บทความที่ 4 / 7 ในบทนี้

เหลืออีก 3 บทความ

บทนี้ช่วยให้คุณ

เมื่ออ่านเรื่องคริปโต คุณอาจเจอทั้งคำว่า Ethereum, ETH และ Smart Contract อยู่ในประโยคเดียวกัน จนดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด

ทั้งสามคำเกี่ยวข้องกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน: Ethereum คือเครือข่าย ส่วน ETH คือสินทรัพย์ประจำเครือข่าย และ Smart Contract คือโปรแกรมที่ทำงานบนเครือข่ายนั้น

ความแตกต่างนี้ช่วยให้เข้าใจว่า เวลาซื้อ ETH คุณกำลังซื้ออะไร และทำไมการใช้แอปบางประเภทจึงมีค่าธรรมเนียม แม้คุณไม่ได้กำลังโอน ETH ให้ใครก็ตาม

Ethereum ต่างจาก ETH อย่างไร

Ethereum เป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่รองรับการทำงานของโปรแกรม นักพัฒนาสามารถใช้สร้างระบบโทเคน บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ และแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่บันทึกหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนเครือข่าย

ส่วน Ether ซึ่งใช้สัญลักษณ์ ETH เป็นสินทรัพย์ประจำเครือข่าย ใช้ชำระค่าธรรมเนียมและมีบทบาทในการรักษาความปลอดภัยของระบบผ่านการวางเดิมพัน หรือ Staking การถือ ETH จึงไม่ได้ทำให้คุณเป็นเจ้าของทุกโครงการที่สร้างบน Ethereum อ้างอิง: Ethereum คืออะไร

คำที่พบ หมายถึงอะไร ตัวอย่างการใช้งาน
Ethereum เครือข่ายบล็อกเชน บันทึกธุรกรรมและประมวลผลโปรแกรม
Ether หรือ ETH สินทรัพย์ประจำเครือข่าย ใช้ชำระค่าธรรมเนียม
Smart Contract โปรแกรมที่อยู่บนบล็อกเชน ตรวจเงื่อนไขและเปลี่ยนข้อมูลตามคำสั่ง
Token หรือโทเคน สินทรัพย์ที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมบนเครือข่าย โทเคนของโครงการต่าง ๆ

เวลาคนพูดว่า “ซื้อ Ethereum” โดยทั่วไปจึงหมายถึงการซื้อ ETH แต่เวลาอ่านรายละเอียดบริการ ควรแยกให้ออกว่ากำลังพูดถึงสินทรัพย์หรือเครือข่าย

Smart Contract ทำงานอย่างไร

แผนภาพอธิบายการทำงานของ Smart Contract บนเครือข่าย Ethereum และการชำระค่า Gas
ภาพประกอบ: ขั้นตอนการประมวลผล Smart Contract และการใช้ ETH ชำระค่าธรรมเนียม Gas

Smart Contract คือโปรแกรมที่มีทั้งคำสั่งและข้อมูล เก็บอยู่ที่ที่อยู่หนึ่งบนบล็อกเชน เมื่อมีการเรียกใช้งาน โปรแกรมจะประมวลผลตามเงื่อนไขที่เขียนไว้

คำว่า “Smart” ไม่ได้หมายความว่าโปรแกรมคิดหรือตัดสินใจได้เหมือนมนุษย์ และคำว่า “อัตโนมัติ” ก็ไม่ได้หมายความว่าโปรแกรมจะเริ่มทำงานเองทันทีที่เวลาหรือเงื่อนไขบางอย่างมาถึง การเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่ายต้องมีธุรกรรมเข้ามากระตุ้นการทำงาน โดยอาจเรียกโปรแกรมโดยตรงหรือผ่านโปรแกรมอีกตัวหนึ่ง อ้างอิง: Smart Contract

ลองนึกถึงระบบคะแนนสมมติที่บันทึกยอดของแต่ละบัญชีไว้บนบล็อกเชน และอนุญาตให้โอนคะแนนได้

หากคุณมี 100 คะแนนและต้องการส่งให้เพื่อน 30 คะแนน ขั้นตอนอาจเป็นดังนี้:

  1. คุณส่งคำสั่งโอนผ่านกระเป๋า
  2. โปรแกรมตรวจว่าคุณมีสิทธิ์ใช้คะแนนและมียอดเพียงพอ
  3. หากผ่านเงื่อนไข โปรแกรมลดยอดคุณเหลือ 70 คะแนน และเพิ่มยอดเพื่อนอีก 30 คะแนน
  4. ผลการทำงานถูกบันทึกบนเครือข่าย

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ากฎการโอนสามารถเขียนเป็นโปรแกรมได้ แต่ไม่ได้บอกว่าคะแนนนั้นมีราคา แลกเป็นเงินได้ หรือมีประโยชน์นอกระบบจริงหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ต้องตรวจแยกจากการทำงานของโปรแกรม

ETH เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเครือข่ายอย่างไร

Ethereum ใช้ระบบ Proof of Stake ตั้งแต่ปี 2022 โดยผู้ตรวจสอบเครือข่ายที่เรียกว่า Validator วาง ETH เป็นหลักประกันและทำหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอหรือตรวจรับรองบล็อก

ผู้ตรวจสอบมีโอกาสได้รับรางวัลตามกติกา แต่ก็มีบทลงโทษ เช่น การเสียผลตอบแทนหรือถูกหัก ETH และการกระทำผิดบางประเภทอาจถูกลงโทษด้วยการตัดหลักประกันที่เรียกว่า Slashing อ้างอิง: Proof of Stake

สำหรับมือใหม่ จุดที่ควรแยกคือ การถือ ETH เฉย ๆ ไม่ได้ทำให้ได้รับรางวัล Staking โดยอัตโนมัติ การเข้าร่วม Staking เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง มีเงื่อนไขและความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถือเหรียญ

บทนี้จึงใช้เรื่อง Staking เพื่ออธิบายบทบาทของ ETH ในเครือข่าย ส่วนวิธีเข้าร่วมและการเลือกบริการควรศึกษาแยกต่างหาก

Gas คืออะไร ทำไมใช้แอปแล้วต้องเสียค่าธรรมเนียม

Gas เป็นหน่วยวัดงานที่เครือข่ายใช้ประมวลผลคำสั่ง ส่วน Gas Fee คือค่าธรรมเนียมสำหรับงานนั้น โดยชำระเป็น ETH บนเครือข่ายหลัก Ethereum หรือ Ethereum Mainnet

จึงไม่ต้องซื้อสินทรัพย์อีกตัวชื่อ “Gas” เพื่อใช้ Ethereum

ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณ Gas ที่ใช้และราคาต่อหน่วย Gas การเรียกโปรแกรมที่ทำงานหลายขั้นตอนอาจใช้ Gas มากกว่าการโอนทั่วไป และราคาต่อหน่วยก็เปลี่ยนตามสภาพการใช้งานเครือข่ายได้ อ้างอิง: Gas และค่าธรรมเนียม

ลองดูตัวอย่างสมมติของค่าประมวลผลธุรกรรมทั่วไปบน Mainnet:

รายการ ค่าที่สมมติ
Gas ที่ใช้จริง 50,000 หน่วย
ราคาที่จ่ายจริงต่อ Gas 20 Gwei
ค่าธรรมเนียม 1,000,000 Gwei หรือ 0.001 ETH

Gwei เป็นหน่วยย่อยของ ETH โดย 1 Gwei เท่ากับ 0.000000001 ETH

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างคำนวณ ไม่ใช่อัตราค่าธรรมเนียมปัจจุบัน และยังไม่รวมค่าบริการอื่นที่แอปอาจเรียกเก็บ

อีกคำที่อาจพบคือ Gas Limit หมายถึงเพดานจำนวนหน่วย Gas ที่อนุญาตให้ธุรกรรมใช้ ไม่ใช่จำนวน ETH ที่จะถูกหักทั้งหมดเสมอไป ส่วนการอ่านข้อมูลอย่างเดียว เช่น ตรวจยอดผ่านการเรียกดูข้อมูลเครือข่าย โดยไม่ส่งธุรกรรมเปลี่ยนข้อมูล ไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมบนเชน อ้างอิง: ธุรกรรมและ Gas Limit

ธุรกรรมล้มเหลวแล้ว ยังเสียค่า Gas หรือไม่

ต้องดูว่าล้มเหลวในขั้นตอนไหน

หากธุรกรรมถูกนำเข้าไปประมวลผลในบล็อกแล้ว แต่ทำงานไม่สำเร็จ เช่น ใช้ Gas จนหมดระหว่างทาง การเปลี่ยนข้อมูลจากการทำงานนั้นอาจถูกย้อนกลับ แต่ยังมีค่าธรรมเนียมสำหรับงานที่เครือข่ายทำไปแล้ว

ส่วนคำสั่งที่ถูกปฏิเสธก่อนเข้าไปประมวลผล ไม่ได้เสียค่า Gas บนเชนเพียงเพราะกดส่งไม่สำเร็จ ดังนั้นข้อความ “ล้มเหลว” บนหน้าจออย่างเดียวจึงยังไม่พอจะสรุปว่าเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่ อ้างอิง: Gas Limit และธุรกรรมที่ทำงานไม่สำเร็จ

โทเคนบน Ethereum เป็น ETH ทั้งหมดหรือไม่

โทเคนที่สร้างบน Ethereum เป็นคนละสินทรัพย์กับ ETH แต่ละโครงการอาจมีผู้ออก จำนวนโทเคน และเงื่อนไขการใช้งานต่างกัน

คำว่า ERC-20 ที่พบบ่อยเป็นมาตรฐานการทำงานของโทเคน เช่น วิธีตรวจยอดและโอนโทเคน เพื่อให้กระเป๋าและแอปที่รองรับทำงานร่วมกันได้ การใช้มาตรฐานนี้ไม่ได้รับรองว่าโครงการน่าเชื่อถือหรือโทเคนมีมูลค่า อ้างอิง: มาตรฐาน ERC-20

สำหรับการส่งธุรกรรมจากกระเป๋าทั่วไปที่ผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเองบน Mainnet แม้สิ่งที่โอนเป็นโทเคนอื่น ก็ยังต้องมี ETH สำหรับค่าธรรมเนียม การมีโทเคนอยู่ในกระเป๋าจึงไม่ได้แปลว่าจะส่งออกได้ทันทีหากไม่มี ETH

บางแอปอาจมีระบบออกค่าธรรมเนียมแทนผู้ใช้ จึงควรอ่านเงื่อนไขของบริการนั้นประกอบด้วย

Approve คือการอนุญาตอะไร

เวลาใช้แอปแลกเปลี่ยนโทเคน คุณอาจเจอคำขอ Approve ก่อนทำรายการ

สำหรับโทเคน ERC-20 การอนุมัติลักษณะนี้คือการกำหนดสิทธิ์ให้ที่อยู่หนึ่งใช้โทเคนของคุณได้ภายในวงเงินที่อนุญาต จึงควรตรวจทั้งผู้รับสิทธิ์ ชนิดโทเคน และจำนวนที่อนุญาต โดยเฉพาะเมื่อคำขอระบุวงเงินสูงมาก อ้างอิง: การอนุมัติสิทธิ์ใน ERC-20

การกดยืนยันจึงควรเริ่มจากการเข้าใจว่า กำลังโอนสินทรัพย์ หรือกำลังให้สิทธิ์ผู้อื่นใช้สินทรัพย์ เพราะผลของสองอย่างนี้ต่างกัน

Smart Contract มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

การทำงานตามโปรแกรมช่วยให้ตรวจสอบกติกาได้ แต่ยังมีเรื่องที่ต้องพิจารณานอกเหนือจากคำว่า “อยู่บนบล็อกเชน”

โปรแกรมอาจมีข้อผิดพลาด

หากโค้ดมีช่องโหว่ ผู้โจมตีอาจใช้ช่องโหว่นั้นนำสินทรัพย์ออกไปได้ แม้เครือข่ายจะประมวลผลตามกติกาของตัวเองอย่างถูกต้อง การตรวจสอบโค้ดหรือ Audit ช่วยค้นหาปัญหา แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะพบครบทุกจุด อ้างอิง: ความปลอดภัยของ Smart Contract

ข้อมูลจากโลกภายนอกต้องมีช่องทางนำเข้า

Smart Contract ไม่สามารถรู้ข้อมูลนอกเครือข่ายได้เองโดยตรง เช่น อุณหภูมิ ราคาจากตลาดภายนอก หรือผลการแข่งขัน จึงต้องอาศัยระบบนำข้อมูลเข้าที่เรียกว่า Oracle

สมมติว่าโปรแกรมจ่ายเงินตามปริมาณฝน โปรแกรมต้องได้รับข้อมูลฝนก่อนจึงจะตรวจเงื่อนไขได้ หากข้อมูลที่ป้อนผิด ผลลัพธ์ก็อาจผิดจากเหตุการณ์จริง แม้โปรแกรมจะคำนวณตามคำสั่งอย่างถูกต้องก็ตาม อ้างอิง: Oracle

บางระบบเปลี่ยนกติกาการทำงานได้

โค้ดที่นำขึ้นบล็อกเชนแล้วไม่สามารถแก้ทับได้โดยตรงเหมือนไฟล์ทั่วไป แต่แอปบางระบบออกแบบให้เปลี่ยนไปเรียกใช้โค้ดชุดใหม่ได้

ดังนั้น ก่อนใช้บริการควรดูว่าใครมีสิทธิ์อัปเกรดระบบ และสิทธิ์นั้นเปลี่ยนพฤติกรรมของโปรแกรมได้มากเพียงใด คำว่า “Smart Contract” เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ากติกาทั้งหมดจะคงเดิมตลอดไป อ้างอิง: การอัปเกรด Smart Contract

ETH มีจำนวนจำกัดเหมือน Bitcoin หรือไม่

ภายใต้กติกาปัจจุบัน ETH ไม่มีเพดานจำนวนเหรียญแบบตายตัวที่ 21 ล้านหน่วยเหมือน Bitcoin จำนวน ETH เปลี่ยนจากกลไกสำคัญสองด้าน ได้แก่ การออก ETH ใหม่เป็นรางวัลของระบบ และการเผา ETH จากค่าธรรมเนียมบางส่วน

การเผาหมายถึงการนำ ETH ส่วนนั้นออกจากการหมุนเวียนอย่างถาวร แต่เมื่อยังมีการออกเหรียญใหม่ด้วย จึงต้องเปรียบเทียบทั้งสองด้าน:

  • หากออกใหม่มากกว่าเผา จำนวน ETH สุทธิเพิ่มขึ้น
  • หากเผามากกว่าออกใหม่ จำนวน ETH สุทธิลดลง

จึงไม่ควรสรุปว่า ETH ลดจำนวนลงตลอดเวลาเพียงเพราะมีกลไกเผาเหรียญ อ้างอิง: ETH และอุปทาน

และถึงจำนวนเหรียญจะลดลงในช่วงหนึ่ง ก็ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าราคาต้องเพิ่มขึ้น เพราะจำนวนเหรียญไม่ได้บอกว่าผู้ซื้อยินดีจ่ายเท่าไร

Layer 2 เกี่ยวข้องกับ Ethereum อย่างไร

เมื่อศึกษาต่อ คุณอาจพบชื่อเครือข่ายที่เรียกว่า Layer 2 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยรองรับการใช้งานและลดต้นทุน โดยเชื่อมโยงกับ Ethereum ในการตรวจสอบหรือชำระผลธุรกรรมตามรูปแบบของระบบนั้น

อย่างไรก็ตาม แต่ละเครือข่ายมีเทคโนโลยีและความเสี่ยงต่างกัน จึงไม่ควรนำค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขของ Ethereum Mainnet ไปใช้เหมารวมกับทุก Layer 2 อ้างอิง: Layer 2

ในบทนี้ ให้จำไว้ก่อนว่า ชื่อสินทรัพย์กับชื่อเครือข่ายเป็นคนละข้อมูล เมื่อไปถึงบทการโอนคริปโต เราจะใช้ความแตกต่างนี้ตรวจสอบต้นทางและปลายทางก่อนส่งจริง

ลองตรวจความเข้าใจก่อนอ่านบทถัดไป

1. ซื้อ ETH แล้ว เท่ากับซื้อโทเคนทุกโครงการบน Ethereum หรือไม่?
ไม่เท่ากัน คุณถือ ETH ส่วนโทเคนของแต่ละโครงการเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่ง

2. Smart Contract จะเริ่มทำงานเองทันทีเมื่อครบกำหนดเวลาหรือไม่?
ไม่ใช่เพียงเพราะเวลาผ่านไป ต้องมีการเรียกใช้งานที่กระตุ้นให้โปรแกรมตรวจเงื่อนไขและดำเนินการ

3. ธุรกรรมไม่สำเร็จ แปลว่าไม่เสียค่าธรรมเนียมเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป หากเข้าไปประมวลผลในบล็อกแล้ว ยังอาจมีค่าธรรมเนียมสำหรับงานที่ทำไป

4. โทเคนใช้มาตรฐาน ERC-20 แปลว่าโครงการผ่านการรับรองหรือไม่?
ไม่ใช่ มาตรฐานช่วยให้ระบบทำงานร่วมกันได้ ส่วนความน่าเชื่อถือของโครงการต้องตรวจแยกต่างหาก

5. มีการเผา ETH แปลว่าจำนวนเหรียญลดลงตลอดเวลาหรือไม่?
ไม่ใช่ ต้องเปรียบเทียบกับจำนวน ETH ที่ออกใหม่ในช่วงเดียวกันด้วย

บทถัดไป Altcoin, Meme Coin และการอ่านขนาดตลาด จะขยายจากเครือข่ายและสินทรัพย์ที่รู้จักแล้ว ไปสู่การแยกประเภทเหรียญและอ่านตัวเลขตลาด โดยไม่ตัดสินจากราคาต่อเหรียญเพียงอย่างเดียว

Share This Story, Choose Your Platform!

โฆษณาพันธมิตร: จำนวน $30 ในภาพไม่ยืนยันสิทธิ์ของทุกบัญชี ตรวจข้อเสนอที่แสดงสำหรับคุณและเงื่อนไขถอนกำไรก่อนสมัคร ดูวิธีตรวจสิทธิ์

ตรวจสิทธิ์ก่อนรับโบนัส

โบนัสและเงื่อนไขอาจต่างกันตามประเทศ ประเภทบัญชี และช่วงเวลา ตรวจข้อเสนอที่แสดงในบัญชีของคุณ พร้อมเงื่อนไขการใช้เครดิตและการถอนกำไรก่อนตัดสินใจ

ดูวิธีตรวจสิทธิ์โบนัส

ศึกษาผู้ให้บริการก่อนเปิดบัญชี

เลือกโบรกเกอร์จากข้อมูลที่เทียบกันได้

ทำความเข้าใจประเภทบัญชี ต้นทุนการเทรด ช่องทางฝากถอน และบริษัทที่ให้บริการ ก่อนเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

รู้จักแต่ละโบรกเกอร์

อ่านรีวิว ข้อจำกัด และคู่มือใช้งาน เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการที่สนใจ

ดูรีวิวโบรกเกอร์ →

เปรียบเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน

เทียบประเภทบัญชี ต้นทุน และเงื่อนไขสำคัญของหลายโบรกเกอร์ ก่อนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง