งมีต้นทุนอะไรบ้าง เพราะสเปรดที่แคบกว่าไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมจะต่ำกว่าเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อถือสถานะผ่านหลายรอบเรียกเก็บค่าถือ

ต้นทุนที่ควรตรวจประกอบด้วย สเปรด คอมมิชชัน ค่าถือสถานะ และค่าแปลงสกุลเงินเมื่อเกี่ยวข้อง ส่วนบัญชีที่ระบุว่า Swap-free ต้องอ่านต่อว่าได้รับยกเว้นรายการใด มีเงื่อนไขอย่างไร และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่

บทนี้จะช่วยให้คุณแปลงค่าใช้จ่ายแต่ละรูปแบบเป็นจำนวนเงิน แล้วเปรียบเทียบบนปริมาณสินทรัพย์ ทิศทาง และระยะเวลาถือเดียวกัน โดยใช้ตัวอย่างสัญญาสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคำนวณอย่างชัดเจน

ก่อนเปรียบเทียบ ต้องใช้เงื่อนไขเดียวกัน

สมมติว่าผู้ให้บริการสองแห่งมีสัญญาชื่อ BTCUSD เหมือนกัน แต่แห่งหนึ่งกำหนดให้ 1 Lot อ้างอิง 1 BTC ขณะที่อีกแห่งกำหนดให้ 1 Lot อ้างอิง 10 BTC การเทียบค่าใช้จ่ายของคำสั่งขนาด 0.1 Lot จึงยังไม่ใช่การเปรียบเทียบปริมาณเท่ากัน

ควรเริ่มจากกำหนดว่า ต้องการเปรียบเทียบสถานะที่อ้างอิง BTC เท่าไร แล้วจึงแปลงเป็น Lot ตามขนาดสัญญาของแต่ละแห่ง

สำหรับตัวอย่างหลักในบทนี้ เราจะใช้เงื่อนไขต่อไปนี้:

รายการ ฐานเปรียบเทียบ
ผลิตภัณฑ์ Bitcoin CFD แบบเชิงเส้น คำนวณกำไรขาดทุนเป็น USD
ปริมาณอ้างอิง 0.1 BTC
ทิศทาง Long
ราคาอ้างอิงสำหรับคำนวณ 50,000 USD ต่อ BTC
มูลค่าสถานะอ้างอิง 5,000 USD
สกุลเงินบัญชี USD
การซื้อขาย เปิดหนึ่งครั้งและปิดทั้งหมดหนึ่งครั้ง
ระยะเวลาถือ เปรียบเทียบกรณีผ่านรอบเรียกเก็บ 1, 7 และ 30 รอบ

หากต้องการเปรียบเทียบฝั่ง Short ต้องใช้ค่าถือของฝั่ง Short โดยเฉพาะ ไม่ควรนำตัวเลขของ Long ไปใช้แทน

ส่วนการเปรียบเทียบสเปรดจริง ควรเก็บข้อมูลในช่วงเวลาและภาวะตลาดใกล้เคียงกันด้วย สเปรดต่ำสุดที่โฆษณาไว้กับสเปรดเฉลี่ยที่พบระหว่างใช้งานเป็นข้อมูลคนละประเภท

สเปรด: แยกหน่วยราคา จำนวนเงิน และเปอร์เซ็นต์

Spread หรือสเปรด คือส่วนต่างระหว่างราคา Ask กับ Bid โดยทั่วไปการซื้อใช้ราคา Ask และการขายใช้ราคา Bid ดังนั้นสถานะ Long จึงเปิดด้วยการซื้อที่ Ask และปิดด้วยการขายที่ Bid ส่วนสถานะ Short ใช้ลำดับตรงกันข้าม ตามหลักการซื้อขายที่อธิบายในคู่มือ MetaTrader 5 [1]

ลองใช้ราคาสมมตินี้:

  • Bid: 49,980 USD ต่อ BTC
  • Ask: 50,020 USD ต่อ BTC
  • ราคากึ่งกลาง: 50,000 USD ต่อ BTC
  • ปริมาณสถานะ: 0.1 BTC

เราสามารถอธิบายสเปรดชุดเดียวกันได้สามรูปแบบ

รูปแบบ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์
ส่วนต่างในหน่วยราคา 50,020 − 49,980 40 USD ต่อ BTC
ผลเป็นจำนวนเงินสำหรับ 0.1 BTC 40 × 0.1 4 USD
สเปรดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคากึ่งกลาง 40 ÷ 50,000 × 100 0.08%

ตัวเลข 40 USD ในตัวอย่างจึงไม่ได้แปลว่าสถานะทุกขนาดมีต้นทุนสเปรด 40 USD เพราะต้องคูณด้วยปริมาณ BTC ที่สัญญาอ้างอิงก่อน

หากแพลตฟอร์มแสดงสเปรดเป็น Point ต้องตรวจเพิ่มว่า 1 Point เท่ากับราคาเปลี่ยนเท่าไร จึงจะแปลงเป็น USD ต่อ BTC และเป็นจำนวนเงินของสถานะได้

สเปรดเป็นเปอร์เซ็นต์ต้องระบุฐานคำนวณด้วย ในบทนี้ใช้ราคากึ่งกลาง ไม่ได้ใช้เงินประกันหรือยอดเงินในบัญชีเป็นฐาน

ระวังนับสเปรดซ้ำ

หากเปิด Long 0.1 BTC ที่ Ask 50,020 แล้วปิดทันทีที่ Bid 49,980 โดยราคาเสนอซื้อขายไม่เปลี่ยนและไม่มี Slippage ผลจากส่วนต่างราคาคือ:

(49,980 − 50,020) × 0.1 = −4 USD

สเปรดรวมอยู่ในราคาที่ใช้คำนวณแล้ว จึงไม่ควรหัก “ค่าสเปรด 4 USD” ซ้ำอีกครั้ง เอกสารค่าธรรมเนียมของ IG อธิบายเช่นกันว่าสเปรดฝังอยู่ในราคาซื้อขาย ไม่ได้แสดงเป็นค่าธรรมเนียมแยกเสมอไป [2]

สำหรับการประมาณต้นทุนเทียบกับราคากึ่งกลาง หากสเปรดสมมาตรรอบราคากึ่งกลาง ต้นทุนสเปรดของการเปิดและปิดหนึ่งรอบคำนวณได้จาก:

ปริมาณ BTC × [(สเปรดตอนเปิด ÷ 2) + (สเปรดตอนปิด ÷ 2)]

เมื่อสเปรดตอนเปิดและปิดเท่ากันที่ 40 USD ต่อ BTC ผลจึงเป็น 4 USD สำหรับ 0.1 BTC ไม่ใช่ 8 USD

แต่ถ้าสเปรดตอนปิดกว้างขึ้น ต้นทุนก็เปลี่ยนตาม ตัวเลขที่เห็นตอนเปิดจึงยังไม่ใช่ต้นทุนสเปรดสุดท้ายของรายการนั้น

คอมมิชชัน: อ่านให้ครบว่าคิดต่ออะไรและกี่ข้าง

Commission คือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตามโครงสร้างของบัญชีหรือผลิตภัณฑ์ ก่อนใช้ตัวเลขต้องตรวจทั้ง ฐานคำนวณ และ จำนวนครั้งที่เรียกเก็บ

คำว่า “ต่อข้าง” หมายถึงคิดแยกตอนเปิดและตอนปิด ส่วน “ไป–กลับ” หรือ Round trip หมายถึงรวมทั้งสองข้างตามเงื่อนไขที่ระบุแล้ว

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นโครงสร้างสมมติ ไม่ใช่อัตราของผู้ให้บริการรายใด:

รูปแบบที่ระบุ สมมติฐาน คอมมิชชันรวมเปิด–ปิด
10 USD ต่อ Lot ต่อข้าง เปิด 0.1 Lot และปิด 0.1 Lot 2 USD
20 USD ต่อ Lot ไป–กลับ ซื้อขายครบหนึ่งรอบ ขนาด 0.1 Lot 2 USD
0.02% ของมูลค่าซื้อขายต่อข้าง มูลค่าตอนเปิดและปิดข้างละ 5,000 USD 2 USD

ในแถวสุดท้าย หากมูลค่าตอนปิดเปลี่ยน คอมมิชชันตอนปิดก็อาจเปลี่ยนด้วย เพราะคิดจากมูลค่าซื้อขายของแต่ละข้าง

นอกจากนี้ต้องตรวจว่ามีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อคำสั่งหรือต่อรายการหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากคำนวณตามอัตราแล้วได้ 0.20 USD แต่มีขั้นต่ำ 1 USD ค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมาใช้คือ 1 USD ตามเงื่อนไขนั้น

บัญชีที่ไม่มีคอมมิชชันยังอาจมีต้นทุนจากสเปรดและค่าถือสถานะ จึงควรเปรียบเทียบยอดรวม ไม่ใช้รายการใดรายการหนึ่งตัดสิน

ค่าถือสถานะ: ดูวิธีคิดและเวลาที่เริ่มเรียกเก็บ

ค่าถือสถานะอาจใช้ชื่อว่า Overnight funding, Financing หรือ Swap สิ่งที่ต้องอ่านคือหน่วย อัตรา ฐานคำนวณ และรอบเรียกเก็บของสัญญาที่ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น เอกสารคริปโต CFD ของ IG UK ระบุการปรับค่าถือเมื่อสถานะยังเปิดผ่านเวลาที่กำหนด โดยคำนวณจากมูลค่าสถานะเต็ม และอัตราอาจเปลี่ยนตามเงื่อนไขตลาด เอกสารดังกล่าวเป็นของผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า Professional ในสหราชอาณาจักร จึงใช้แสดงตัวอย่างกลไก ไม่ใช่เงื่อนไขมาตรฐานสำหรับผู้ใช้ไทยหรือทุกบริษัท [3]

ตัวอย่างการคำนวณจากอัตราต่อวัน

สมมติว่าสัญญากำหนดให้หักค่าถือ Long ที่ 0.03% ต่อวัน จากมูลค่าสถานะอ้างอิง 5,000 USD:

ค่าถือต่อรอบ = 5,000 × 0.0003 = 1.50 USD

หากผ่านรอบเรียกเก็บ 7 รอบ และฐานคำนวณกับอัตราไม่เปลี่ยน:

ค่าถือรวม = 1.50 × 7 = 10.50 USD

อัตรา 0.03% เป็นอัตราต่อวันในตัวอย่างอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำไปหาร 360 หรือ 365 ซ้ำ

ถ้าเอกสารแสดงเป็นอัตราต่อปี จึงค่อยแปลงตามจำนวนวันที่สัญญากำหนด โดยต้องตรวจว่าอัตรารวมค่าบริหารไว้แล้วหรือยัง

แพลตฟอร์มอย่าง MetaTrader รองรับวิธีคำนวณ Swap หลายแบบ ทั้งหน่วย Point จำนวนเงิน และอัตราร้อยละที่อ้างอิงราคาเปิดหรือราคาขณะคำนวณ ดังนั้นตัวเลขในช่อง Swap เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอ่านวิธีคำนวณประกอบด้วย [4]

จำนวนวันที่ถืออาจไม่เท่ากับจำนวนรอบที่ถูกคิดเงิน

การเปิดสถานะก่อนเวลาตัดรอบแล้วปิดหลังเวลานั้นอาจผ่านหนึ่งรอบเรียกเก็บ แม้ถือจริงไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญา

ก่อนประมาณค่าใช้จ่ายจึงควรตรวจว่า:

  • ใช้เวลาตัดรอบใด และเป็นเขตเวลาอะไร
  • คิดทุกวันหรือเฉพาะวันที่กำหนด
  • วันหยุดหรือวันใดมีการคิดหลายวันรวมกัน
  • อัตราฝั่ง Long และ Short ต่างกันอย่างไร
  • ค่าถือเป็นยอดหักหรือยอดรับ และเปลี่ยนได้เมื่อใด

ไม่ควรนำกติกา Swap สามเท่าที่เคยพบใน Forex ไปใช้กับคริปโต CFD โดยอัตโนมัติ เพราะต้องตรวจเงื่อนไขของแต่ละสัญญา

Swap-free ต้องตรวจอะไรบ้าง

Swap-free หมายถึงการยกเว้น Swap ตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ได้ยืนยันว่าการถือสถานะไม่มีค่าใช้จ่ายทุกประเภท

ตัวอย่างเช่น หน้า Swap-free ของ Pepperstone ระบุค่าบริหารเมื่อถือถึงช่วงเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นว่าการไม่มี Swap อาจยังมีค่าถือในรูปแบบอื่นได้ แต่รายละเอียดของบัญชีดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปสรุปแทนทุกบัญชีหรือทุกสินทรัพย์ [5]

สำหรับคริปโต CFD ควรตรวจให้ครบว่า:

สิ่งที่ต้องตรวจ คำถามที่ต้องตอบ
ผู้มีสิทธิ ประเทศ บริษัทที่ทำสัญญา และประเภทบัญชีของคุณได้รับสิทธิหรือไม่
สัญญาที่ครอบคลุม BTCUSD หรือคริปโตที่ต้องการซื้อขายอยู่ในรายการยกเว้นหรือไม่
ระยะเวลายกเว้น ยกเว้นตลอดการถือหรือเฉพาะช่วงแรก
ค่าใช้จ่ายอื่น มีค่าบริหารหรือค่าถือทดแทนหรือไม่
รอบเรียกเก็บ เริ่มนับจากเมื่อไร และคิดซ้ำอย่างไร
การเปลี่ยนสิทธิ มีเงื่อนไขยกเลิกสิทธิหรือปรับค่าใช้จ่ายอย่างไร

หากยังไม่รู้ว่าค่าบริหารคิดอย่างไร ก็ยังไม่ควรกรอกต้นทุนการถือเป็นศูนย์เพียงเพราะชื่อบัญชีมีคำว่า Swap-free

ค่าแปลงสกุลเงิน: ตรวจว่าระบบแปลงยอดใด

เมื่อสกุลเงินที่ใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่างจากสกุลเงินบัญชี อาจมีการแปลงเงินและมีต้นทุนตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ

ประเด็นสำคัญคือ ระบบนำยอดใดมาแปลง เช่น กำไรขาดทุนที่รับรู้ คอมมิชชัน หรือรายการค่าถือ ไม่ควรนำค่าธรรมเนียมแปลงเงินไปคูณมูลค่าสถานะเต็มโดยไม่มีข้อกำหนดรองรับ

ตัวอย่างเอกสารของ IG UK อธิบายการแปลงรายการกำไรขาดทุนที่รับรู้และรายการปรับปรุงบางประเภทเข้าสกุลเงินหลักของบัญชี จึงต้องแยกการแปลงยอดเหล่านี้ออกจากมูลค่าอ้างอิงของสัญญา [6]

ในการเปรียบเทียบ ให้ตรวจทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนเพิ่มในอัตรา ค่าธรรมเนียมแยก และเวลาที่ระบบแปลงเงินจริง เพื่อไม่ให้นับค่าใช้จ่ายเดียวกันซ้ำ

ตัวอย่างหลักของบทนี้ใช้บัญชี USD และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็น USD จึงกำหนดให้ไม่มีการแปลงสกุลเงินภายในตัวอย่าง ส่วนต้นทุนฝากหรือถอนเงินบาทต้องประเมินแยกตามช่องทางที่ใช้จริง

ค่าถือ CFD ต่างจาก Funding Rate ของ Perpetual อย่างไร

คำว่า Funding ปรากฏได้ในทั้ง CFD และ Perpetual จึงต้องดูประเภทผลิตภัณฑ์ก่อนตีความ

ค่าถือคริปโต CFD เป็นรายการตามวิธีคำนวณของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจรวมองค์ประกอบต้นทุนเงินทุนและค่าบริหาร ส่วน Funding ของ Perpetual เป็นกลไกที่ใช้ช่วยให้ราคาสัญญาเคลื่อนไหวใกล้ราคาอ้างอิง โดยมีการจ่ายระหว่างผู้ถือสถานะสองฝั่งตามกติกาของตลาดนั้น

ตัวอย่างเอกสาร Coinbase Global Derivatives ระบุว่า เมื่อ Funding Rate เป็นบวก ฝั่ง Long จ่ายให้ Short และเมื่อเป็นลบ ฝั่ง Short จ่ายให้ Long พร้อมแยกหน่วยอัตราที่แสดงออกจากวิธีคำนวณและจ่ายจริง [7]

จึงไม่ควรนำ Funding Rate จากตลาด Perpetual ไปใช้ประมาณค่าถือของบัญชี CFD แม้ทั้งสองสัญญาจะอ้างอิง Bitcoin เหมือนกันก็ตาม

ตัวอย่างรวมต้นทุนการถือ 1, 7 และ 30 วัน

ต่อไปนี้เป็น สัญญาสมมติ A และ B เพื่อแสดงวิธีเปรียบเทียบ ไม่ใช่ราคาเสนอหรืออัตราค่าธรรมเนียมของบริษัทจริง

ทั้งสองสัญญาใช้ฐานเดียวกัน:

  • Long ปริมาณอ้างอิง 0.1 BTC
  • ราคากึ่งกลางคงที่ 50,000 USD ต่อ BTC
  • มูลค่าสถานะที่ใช้คิดค่าถือคงที่ 5,000 USD
  • สเปรดสมมาตรรอบราคากึ่งกลางและไม่เปลี่ยนระหว่างเปิดกับปิด
  • ไม่มี Slippage ไม่มีการเพิ่มหรือลดสถานะ
  • คอมมิชชันไม่มีขั้นต่ำ และรวมเปิด–ปิดแล้ว
  • อัตราค่าถือรวมค่าบริหารแล้ว คงที่ และเป็นยอดหักทั้งหมด
  • คิดค่าถือวันละหนึ่งรอบทุกวัน ไม่มีการคิดหลายเท่า
  • การถือ 1, 7 และ 30 วันในตาราง หมายถึงผ่านรอบเรียกเก็บ 1, 7 และ 30 รอบตามลำดับ
  • ไม่มีค่าแปลงเงินหรือค่าธรรมเนียมอื่นในตัวอย่าง และไม่รวมภาษี
รายการ สัญญา A สัญญา B
สเปรดในหน่วยราคา 40 USD ต่อ BTC 20 USD ต่อ BTC
ต้นทุนสเปรดสำหรับ 0.1 BTC ครบเปิด–ปิด 4 USD 2 USD
คอมมิชชันรวมเปิด–ปิด 2 USD 2 USD
อัตราค่าถือต่อวัน 0.03% 0.05%
ค่าถือต่อรอบจากฐาน 5,000 USD 1.50 USD 2.50 USD

เมื่อแยกองค์ประกอบครบแล้ว ต้นทุนรวมในแบบจำลองนี้คือ:

ต้นทุนรวม = ต้นทุนสเปรด + คอมมิชชันรวมเปิด–ปิด + ค่าถือสะสม

ระยะเวลาถือ สเปรด A คอมมิชชัน A ค่าถือ A รวม A สเปรด B คอมมิชชัน B ค่าถือ B รวม B
1 วัน 4 2 1.50 7.50 2 2 2.50 6.50
7 วัน 4 2 10.50 16.50 2 2 17.50 21.50
30 วัน 4 2 45.00 51.00 2 2 75.00 79.00

ตัวเลขทั้งหมดในตารางเป็น USD

ภายใต้สมมติฐานนี้ สัญญา B มีต้นทุนต่ำกว่าเมื่อผ่านหนึ่งรอบเรียกเก็บ เพราะประหยัดสเปรดได้ 2 USD แต่มีค่าถือสูงกว่าวันละ 1 USD

เมื่อผ่านสองรอบ ทั้งสองสัญญามีต้นทุนเท่ากันที่ 9 USD และหลังจากนั้นสัญญา A มีต้นทุนต่ำกว่า

ผลดังกล่าวใช้ได้กับตัวเลขและเงื่อนไขสมมติชุดนี้เท่านั้น หากราคา อัตราค่าถือ หรือสเปรดเปลี่ยน จุดที่ต้นทุนเท่ากันก็เปลี่ยนตาม

เนื่องจากตัวอย่างกำหนดให้ราคากึ่งกลางไม่เคลื่อนไหว ผลสุทธิจึงเป็นขาดทุนเท่ากับต้นทุนรวมของแต่ละกรณี เช่น สัญญา A ที่ถือ 30 วันมีผลสุทธิ −51 USD

เมื่อตรวจรายการจริง อย่าหักต้นทุนซ้ำ

ตารางข้างต้นเริ่มจากราคากึ่งกลาง จึงแยกสเปรดออกมาเป็นองค์ประกอบต้นทุน เพื่อให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายเกิดจากส่วนใด

แต่เมื่อตรวจรายการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง ต้องเริ่มจากดูว่ารายงานรวมอะไรไว้แล้ว

สำหรับ CFD แบบเชิงเส้นที่ใช้ในบทนี้:

กำไรขาดทุน Long จากราคาซื้อขายจริง
= (ราคาปิดจริง − ราคาเปิดจริง) × ปริมาณ BTC

ถ้าราคาเปิดจริงเป็น Ask และราคาปิดจริงเป็น Bid ผลของสเปรดรวมอยู่ในส่วนต่างนี้แล้ว จากนั้นจึงปรับด้วยคอมมิชชัน ค่าถือ และค่าใช้จ่ายอื่นที่ยังไม่รวมอยู่ในยอดดังกล่าว

เช่นเดียวกับ Slippage หากใช้ราคาที่ดำเนินการจริง ผลจากการได้ราคาต่างจากที่คาดก็สะท้อนอยู่ในกำไรขาดทุนแล้ว ไม่ควรหักซ้ำเป็นค่าธรรมเนียมอีกครั้ง

วิธีตรวจที่ช่วยลดความผิดพลาดคือแยกยอดออกเป็นสามส่วน:

  1. กำไรขาดทุนจากราคาซื้อขายจริง
  2. รายการหักหรือรับเพิ่มเติม เช่น คอมมิชชันและค่าถือ
  3. ยอดสุทธิหลังรวมรายการที่เกี่ยวข้องครบแล้ว

หากแพลตฟอร์มแสดงยอดสุทธิที่รวมบางรายการอยู่แล้ว ต้องใช้รายละเอียดประวัติรายการประกอบก่อนคำนวณต่อ

นำข้อมูลต้นทุนไปอ่านรีวิวอย่างไร

เมื่อเข้าใจวิธีรวมต้นทุนแล้ว คุณสามารถใช้ หน้ารีวิวและคู่มือเลือกโบรกเกอร์ของ ThaiFX เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาผู้ให้บริการ แล้วตรวจเงื่อนไขของบัญชีและสัญญาที่เกี่ยวข้องกับคุณอีกครั้ง

ก่อนใช้ข้อมูลในรีวิวเปรียบเทียบ ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้:

ข้อมูลที่ควรมี เหตุผลที่ต้องตรวจ
ชื่อบริษัทที่ทำสัญญาและประเภทบัญชี แบรนด์เดียวกันอาจมีเงื่อนไขต่างกัน
Symbol และ Contract Size แปลง Lot เป็นปริมาณ BTC ให้เท่ากัน
สเปรดพร้อมหน่วยและช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล แยกค่าขั้นต่ำ ค่าเฉลี่ย และค่าที่พบจริง
คอมมิชชันต่อข้างหรือไป–กลับ รวมทั้งตอนเปิดและปิดให้ครบ
ค่าถือแยก Long และ Short ใช้อัตราตรงกับทิศทางที่จะเปรียบเทียบ
วิธีคิดและรอบเรียกเก็บ ประมาณต้นทุนตามระยะเวลาถือได้
เงื่อนไข Swap-free ตรวจสิทธิและค่าใช้จ่ายอื่น
การแปลงสกุลเงิน รวมเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องจริง
วันที่ตรวจข้อมูล รู้ว่าต้องยืนยันตัวเลขใดใหม่ก่อนใช้งาน

หากรีวิวมีเพียง “สเปรดเริ่มต้น” แต่ไม่มีค่าถือ ก็ยังใช้สรุปต้นทุนของการถือ 7 หรือ 30 วันไม่ได้

นอกจากนี้ ต้นทุนต่ำกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปรียบเทียบ ยังต้องพิจารณาคุณภาพการดำเนินคำสั่ง เงื่อนไขถอนเงิน ความน่าเชื่อถือของคู่สัญญา และการคุ้มครองที่ใช้กับบัญชีด้วย

ตรวจความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป

ก่อนจบบท ลองตรวจว่าคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือไม่:

  • สเปรด 40 USD ต่อ BTC สำหรับสถานะ 0.1 BTC แปลงเป็นจำนวนเงินเท่าไร?
  • คอมมิชชันที่ระบุเป็นต่อข้างหรือรวมไป–กลับ?
  • ค่าถือใช้ฐานมูลค่าสถานะ ราคาเปิด หรือวิธีอื่น?
  • ช่วงเวลาที่จะถือผ่านรอบเรียกเก็บกี่ครั้ง?
  • บัญชี Swap-free ครอบคลุมสัญญาคริปโตที่ต้องการหรือไม่?
  • กำไรขาดทุนที่กำลังอ่านรวมสเปรดและค่าใช้จ่ายใดไว้แล้ว?

หากตอบได้ครบ คุณจะสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจากเงื่อนไขของสัญญาได้ชัดเจนขึ้น และลดข้อผิดพลาดจากการเทียบ Lot ไม่เท่ากัน ใช้อัตราผิดหน่วย หรือนับต้นทุนซ้ำ

บทถัดไปคือ บทที่ 5 บทความที่ 6: เวลาเทรด วันหยุด Gap และ Slippage ซึ่งจะอธิบายว่าเวลาบริการและการดำเนินคำสั่งส่งผลต่อการถือและปิดสถานะอย่างไร หรือกลับไปเลือกเส้นทางเรียนที่ หน้าหลักเรียนคริปโตของ ThaiFX

หมายเหตุแหล่งอ้างอิง: ตรวจเมื่อ 5 ตุลาคม 2026 เอกสารของผู้ให้บริการใช้ประกอบคำอธิบายกลไกตามขอบเขตของเอกสารนั้น ส่วนตัวเลขในตารางเปรียบเทียบเป็นข้อมูลสมมติทั้งหมด

แหล่งอ้างอิง

  1. MetaTrader 5 — Basic Principles
  2. IG — Fees and costs
  3. IG — Cryptocurrencies CFD product details
  4. MQL5 — Getting swap sizes
  5. Pepperstone — Swap-free account
  6. IG — Currency conversion fees
  7. Coinbase — Funding specifications

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี

เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้

ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

รู้จักแต่ละโบรกเกอร์

อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ

ดูรีวิวโบรกเกอร์ →

เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน

เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง