บทความในหมวด บทเรียนที่ 11: Fundamental Analysis

🎯 เมื่อเรียนบทเรียนนี้จบ คุณจะ

  • อธิบาย Risk-On/Risk-Off โดยไม่แบ่งสินทรัพย์ตายตัวได้
  • ใช้หลักฐานหลายตลาดประกอบการประเมินและรู้ข้อจำกัดของ VIX ได้
  • ตรวจความเสี่ยงของหลายสถานะที่อาจขาดทุนพร้อมกันได้

Risk-On และ Risk-Off คือคำที่ใช้อธิบายทิศทางการไหลของเงินในตลาด เมื่อผู้เข้าร่วมตลาดเปลี่ยนความเต็มใจที่จะรับความเสี่ยง

เป็นแนวคิดที่อธิบายการเคลื่อนไหวซึ่งปัจจัยพื้นฐานของสกุลเงินนั้นเองอธิบายไม่ได้ — เช่นเมื่อค่าเงินหลายสกุลเคลื่อนไหวไปด้วยกันโดยไม่มีข่าวเฉพาะของแต่ละประเทศ

ความหมายของทั้งสองภาวะ

Risk-On / Risk-Off: ความเต็มใจรับความเสี่ยง

Risk-On

ผู้เข้าร่วมตลาดเต็มใจรับความเสี่ยงมากขึ้น อาจเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง

Risk-Off

ลดความเสี่ยงหรือแสวงหาสภาพคล่องมากขึ้น อาจเพิ่มน้ำหนักเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มองว่าปลอดภัยกว่า

เป็นกรอบอธิบายพฤติกรรมการจัดพอร์ต ไม่ใช่ข้อมูลเงินไหลที่วัดจากราคาล้วน ภาวะอาจผสมกัน และการจัดกลุ่มสินทรัพย์/ทิศทางราคาเปลี่ยนตามบริบท

ภาพเป็นกรอบอย่างย่อของการปรับพอร์ต ไม่ใช่ข้อมูลเงินไหลจริงที่วัดได้จากราคาเพียงอย่างเดียว หรือคำสั่งว่าทุกสินทรัพย์ต้องเคลื่อนไหวตามลูกศร

สิ่งที่สำคัญคือ “การเปลี่ยนภาวะ” ไม่ใช่ภาวะเอง

ตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งอย่างชัดเจนตลอดเวลา — มันเป็นเรื่องของระดับ ไม่ใช่สวิตช์เปิดปิด

การเปลี่ยนความเต็มใจรับความเสี่ยงอาจทำให้ราคาและการจัดพอร์ตเปลี่ยน แต่ราคาไม่ได้มีปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียว

Risk-On คือความเต็มใจรับความเสี่ยงมากขึ้น ส่วน Risk-Off คือการลดความเสี่ยงหรือแสวงหาสภาพคล่องมากขึ้น ภาวะอาจผสมกัน เช่น หุ้นบางกลุ่มขึ้นแต่เครดิตยังตึง ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสองป้ายทุกวัน

ทำไมแนวคิดนี้ถึงมีประโยชน์กับผู้เทรด

เพราะมันอธิบายว่าทำไมคู่เงินหลายคู่ถึงเคลื่อนไหวพร้อมกัน

เมื่อภาวะความเสี่ยงเปลี่ยน — ผู้ลงทุนอาจปรับสถานะในหลายสกุลและหลายกลุ่มสินทรัพย์พร้อมกัน

ผลคือคู่เงินที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันอาจเคลื่อนไหวไปด้วยกันในช่วงนั้น

นี่เป็นสาเหตุที่ ค่า Correlation ระหว่างคู่เงินบางคู่เปลี่ยนหรือมีขนาดสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวน ซึ่งเป็นช่วงที่การกระจายความเสี่ยงสำคัญที่สุดพอดี

ผลในทางปฏิบัติกับพอร์ตของคุณ

สถานการณ์ที่คนคิดว่ากระจายความเสี่ยง

เปิด 3 ไม้ในคู่เงินที่ต่างกัน  ไม้ละ 1%
-> คิดว่าเสี่ยง 3% แบบกระจาย

แต่ถ้าทั้งสามไม้อยู่ฝั่งเดียวกันของภาวะความเสี่ยง
-> เมื่อภาวะเปลี่ยน  ทั้งสามขาดทุนพร้อมกัน
-> ความเสี่ยงจริงใกล้เคียง 3% ในเหตุการณ์เดียว

📖 วิธีตรวจว่าไม้ของคุณเดิมพันเรื่องเดียวกันหรือไม่

ในตัวอย่าง 3 ไม้ ไม้ละ 1% ความเสี่ยงตาม SL รวมเท่ากับ 3% อยู่แล้ว ไม่ว่าความสัมพันธ์เป็นอย่างไร สิ่งที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนคือโอกาสที่จะขาดทุนพร้อมกัน และเมื่อมี Gap/Slippage อาจเสียเกิน 3% ที่วางแผน ไม่ใช่เพดานรับประกัน

ดูหลักฐานหลายตลาดอย่างไร

  • ราคาหุ้นและเครดิต: ดูการเปลี่ยนของดัชนีและส่วนชดเชยความเสี่ยงเครดิตในช่วงเดียวกัน ไม่ถือว่าหุ้นลงครั้งเดียวเท่ากับ Risk-Off
  • ความผันผวนคาดการณ์: VIX วัดความผันผวนคาดการณ์ราว 30 วันของ S&P 500 จากออปชัน ไม่ใช่ดัชนีทิศทาง Forex หรือระดับความกลัวของโลกทั้งหมด
  • พันธบัตรและค่าเงิน: ตรวจว่า Yield เปลี่ยนจากการคาดดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือการหาสภาพคล่อง และดูทิศทางของสกุลที่เกี่ยวข้อง
  • ข่าวและการระดมทุน: ตรวจเหตุการณ์ที่เกิดจริง เช่น การลดสถานะมีเลเวอเรจ โดยไม่เลือกป้ายความเสี่ยงมาอธิบายทุกการเคลื่อนไหว

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด

การจัดกลุ่มสินทรัพย์ไม่คงที่

เนื้อหาจำนวนมากระบุว่าสินทรัพย์ใดเป็น “ปลอดภัย” และใดเป็น “เสี่ยง” ราวกับเป็นคุณสมบัติถาวร

แต่การจัดกลุ่มนี้เป็นการสังเกตพฤติกรรมในอดีต ไม่ใช่กฎ

มีช่วงเวลาที่สินทรัพย์ซึ่งเคยถูกจัดว่าปลอดภัย กลับเคลื่อนไหวเหมือนสินทรัพย์เสี่ยง — โดยเฉพาะเมื่อต้นเหตุของความกังวลเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์นั้นเอง

จึงควรอธิบายตัวอย่างพร้อมเงื่อนไข เช่น เงินสกุลที่ใช้ระดมทุนใน Carry Trade อาจแข็งเมื่อมีการปิดสถานะ แต่ไม่ใช่คุณสมบัติถาวรของสกุลนั้น

ข้อจำกัดอื่นที่ต้องยอมรับ

ข้อจำกัด ผลที่ตามมา
ไม่มีตัวชี้วัดเดียวที่ตัดสินภาวะตลาดทั้งหมด คนละคนประเมินภาวะต่างกันได้
ประเมินปัจจุบันได้จากตัวแทนที่มีข้อจำกัด ไม่ใช่สัญญาณเข้าที่รับประกันผล
ภาวะเปลี่ยนได้เร็ว สิ่งที่ถูกในเช้าอาจผิดในบ่าย
เสี่ยงต่อการเลือกคำอธิบายย้อนหลัง หากไม่ระบุหลักฐานและเกณฑ์ อาจตีความให้ตรงกับราคาที่เห็น

แถวสุดท้ายเป็นข้อควรระวังที่ลึกที่สุด

เมื่อราคาเคลื่อนไหวโดยไม่มีคำอธิบายชัดเจน คำว่า “Risk-Off” ถูกใช้เป็นคำอธิบายได้เสมอ

คำอธิบายที่อธิบายอะไรก็ได้ ในทางปฏิบัติแล้วไม่ได้อธิบายอะไรเลย

ให้ใช้เป็นกรอบความคิดเรื่องการไหลของเงิน ไม่ใช่เป็นคำตอบสำเร็จรูป

ตัวอย่างบันทึกภาวะโดยไม่ฟันธง

ตัวอย่างสมมติ ณ เวลาที่บันทึก

หุ้นหลายตลาดลดลง ความผันผวนคาดการณ์เพิ่ม และสกุลที่ใช้ระดมทุนแข็งขึ้นพร้อมข่าวลดเลเวอเรจ → เป็นหลักฐานสนับสนุนการลดความเสี่ยง

ถ้า Yield ขึ้นพร้อมกัน ต้องตรวจว่าเกิดจากเงินเฟ้อหรือเหตุอื่น ไม่ตัดสินว่าหลักฐานทุกชิ้นต้องไปทางเดียวกัน

ผลต่อแผน: ตรวจความเสี่ยงรวมของสถานะก่อนเพิ่มไม้ และบันทึกเงื่อนไขที่จะทำให้ประเมินภาวะใหม่

สิ่งที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

  1. ตรวจว่าไม้ที่เปิดอยู่อยู่ฝั่งเดียวกันของภาวะความเสี่ยงหรือไม่ — ถ้าใช่ ให้ลด Lot รวม
  2. เข้าใจว่าทำไม Correlation เพิ่มขึ้นในช่วงผันผวน เพื่อไม่ประมาทกับการกระจายความเสี่ยง
  3. หากใช้เป็นเงื่อนไขกลยุทธ์ ต้องกำหนดตัวชี้วัดและเวลาให้ชัด แล้วทดสอบโดยไม่ใช้ข้อมูลอนาคต
  4. สังเกตว่าภาวะเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน ในสินทรัพย์ที่คุณเทรด

ข้อ 1 เป็นประโยชน์ที่วัดผลได้ทันที — เพราะมันเปลี่ยนขนาด Position ของคุณเป็นตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่ความเข้าใจ

แล้วทองคำล่ะ

ทองเป็นสินทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดในบริบทของภาวะความเสี่ยง

และเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของข้อจำกัดที่อธิบายไว้ข้างต้น — เพราะมีทั้งช่วงที่ทองเคลื่อนไหวตามที่คำอธิบายทั่วไปคาด และช่วงที่ไม่

⚠️ เรื่องนี้เป็นหัวข้อหลักของ บทเรียนที่ 12 ซึ่งอธิบายว่าอะไรขับเคลื่อนราคาทองบ้างและแต่ละปัจจัยทำงานอย่างไร

สิ่งที่ต้องทำในบทนี้: ถ้าคุณถือทองพร้อมกับคู่เงิน ให้ตรวจว่าทั้งสองอยู่ฝั่งเดียวกันของภาวะความเสี่ยงหรือไม่ — เพราะถ้าใช่ คุณกำลังเดิมพันเรื่องเดียวกันสองครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

ดูได้จากไหนว่าตอนนี้เป็นภาวะไหน?
ไม่มีตัวชี้วัดเดียวที่ตัดสินภาวะตลาดทั้งหมด — ผู้เทรดมักดูจากพฤติกรรมของสินทรัพย์หลายกลุ่มพร้อมกัน อาจใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและบริบท แต่ไม่มีค่าเดียวที่แทนความเสี่ยงทุกตลาด

ทำไมสินทรัพย์เดียวกันบางครั้งทำตัวคนละแบบ?
เพราะบทบาทของสินทรัพย์ขึ้นกับว่าต้นเหตุของความกังวลคืออะไร — ถ้าความกังวลเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์นั้นเอง มันจะไม่ทำหน้าที่เป็นที่หลบภัย

ใช้เทรดตามภาวะได้ไหม?
เว็บไซต์นี้ไม่ยืนยันว่าวิธีใดได้ผล — ต้องกำหนดวิธีวัดภาวะที่ทำได้ ณ เวลาตัดสินใจ ทดสอบผลและต้นทุน และยอมรับว่าตัวแทนอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์

เกี่ยวกับ Bond Yield อย่างไร?
Yield มักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภาวะความเสี่ยง — แต่ก็มีช่วงที่ไม่ เช่นเมื่อ Yield ขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อแทนที่จะจากการยอมรับความเสี่ยง

สรุป

1. อธิบายความเต็มใจรับความเสี่ยงและการปรับพอร์ต ไม่รับประกันทิศทางราคา

2. การเปลี่ยนภาวะเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาปรับ

3. ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์อาจเปลี่ยนในช่วงผันผวน

4. การจัดกลุ่มสินทรัพย์ไม่คงที่ — ไม่ใช่คุณสมบัติถาวร

5. ระบุหลักฐานและเวลาให้ชัด เพื่อหลีกเลี่ยงคำอธิบายสำเร็จรูปย้อนหลัง

อ่านต่อ

แหล่งอ้างอิง

  • Risk-On และ Risk-Off เป็นคำที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของตลาดในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำจำกัดความทางการที่มีตัวชี้วัดกำหนดไว้ การจัดกลุ่มสินทรัพย์เป็นการสังเกตพฤติกรรมในอดีต ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบท
  • Bank for International Settlements (BIS) — bis.org

📘 บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ บทเรียนที่ 11: Fundamental Analysis และ Macro

คำเตือนความเสี่ยง: การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง การประเมินภาวะความเสี่ยงของตลาดมีความไม่แน่นอน และการจัดกลุ่มสินทรัพย์ไม่ใช่กฎที่คงที่ เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น

📚 บทความถัดไป

Carry Trade คืออะไร? ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ต้องรู้

คุณมีกรอบสังเกตความเต็มใจรับความเสี่ยงและผลต่อพอร์ตแล้ว

ต่อไปดู Carry Trade เพื่อเข้าใจว่ารายได้จากส่วนต่างผลตอบแทนเชื่อมกับความเสี่ยงค่าเงินและการปิดสถานะพร้อมกันอย่างไร

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

โบนัสเทรดฟรี ไม่ต้องฝากเงิน

ตรวจสิทธิ์และเงื่อนไขก่อนรับโบนัส การถอนกำไรขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของข้อเสนอและบัญชี ไม่ใช่ทุกคนจะมีสิทธิ์รับโบนัส

บทความที่เกี่ยวข้อง