บทความที่ 1 / 16 ในบทนี้

เหลืออีก 15 บทความ

A-Book และ B-Book อธิบายแนวทางจัดการความเสี่ยงของโบรกเกอร์ ส่วน Market Maker, STP, ECN และ DMA อธิบายบทบาทหรือกลไกการทำงานคนละด้าน จึงไม่ควรจับคู่ชื่อเหล่านี้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ต้องแยกสัญญาระหว่างคุณกับโบรกเกอร์ออกจากธุรกรรมที่โบรกเกอร์ทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงกับผู้ให้บริการสภาพคล่อง
บทความนี้จะอธิบายว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ผลประโยชน์ขัดกันตรงไหน และทำไมคำว่า “ECN” บนหน้าเว็บโบรกเกอร์จึงยังไม่เพียงพอสำหรับตัดสินใจ

สัญญาลูกค้าและการจัดการความเสี่ยงเป็นคนละชั้น

A-Book: ป้องกันความเสี่ยงภายนอก

ลูกค้า

↕ สัญญาซื้อขายกับโบรกเกอร์

โบรกเกอร์

↕ ธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอีกชั้น

ผู้ให้บริการสภาพคล่อง / คู่สัญญาภายนอก
B-Book: รับความเสี่ยงไว้ภายใน

ลูกค้า

↕ สัญญาซื้อขายกับโบรกเกอร์

โบรกเกอร์

↓ ความเสี่ยงที่ไม่ได้ป้องกันภายนอก

คงอยู่กับโบรกเกอร์
อาจหักล้างบางส่วนจากสถานะลูกค้ารายอื่น
แผนภาพแนวคิดสำหรับกรณีที่โบรกเกอร์เป็นคู่สัญญา: การป้องกันความเสี่ยงภายนอกไม่ได้ทำให้ลูกค้าเป็นคู่สัญญากับ LP โดยตรง และไม่ได้ขจัดผลประโยชน์ขัดกันทั้งหมด ส่วนความเสี่ยงฝั่ง B-Book ไม่ใช่รายได้สุทธิของบริษัท โบรกเกอร์อาจผสมสองแนวทางตามนโยบาย จึงต้องตรวจเอกสารของบริษัทจริง

A-Book — ป้องกันความเสี่ยงกับผู้ให้บริการภายนอก

โบรกเกอร์อาจทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงกับ Liquidity Provider (LP) เป็นรายคำสั่งหรือจากความเสี่ยงรวม โดยสัญญา Forex/CFD ของลูกค้าอาจยังมีโบรกเกอร์เป็นคู่สัญญาตามข้อตกลงบัญชี
โบรกเกอร์อาจมีรายได้จาก ส่วนเพิ่มสเปรด (Spread Markup), คอมมิชชัน (Commission) และค่าบริการตามบัญชี แต่คำว่า A-Book ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นตัวแทนล้วน ๆ หรือไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน เช่น แรงจูงใจจากปริมาณการเทรด

B-Book — รับความเสี่ยงไว้ภายใน

โบรกเกอร์รับความเสี่ยงบางส่วนหรือทั้งหมดไว้ภายใน แทนการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงภายนอกครบทุกคำสั่ง
สำหรับความเสี่ยงส่วนที่ไม่ได้ป้องกันไว้ กำไรขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาอาจเป็นฝั่งตรงข้ามกับลูกค้า จึงมีผลประโยชน์ขัดกันที่ต้องจัดการ อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิของโบรกเกอร์ยังขึ้นกับการหักล้างสถานะ ต้นทุน และค่าธรรมเนียมด้วย

ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อ A-Book B-Book
จัดการความเสี่ยงอย่างไร ทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงกับ LP; สัญญาลูกค้าอาจยังอยู่กับโบรกเกอร์ รับความเสี่ยงไว้ภายในบางส่วนหรือทั้งหมด
รายได้โบรกเกอร์ ค่าบริการตามบัญชี หักต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง ค่าบริการและผลจากความเสี่ยงที่รับไว้ หักต้นทุน
ผลประโยชน์ขัดกันไหม มีได้ เช่น แรงจูงใจให้เกิดปริมาณการเทรด มีจากความเสี่ยงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลูกค้า
Spread ตรวจ Spread และ Commission ของบัญชีจริง ตรวจ Spread และ Commission; สรุปจาก B-Book ไม่ได้
ขนาดขั้นต่ำ ขึ้นกับบัญชีและขนาดสัญญา ไม่ใช่ A-Book เพียงอย่างเดียว ขึ้นกับบัญชี อาจรองรับ 0.01 Lot หรือขนาดอื่น
Requote ขึ้นกับโหมด Execution และเงื่อนไขคำสั่ง สรุปความถี่จาก B-Book เพียงอย่างเดียวไม่ได้

4 ชื่อเรียกที่คุณจะเจอบนเว็บโบรกเกอร์

ชื่อ หมายถึงอะไร
Market Maker มีบทบาทเสนอราคาซื้อขายและเป็นคู่สัญญา อาจป้องกันความเสี่ยงภายนอกหรือรับไว้เอง จึงไม่เท่ากับ B-Book เสมอ
STP
Straight Through Processing
การประมวลผลธุรกรรมโดยอัตโนมัติ คำนี้อย่างเดียวไม่ยืนยันเส้นทางทุกคำสั่งหรือว่าไม่มีข้อยกเว้นและการตรวจสอบด้วยคน
ECN
Electronic Communication Network
เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมคำสั่งหรือราคาเสนอจากผู้เข้าร่วมหลายฝ่าย การแสดงปริมาณราคาและค่าธรรมเนียมต้องตรวจจากบริการจริง
DMA
Direct Market Access
การเข้าถึงตลาดหรือแหล่งสภาพคล่องผ่านระบบของผู้ให้บริการ ต้องตรวจว่าตลาดใด ส่งคำสั่งอย่างไร และใครเป็นคู่สัญญา

ทำไมชื่อบัญชี “ECN” จึงยังไม่เพียงพอ

คำว่า ECN, STP และ DMA ไม่ใช่คำที่มีนิยามทางกฎหมายบังคับใช้เหมือนกันทุกเขตอำนาจ
ชื่อบัญชีไม่ใช่ใบรับรองเส้นทางคำสั่ง แต่ข้อความโฆษณายังอาจอยู่ภายใต้กฎหมายเรื่องข้อมูลที่ไม่ทำให้เข้าใจผิด จึงควรเทียบคำกล่าวอ้างกับเอกสารและหลักฐาน
คุณอาจเปิดบัญชีที่มีคำว่า “ECN” อยู่ในชื่อ แต่โครงสร้างเบื้องหลังต่างจากที่คำนั้นสื่อ

หลักฐานที่ตรวจได้ กับคำกล่าวอ้างที่ต้องมีหลักฐานเพิ่ม

ตรวจสอบได้ ต้องมีหลักฐานเพิ่ม
ใบอนุญาตในทะเบียนของหน่วยงานกำกับ คำโฆษณาบนหน้าแรกเว็บไซต์
เอกสาร Terms & Conditions คำกล่าวอ้างว่า “ไม่มี Dealing Desk”
Execution Policy (บางเขตกำกับบังคับให้เผยแพร่) รายชื่อ Liquidity Provider ที่อ้างถึง
Contract Specification คำว่า “เชื่อมต่อตลาดโดยตรง”
บันทึกราคาและคำสั่งจากบัญชีของคุณเอง (ไม่พิสูจน์โมเดลทั้งหมด) รีวิวจากเว็บที่ได้ค่าคอมมิชชัน ต้องดูหลักฐานและการเปิดเผยผลประโยชน์

B-Book ไม่ได้แปลว่าโกง

ต้องแยกแบบจำลองธุรกิจออกจากการปฏิบัติต่อลูกค้า
การที่โบรกเกอร์รับความเสี่ยงไว้เองเป็น แบบจำลองธุรกิจที่อาจดำเนินการได้ภายใต้ใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในตลาด OTC เช่นเดียวกับที่ธนาคารทำหน้าที่ทำราคาให้ลูกค้า

เหตุผลเชิงธุรกิจที่โบรกเกอร์ใช้ B-Book

  • อาจลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง — ไม่ต้องส่งคำสั่งขนาดเล็กมากออกไปข้างนอกทีละรายการ
  • รองรับ Lot เล็กได้ — การรองรับคำสั่งขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงทีละรายการ สามารถรวมความเสี่ยงก่อนส่งออกได้ จึงใช้ยืนยัน B-Book ไม่ได้
  • คำสั่งหักล้างกันเอง — ถ้าลูกค้าคนหนึ่ง Buy และอีกคน Sell ในขนาดใกล้เคียงกัน ความเสี่ยงด้านราคาสุทธิอาจลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ระบบ และความแตกต่างของเวลา/ราคา
นอกจากถามว่าโบรกเกอร์ใช้ B-Book หรือไม่ ต้องถามด้วยว่ามีกฎและนโยบายใดกำหนดให้ปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม
ตรวจข้อกำหนด Best Execution และการจัดการผลประโยชน์ขัดกันที่ใช้กับบริษัท ผลิตภัณฑ์ และสถานะลูกค้าของคุณ โดยไม่ได้หมายถึงรับประกันราคาที่ดีที่สุดทุกคำสั่ง ส่วนคำโฆษณาก็อาจมีผลตามกฎหมาย จึงควรเก็บหลักฐานไว้

Hybrid — การใช้แนวทางผสม

โบรกเกอร์อาจใช้ทั้งสองแนวทางผสมกัน โดยจัดการตามความเสี่ยงสุทธิ สภาพคล่อง และนโยบายภายใน ไม่ควรสรุปว่าทุกรายหรือส่วนใหญ่ทำเช่นนี้หากไม่มีหลักฐาน
ขนาดบัญชีหรือผลกำไรของลูกค้าอย่างเดียวไม่บอกว่าโบรกเกอร์ป้องกันความเสี่ยงของบัญชีนั้นอย่างไร
โบรกเกอร์รายเดียวกันจึงอาจป้องกันความเสี่ยงจากสถานะลูกค้าต่างวิธีกันในแต่ละเวลา ขึ้นอยู่กับนโยบายและสถานการณ์ ซึ่งรายละเอียดรายคำสั่งอาจต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม

Liquidity Provider คือใคร?

Liquidity Provider (LP) คือผู้ให้สภาพคล่อง เช่น ธนาคารหรือผู้ให้สภาพคล่องที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งเสนอราคาตามเวลาบริการและเงื่อนไขของตน
โบรกเกอร์อาจรวมราคาจาก LP หลายราย โดยราคาที่ลูกค้าเห็นยังขึ้นกับวิธีคัดเลือก การปรับราคา ค่าบริการ และขนาดที่ซื้อขายได้จริง
การมี LP หลายรายอาจเพิ่มทางเลือก แต่ไม่รับประกัน Spread แคบหรือส่งคำสั่งได้ดีกว่าเสมอ รายชื่อและจำนวน LP ต้องมีหลักฐานสนับสนุน และไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกคำสั่งของคุณไปยัง LP เหล่านั้น

วิธีประเมินคุณภาพการส่งคำสั่งด้วยตัวเอง

  1. เริ่มจากอ่าน Execution Policy และทดลองระบบด้วยบัญชี Demo โดยตระหนักว่าผลส่งคำสั่งต่างจากบัญชีเงินจริงได้
  2. บันทึก Spread ในช่วงเวลาที่คุณจะเทรดจริง ไม่ใช่ช่วงสภาพคล่องสูงสุด
  3. สังเกต Slippage — เก็บราคาที่ขอ ราคาที่ได้ เวลา และประเภทคำสั่ง หากมีแต่ทางลบให้ตรวจบริบทและขอคำอธิบาย ไม่จำเป็นต้องเกิดสองด้านเท่ากัน
  4. สังเกตราคาในช่วงข่าวโดยไม่ต้องเสี่ยงเปิดคำสั่ง — ตรวจ Spread, ระยะ Stop ขั้นต่ำ และข้อจำกัดของบัญชี เปรียบเทียบเวลาเดียวกันก่อนสรุปสาเหตุ
  5. ตรวจเงื่อนไขถอนเงิน และเก็บประวัติหากใช้งานอยู่แล้ว การถอนสำเร็จหนึ่งครั้งไม่รับรองความปลอดภัยในอนาคต

ใช้บันทึกจากบัญชีร่วมกับเอกสารและข้อมูลกำกับดูแล ตัวอย่างช่วงสั้นไม่สะท้อนทุกสภาพตลาด และไม่จำเป็นต้องฝากเงินจริงเพียงเพื่อทดสอบโบรกเกอร์

คำถามที่พบบ่อย

Market Maker กับ B-Book ต่างกันไหม?
ต่างกัน: Market Maker คือบทบาทเสนอราคาและเป็นคู่สัญญา ส่วน B-Book คือแนวทางรับความเสี่ยงไว้ภายใน Market Maker อาจป้องกันความเสี่ยงภายนอกได้ด้วย
บัญชี ECN ดีกว่าบัญชี Standard เสมอไหม?
ไม่เสมอ ต้องตรวจ Spread, Commission และค่าใช้จ่ายตามบัญชีจริง ชื่อ ECN ไม่ได้กำหนดค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกราย ดูวิธีเปรียบเทียบประเภทบัญชีและต้นทุน
ถ้าโบรกเกอร์เป็น B-Book เขาจะทำให้ผมขาดทุนไหม?
B-Book อย่างเดียวไม่พิสูจน์ว่าจะทำให้ลูกค้าขาดทุน ต้องตรวจการปฏิบัติจริง ข้อผูกพันเรื่องการส่งคำสั่ง การจัดการผลประโยชน์ขัดกัน และช่องทางร้องเรียน การมีใบอนุญาตก็ไม่รับประกันว่าจะไม่เกิดปัญหา
ดูยังไงว่าโบรกเกอร์ส่งคำสั่งออกจริง?
ชื่อบัญชีหรือหน้าจอแพลตฟอร์มอย่างเดียวพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือดูว่าโบรกเกอร์เผยแพร่ Execution Policy หรือไม่ อยู่ภายใต้เขตกำกับที่บังคับเรื่องนี้หรือไม่ และประเมินจากคุณภาพการส่งคำสั่งที่คุณเจอจริง

สรุป

1. A-Book = ป้องกันความเสี่ยงภายนอก · B-Book = รับความเสี่ยงไว้ภายใน โดยต้องแยกจากคู่สัญญาของลูกค้า
2. Market Maker, STP, ECN, DMA อธิบายคนละด้าน และชื่อบัญชีไม่ยืนยันรูปแบบจริง ต้องอ่านเอกสารที่ใช้กับคุณ
3. B-Book ไม่ได้แปลว่าโกง — และมีแนวทาง Hybrid ที่ผสมการรับความเสี่ยงกับการป้องกันภายนอก
4. ตรวจใบอนุญาต เอกสาร และบันทึกการให้บริการ แล้วเทียบว่าตรงกับคำโฆษณาหรือไม่

อ่านต่อ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ บทเรียนที่ 2: Forex Broker และ Trading Platform

คำเตือนความเสี่ยง: การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกราย เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือการรับรองโบรกเกอร์รายใด

แหล่งอ้างอิง

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี

เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้

ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

รู้จักแต่ละโบรกเกอร์

อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ

ดูรีวิวโบรกเกอร์ →

เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน

เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง