บทความที่ 3 / 6 ในบทนี้

เหลืออีก 3 บทความในบทนี้

ก่อนเปิดสถานะ BTCUSD คุณควรตอบได้สองคำถาม: ถ้าราคาเปลี่ยนไปตามที่กำหนด จะกำไรหรือขาดทุนเท่าไร และควรใช้ปริมาณเท่าไรให้สอดคล้องกับวงเงินที่ตั้งใจเสี่ยง

คำตอบต้องเริ่มจากรายละเอียดสัญญา ไม่ใช่จำนวน lot หรือเลเวอเรจเพียงอย่างเดียว เพราะ BTCUSD แต่ละบริการอาจกำหนดปริมาณอ้างอิงต่อ lot ต่างกัน

สำหรับสัญญาแบบเส้นตรงที่อ้างอิงราคาเป็นดอลลาร์ต่อ BTC กำไรขาดทุนจากราคาคำนวณได้จาก ส่วนต่างราคา × ปริมาณ BTC ที่สัญญาอ้างอิง ส่วนการหาขนาดสถานะทำย้อนกลับ โดยนำวงเงินสำหรับผลขาดทุนจากราคาหารด้วยระยะราคาไปถึงจุดปิดที่วางแผนไว้

บทนี้จะอธิบายทั้งสองส่วน พร้อมตัวอย่างครบตั้งแต่กำหนดวงเงินเสี่ยงจนถึงตรวจจำนวน lot ก่อนนำไปใช้

ตรวจรูปแบบสัญญาก่อนใช้สูตร

สูตรและตัวอย่างในบทนี้ใช้กับสัญญาที่มีเงื่อนไขดังนี้:

  • เป็น CFD แบบเส้นตรง หรือ Linear CFD
  • ราคาแสดงเป็น USD ต่อ BTC
  • Contract Size ระบุเป็น BTC ต่อ lot
  • กำไรขาดทุนจากราคาคำนวณเป็น USD
  • ตัวอย่างหลักใช้บัญชี USD จึงไม่มีการแปลงสกุลเงิน
  • เปิดและปิดปริมาณเท่ากัน ไม่มีการเพิ่มหรือลดสถานะระหว่างทาง

เอกสาร MetaQuotes ระบุสูตรกำไรขาดทุนของโหมด CFD โดยเชื่อมส่วนต่างราคา ขนาดสัญญา และจำนวน lot แต่ระบบยังมีโหมดคำนวณสำหรับผลิตภัณฑ์อื่นด้วย จึงต้องตรวจว่าสัญญาที่ใช้ตรงกับสมมติฐานก่อนนำสูตรไปคำนวณ [1]

หากยังไม่ทราบว่า 1 lot อ้างอิง BTC เท่าไร ให้ย้อนอ่าน บทที่ 5 บทความที่ 2: อ่านสัญญา BTCUSD และแปลง Lot เป็นปริมาณสินทรัพย์ ก่อน

สูตรคำนวณกำไรขาดทุน Long และ Short

เริ่มจากแปลงจำนวน lot เป็นปริมาณอ้างอิง:

ปริมาณอ้างอิงเป็น BTC = จำนวน lot × Contract Size ในหน่วย BTC ต่อ lot

จากนั้นเลือกสูตรตามฝั่งของสถานะ

ฝั่ง Long หรือซื้อ

กำไรขาดทุนจากราคา = (ราคาปิด − ราคาเปิด) × ปริมาณอ้างอิง

ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดจะได้ผลเป็นบวก ส่วนราคาปิดต่ำกว่าจะได้ผลเป็นลบ

ฝั่ง Short หรือขาย

กำไรขาดทุนจากราคา = (ราคาเปิด − ราคาปิด) × ปริมาณอ้างอิง

ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิดจะได้ผลเป็นบวก ส่วนราคาปิดสูงกว่าจะได้ผลเป็นลบ

ผลจากสูตรนี้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือรายการปรับยอดอื่นของบัญชี

ตัวอย่างเปรียบเทียบสองฝั่ง

สมมติ Contract Size เท่ากับ 1 BTC ต่อ lot เปิด 0.10 lot จึงอ้างอิง 0.10 BTC และราคาเปิดเท่ากับ 50,000 USD ต่อ BTC

ฝั่ง ราคาปิดสมมติ วิธีคำนวณ ผลจากราคาก่อนต้นทุนอื่น
Long 51,000 (51,000 − 50,000) × 0.10 กำไร 100 USD
Long 49,000 (49,000 − 50,000) × 0.10 ขาดทุน 100 USD
Short 49,000 (50,000 − 49,000) × 0.10 กำไร 100 USD
Short 51,000 (50,000 − 51,000) × 0.10 ขาดทุน 100 USD

ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่ราคาตลาดปัจจุบันหรือคำแนะนำเปิดสถานะ

ราคาเปลี่ยนเป็นดอลลาร์กับเปอร์เซ็นต์ต่างกันอย่างไร

จากราคาเริ่มต้น 50,000 USD ต่อ BTC การเปลี่ยนแปลง 1,000 USD ต่อ BTC เท่ากับ:

1,000 ÷ 50,000 × 100 = 2%

หากสถานะอ้างอิง 0.10 BTC มูลค่าสถานะเริ่มต้นจะเป็น:

0.10 × 50,000 = 5,000 USD

ราคาเคลื่อนไหว 2% จึงทำให้ผลจากราคาเปลี่ยน 100 USD สำหรับสถานะตัวอย่างนี้ ซึ่งเท่ากับ 2% ของมูลค่าสถานะเริ่มต้น

แต่ 2% ของราคาไม่ได้แปลว่าเงินในบัญชีเปลี่ยน 2% ด้วย เช่น ผลขาดทุน 100 USD คิดเป็น:

ฐานที่ใช้เทียบ ผลขาดทุนคิดเป็น
เงินในบัญชี 2,000 USD ก่อนรายการ 5%
เงินในบัญชี 5,000 USD ก่อนรายการ 2%

จึงต้องระบุทุกครั้งว่าเปอร์เซ็นต์นั้นคิดจากราคา มูลค่าสถานะ หรือเงินในบัญชี ไม่ใช้แทนกัน

ใช้ราคาเปิดและปิดให้ถูกฝั่ง และอย่านับสเปรดซ้ำ

สำหรับการซื้อขายแบบ Bid/Ask โดยทั่วไป:

  • เปิด Long ใช้ราคา Ask และปิดด้วยราคา Bid
  • เปิด Short ใช้ราคา Bid และปิดด้วยราคา Ask

คู่มือ MetaTrader 5 อธิบายหลักการซื้อที่ Ask และขายที่ Bid ไว้ในส่วนการดำเนินรายการ [2]

เมื่อคำนวณรายการที่ปิดแล้ว ให้ใช้ ราคาที่ดำเนินการจริง จากประวัติรายการ ไม่ใช้ราคากลางหรือราคาที่เห็นบนกราฟแทนโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างสมมติ หากราคาเสนอเป็น Bid 50,000 และ Ask 50,020 USD ต่อ BTC แล้วเปิด Long 0.10 BTC ที่ 50,020 ก่อนปิดทันทีที่ Bid 50,000:

(50,000 − 50,020) × 0.10 = −2 USD

ผลขาดทุน 2 USD นี้สะท้อนส่วนต่างราคาแล้ว จึงไม่ต้องหักสเปรดเดิมซ้ำอีกครั้ง ส่วนคอมมิชชันหรือค่าถือสถานะที่เรียกเก็บแยกต้องนำมารวมเพิ่มเติม [3]

ในทางกลับกัน หากวางแผนจากราคากลางหรือกราฟที่ยังไม่สะท้อนราคาซื้อขายทั้งสองฝั่ง ต้องปรับสมมติฐานให้ครบก่อนคำนวณความเสี่ยง

กำหนดวงเงินเสี่ยงและระยะ Stop Loss ก่อนหาจำนวน Lot

การหาขนาดสถานะควรเริ่มจากข้อมูลสองอย่าง:

หนึ่ง วงเงินที่ตั้งใจเสี่ยงสำหรับรายการนั้น
เป็นจำนวนเงินที่ใช้วางแผนผลขาดทุน ไม่ใช่มาร์จินที่ระบบเรียกใช้ และไม่ใช่การรับประกันว่าขาดทุนจริงจะหยุดที่จำนวนนี้

สอง ระยะระหว่างราคาเปิดที่คาดว่าจะได้รับกับระดับ Stop Loss
สำหรับ Long ระดับ Stop Loss ในตัวอย่างจะอยู่ต่ำกว่าราคาเปิด ส่วน Short จะอยู่สูงกว่า

บทนี้ไม่ได้กำหนดว่าทุกคนควรเสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์ของบัญชี หรือควรวาง Stop Loss ห่างเท่าไร ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลตั้งต้นที่ต้องสอดคล้องกับแผนและข้อจำกัดของผู้ใช้แต่ละคน

เมื่อกำหนดระยะราคาแล้ว จึงคำนวณปริมาณ ไม่ควรขยับ Stop Loss ให้ใกล้ขึ้นเพียงเพื่อให้เปิด lot มากขึ้นได้ตามตัวเลขที่ต้องการ

สูตรหาปริมาณเบื้องต้น

เมื่อวงเงินและผลขาดทุนใช้สกุลเงินเดียวกัน:

วงเงินสำหรับผลขาดทุนจากราคา = วงเงินเสี่ยงตามแผน − เงินเผื่อต้นทุนและความคลาดเคลื่อน

ปริมาณอ้างอิงเป็น BTC = วงเงินสำหรับผลขาดทุนจากราคา ÷ ระยะราคาไปถึง Stop Loss

จำนวน lot = ปริมาณอ้างอิงเป็น BTC ÷ Contract Size

วิธีนี้ใช้เงินเผื่อเป็นจำนวนตั้งต้น เมื่อได้ขนาดสถานะแล้วต้องคำนวณต้นทุนของขนาดนั้นกลับมาตรวจอีกครั้ง หากเงินเผื่อไม่พอ ต้องปรับขนาดและคำนวณใหม่

ตัวอย่างครบขั้นตอน: จากวงเงินเสี่ยง 100 USD ไปเป็นจำนวน Lot

สมมติข้อมูลดังนี้ โดยตัวเลขเป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่เงื่อนไขของผู้ให้บริการรายใด:

รายการ สมมติฐาน
ฝั่งสถานะ Long
Contract Size 1 BTC ต่อ lot
Minimum Volume 0.01 lot
Volume Step 0.01 lot
Maximum Volume 10 lot
Tick Size 0.01 USD ต่อ BTC
ราคาเปิดที่คาดว่าจะได้รับ ฝั่ง Ask 50,000 USD ต่อ BTC
ระดับ Stop Loss ฝั่ง Bid 48,800 USD ต่อ BTC
วงเงินเสี่ยงตามแผน 100 USD
เงินเผื่อต้นทุนและความคลาดเคลื่อนเบื้องต้น 10 USD
สกุลเงินกำไรขาดทุนและบัญชี USD

สมมติว่าระดับ Stop Loss ผ่านข้อกำหนดของสัญญา และยังไม่มีข้อจำกัดปริมาณรวมที่ขัดกับรายการนี้

ขั้นที่ 1: หาระยะราคา

50,000 − 48,800 = 1,200 USD ต่อ BTC

ระยะนี้คิดจากราคาเปิดฝั่ง Ask ไปถึงระดับปิดฝั่ง Bid ที่วางแผนไว้ จึงไม่บวกสเปรดเดิมซ้ำอีกก้อน

ขั้นที่ 2: กันเงินเผื่อออกจากวงเงินตามแผน

100 − 10 = 90 USD

จึงเหลือ 90 USD สำหรับผลขาดทุนจากระยะราคาที่กำหนด

เงินเผื่อ 10 USD เป็นงบสำหรับวางแผน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บแน่นอน

ขั้นที่ 3: แปลงเป็นปริมาณ BTC

90 ÷ 1,200 = 0.075 BTC

ขั้นที่ 4: แปลงเป็น Lot

0.075 BTC ÷ 1 BTC ต่อ lot = 0.075 lot

ขั้นที่ 5: ปรับให้ตรง Volume Step

สัญญาสมมติรองรับขั้นปริมาณ 0.01 lot จึงใช้ 0.075 lot ไม่ได้ ต้องเลือกจำนวนที่ผ่านเงื่อนไข

ในกรณีนี้ปัดลงเป็น 0.07 lot เพื่อไม่เพิ่มความเสี่ยงเกินผลคำนวณตั้งต้น

หากปัดขึ้นเป็น 0.08 lot ผลขาดทุนจากราคาจะเป็น 96 USD และเมื่อรวมเงินเผื่อ 10 USD จะกลายเป็น 106 USD เกินวงเงินตามแผน

เอกสาร MQL5 ระบุว่าปริมาณต้องผ่านทั้งขั้นต่ำ สูงสุด และขั้นปริมาณ รวมถึงข้อจำกัดปริมาณรวมที่เกี่ยวข้อง [4]

ขั้นที่ 6: ตรวจย้อนกลับหลังปัดจำนวน

สถานะ 0.07 lot อ้างอิง:

0.07 × 1 = 0.07 BTC

หากเปิดและปิดได้ตรงราคาที่วางแผน ผลขาดทุนจากราคาจะเป็น:

1,200 × 0.07 = 84 USD

รวมเงินเผื่อตามแผน:

84 + 10 = 94 USD

จึงอยู่ภายในวงเงิน 100 USD ตามสมมติฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดเพื่อใช้วงเงินให้ครบทุกดอลลาร์

ขั้นที่ 7: ตรวจต้นทุนของขนาดที่เลือก

สมมติเพิ่มเติมว่าเงื่อนไขต้นทุนเป็นดังนี้:

  • คอมมิชชันเปิดและปิดรวมกัน 20 USD ต่อปริมาณอ้างอิง 1 BTC
  • ค่าถือสถานะรวมตลอดช่วงเวลาสมมติ 30 USD ต่อปริมาณอ้างอิง 1 BTC
  • ไม่มีค่าแปลงสกุลเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นในตัวอย่าง

ต้นทุนของ 0.07 BTC จึงเป็น:

รายการ การคำนวณ จำนวน
คอมมิชชันไป–กลับ 20 × 0.07 1.40 USD
ค่าถือสถานะตลอดช่วงสมมติ 30 × 0.07 2.10 USD
รวมต้นทุนแยกจากราคา 1.40 + 2.10 3.50 USD

หากปิดได้ตรงระดับ 48,800 ผลขาดทุนรวมจะเป็น:

84 + 3.50 = 87.50 USD

เงินเผื่อ 10 USD ครอบคลุมต้นทุนสมมติ 3.50 USD และเหลือส่วนเผื่อ 6.50 USD แต่ส่วนที่เหลือนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะรองรับความคลาดเคลื่อนจริงได้ทุกกรณี

หากค่าถือขึ้นกับระยะเวลา อัตราที่เปลี่ยนแปลง หรือฐานมูลค่าสถานะ ต้องคำนวณตามเงื่อนไขจริง ไม่ใช่ใช้อัตราสมมติในบทนี้แทน

ถ้าขนาดที่คำนวณได้ต่ำกว่าขั้นต่ำ ควรทำอย่างไร

สมมติใช้ระยะราคาเดิม 1,200 USD ต่อ BTC แต่เหลือวงเงินสำหรับผลขาดทุนจากราคาเพียง 6 USD:

6 ÷ 1,200 = 0.005 BTC

เมื่อ Contract Size เท่ากับ 1 BTC ต่อ lot จะได้ 0.005 lot ซึ่งต่ำกว่าขั้นต่ำ 0.01 lot ของสัญญาสมมติ

หากเพิ่มเป็นขั้นต่ำ 0.01 lot ผลขาดทุนจากราคาจะกลายเป็น:

1,200 × 0.01 = 12 USD

มากกว่าวงเงินสำหรับส่วนนี้สองเท่า ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขความเสี่ยงที่ตั้งไว้ ไม่ควรเพิ่มเป็นขั้นต่ำเพียงเพื่อให้ส่งคำสั่งได้

อาจต้องงดรายการนั้น หรือศึกษาสัญญาที่รองรับปริมาณเล็กกว่าแล้วประเมินเงื่อนไขทั้งหมดใหม่

Stop Loss ไม่ได้รับประกันยอดขาดทุนตามสูตร

ตัวอย่าง 87.50 USD ก่อนหน้านี้อาศัยสมมติฐานว่าปิดได้ที่ 48,800 USD ต่อ BTC แต่ Stop Loss ทั่วไปอาจดำเนินการที่ราคาต่างจากระดับที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะเมื่อราคาเคลื่อนไหวเร็วหรือเกิดช่องว่างราคา

ความต่างระหว่างราคาที่คาดกับราคาดำเนินการเรียกว่า Slippage เอกสารอธิบายคำสั่งของ OANDA แยก Stop Loss ทั่วไปออกจากคำสั่งที่มีการรับประกันราคาตามเงื่อนไขเฉพาะ จึงไม่ควรถือว่า Stop Loss ทุกคำสั่งรับประกันราคาปิด [5]

ลองเปลี่ยนเพียงราคาปิดในตัวอย่างเดิมเป็น 48,400 USD ต่อ BTC โดยสมมติให้ต้นทุนอื่นยังเท่าเดิม:

รายการ จำนวน
ผลขาดทุนจากราคา: (50,000 − 48,400) × 0.07 112 USD
คอมมิชชันและค่าถือสถานะสมมติ 3.50 USD
ผลขาดทุนรวม 115.50 USD

ผลจริงในสถานการณ์สมมตินี้เกินวงเงินตามแผน 100 USD แม้จะปัด lot ลงและกันเงินเผื่อไว้แล้ว

จึงควรเรียกตัวเลขจากการคำนวณว่า ผลขาดทุนตามสมมติฐานที่วางแผน ไม่ใช่ขาดทุนสูงสุดที่รับประกัน และต้องประเมินด้วยว่าหากผลเสียหายมากกว่าแผนจะกระทบเงินในบัญชีอย่างไร

หากสกุลเงินบัญชีต่างกัน ต้องแปลงก่อนเปรียบเทียบวงเงิน

อย่านำวงเงินเสี่ยงที่เป็นเงินบาทไปหารระยะราคาที่เป็น USD ต่อ BTC โดยตรง เพราะหน่วยไม่ตรงกัน

ตัวอย่างสมมติ ผลขาดทุน 100 USD มีมูลค่าเทียบเงินบาทต่างกันตามอัตราที่ใช้:

อัตราแลกเปลี่ยนสมมติ มูลค่าเทียบเงินบาท
35 บาทต่อ USD 3,500 บาท
36 บาทต่อ USD 3,600 บาท

หากบัญชีเป็น USD ตารางนี้เป็นการตีมูลค่าเทียบเงินบาท ไม่ได้แปลว่าแพลตฟอร์มจะหักเงินบาทตามตาราง ส่วนบัญชีที่ต้องแปลงกำไรขาดทุนจริงต้องตรวจวิธีและอัตราที่ระบบใช้ รวมถึงค่าบริการที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้พัฒนาเครื่องมือบน MetaTrader 5 ฟังก์ชัน OrderCalcProfit สามารถประเมินผลจากฝั่งรายการ สัญลักษณ์ ปริมาณ และราคาเปิด–ปิด โดยคืนค่าเป็นสกุลเงินบัญชีภายใต้สภาพตลาดปัจจุบัน จึงต้องระวังว่าผลประเมินก่อนเปิดรายการอาจต่างจากผลในอนาคต [6]

ใช้เครื่องคำนวณอย่างไรให้ตรวจคำตอบได้

เครื่องมือควรช่วยตรวจการคำนวณ ไม่ทำให้สมมติฐานหายไป ก่อนใช้ผลลัพธ์ ควรเห็นข้อมูลอย่างน้อยดังนี้:

  • รูปแบบสัญญาและ Contract Size
  • ฝั่ง Long หรือ Short
  • ราคาเปิดและราคาปิดหรือระดับ Stop Loss
  • สกุลเงินราคา กำไรขาดทุน และบัญชี
  • Minimum Volume และ Volume Step
  • ต้นทุนที่รวมแล้วและยังไม่รวม

ลองตรวจเครื่องมือด้วยกรณีง่าย ๆ ของสัญญาแบบเส้นตรง: หากอ้างอิง 0.10 BTC แล้วราคาเคลื่อนไหว 1,000 USD ต่อ BTC ผลจากราคาต้องมีขนาด 100 USD ก่อนต้นทุน โดยเครื่องหมายบวกหรือลบขึ้นกับฝั่งและทิศทางราคา

จากนั้นตรวจอีกครั้งว่าเครื่องมือปัด lot ถูกทิศทาง และไม่ได้แสดงจำนวนต่ำกว่าขั้นต่ำเป็นคำสั่งที่ใช้งานได้

การคำนวณกำไรขาดทุนยังไม่ใช่การตรวจมาร์จิน แม้จำนวน lot จะผ่านวงเงินเสี่ยงตามแผน ก็ต้องตรวจว่าเงินประกันและสถานะบัญชีรองรับได้หรือไม่ด้วย

แบบฝึกหัด: คำนวณขนาดสถานะด้วยตัวเอง

สมมติสัญญาแบบเส้นตรงมีข้อมูลดังนี้:

รายการ ค่า
Contract Size 2 BTC ต่อ lot
Minimum Volume 0.01 lot
Volume Step 0.01 lot
Maximum Volume 10 lot
ระยะราคาไปถึง Stop Loss 800 USD ต่อ BTC
วงเงินเสี่ยงตามแผน 75 USD
เงินเผื่อต้นทุนและความคลาดเคลื่อน 5 USD

สมมติบัญชีเป็น USD และไม่มีข้อจำกัดอื่นขัดกับรายการ ควรใช้จำนวน lot เท่าไรตามข้อมูลนี้?

เฉลย

วงเงินสำหรับผลขาดทุนจากราคา:

75 − 5 = 70 USD

ปริมาณอ้างอิง:

70 ÷ 800 = 0.0875 BTC

แปลงเป็น lot:

0.0875 ÷ 2 = 0.04375 lot

ปัดลงตามขั้น 0.01 lot ได้ 0.04 lot ซึ่งอ้างอิง 0.08 BTC

ตรวจย้อนกลับ:

0.08 × 800 = 64 USD

รวมเงินเผื่อ:

64 + 5 = 69 USD

จำนวนนี้อยู่ภายในวงเงินตามแผน แต่ยังต้องตรวจว่าต้นทุนของขนาดที่เลือกไม่เกินเงินเผื่อ และยอมรับได้หากราคาปิดคลาดเคลื่อน ส่วนการปัดขึ้นเป็น 0.05 lot จะทำให้ผลขาดทุนจากราคา 80 USD เกินวงเงิน 75 USD ตั้งแต่ยังไม่รวมต้นทุน

ก่อนนำผลคำนวณไปใช้ ตรวจอะไรอีกครั้ง

  1. สัญญาจริงตรงกับสูตรที่ใช้หรือไม่
  2. จำนวน lot แปลงเป็นปริมาณ BTC ถูกต้องหรือไม่
  3. ราคาเปิดและระดับปิดใช้ฝั่ง Bid/Ask ถูกต้องหรือไม่
  4. รวมต้นทุนแล้วโดยไม่หักสเปรดซ้ำหรือไม่
  5. ปัดจำนวนตาม Volume Step และผ่านขั้นต่ำกับข้อจำกัดอื่นหรือไม่
  6. คำนวณผลขาดทุนย้อนกลับหลังปัดจำนวนแล้วหรือยัง
  7. หน่วยเงินตรงกัน และเผื่อความคลาดเคลื่อนที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่
  8. ตรวจมาร์จินและความเสี่ยงร่วมกับสถานะอื่นในบัญชีแล้วหรือยัง

บทถัดไปคือ บทที่ 5 บทความที่ 4: Margin, Leverage และการบังคับปิดสถานะ เพื่อแยกให้ชัดว่าเงินประกัน มูลค่าสถานะ และความสามารถรักษาสถานะเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ส่วนรายละเอียดการรวมสเปรด คอมมิชชัน และค่าถือสถานะอยู่ใน บทที่ 5 บทความที่ 5: รวมต้นทุนคริปโต CFD ก่อนเปรียบเทียบ

กลับไปเลือกเส้นทางเรียนได้ที่ สารบัญความรู้คริปโต ThaiFX

หมายเหตุแหล่งอ้างอิง: ตรวจเอกสารวันที่ 5 ตุลาคม 2026 ใช้เอกสารทางการของ MetaQuotes ประกอบสูตรและข้อกำหนดแพลตฟอร์ม ส่วนเอกสาร IG และ OANDA ใช้อธิบายกลไกต้นทุนและคำสั่ง ไม่ใช่การแนะนำผู้ให้บริการ ตัวเลขราคา ขนาดสัญญา ค่าธรรมเนียม และอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดในตัวอย่างเป็นข้อมูลสมมติ

บทต้นทุนคริปโต CFD อยู่ระหว่างเตรียมเผยแพร่

แหล่งอ้างอิง

  1. MQL5 Reference — Symbol Properties and Calculation Modes
  2. MetaTrader 5 — Basic Principles
  3. IG — Fees and Costs of CFD Trading
  4. MQL5 Algo Book — Permitted Volumes of Trading Operations
  5. OANDA — Order Types Explained
  6. MQL5 Reference — OrderCalcProfit

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี

เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้

ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

รู้จักแต่ละโบรกเกอร์

อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ

ดูรีวิวโบรกเกอร์ →

เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน

เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง